บทที่ 4 อิสระ
บทที่4
อิสระ
ด้านเฌอร์รินหลังจากเก็บของเรียบร้อยก็เตรียมตัวเดินทางและเธอจะเลื่อนเวลาเดินทางให้เร็วขึ้นด้วยเพราะต้องการที่จะไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
เธอกดโทรศัพท์เพื่อโทรหาพี่ชายของเธอให้เลื่อนไฟล์บินให้โดยเธอจะบินภายในคืนนี้เลยซึ่งพี่ชายของเธอก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรเพราะเขามักจะตามใจเธอแบบนี้เสมอ
ถึงแม้ว่าจะสงสัยว่าทำไมเธอถึงรีบร้อนนักแต่สุดท้ายเขาก็ยอมให้เธอไปและกำชับให้เธอดูแลตัวเองให้ดี เมื่อถึงประเทศไทยให้รีบส่งข่าวบอกทันทีด้วย
ซึ่งเธอก็รับปากเพราะถึงอยากจะเป็นอิสระมากแค่ไหนแต่เธอก็ไม่เคยคิดจะตัดขาดกับครอบครัวโดยเฉพาะพี่ชายของเธอที่ทั้งใจดีและตามใจเธอเสมอมา
เนื่องจากเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงกับการขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางสู่ประเทศไทย ระหว่างที่เดินทางไปสนามบินเธอจึงแวะซื้อของใช้ส่วนตัวอีกนิดหน่อยก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นร้านสักร้านนึงที่เธอเห็นว่าคนไม่ค่อยพลุกพล่านนักและเจ้าของร้านก็ดูใจดีและมีอายุพอสมควร เขามองมายังเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“สนใจสักเหรอ?”
“ค่ะ” ร่างบางพยักหน้า
“จะสักรูปอะไรล่ะ” เนื่องจากเห็นเป็นผู้หญิงบอบบางท่าทางน่าจะยังไม่เคยสักด้วยซ้ำ ทำให้เจ้าของร้านต้องถามก่อนเพื่อความแน่ใจ
“รูปนก ตามนี้ค่ะ” เฌอร์รินเอารูปภาพจากโทรศัพท์ให้เจ้าของร้านดูเพราะเธออยากจะสักเพิ่มจากรอยสักที่มีอยู่และที่เธอเลือกเป็นรูปนกสามตัวที่กำลังบินสู่ท้องฟ้านั้นเพราะเธอจะได้รู้สึกเหมือนว่าตัวเองได้เป็นอิสระและโบยบินไปตามที่ใจเธอต้องการจริงๆ
แค่เพียงคิดถึงอิสระที่กำลังจะได้รับเธอก็ระบายยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
เมื่อตกลงกันเรียบร้อยเจ้าของร้านก็ให้เธอขึ้นไปนอนหันหลังอยู่บนเตียงเพื่อทำการสัก แต่แล้วในขณะที่เจ้าของร้านกำลังวาดเส้นลงไปก็ต้องชะงักกับรอยสักที่หญิงสาวมีอยู่แล้วและที่เขาชะงักเพราะจำได้ว่ามันคือรอยสักที่เป็นตราประจำตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งที่เขาเคยเห็นเมื่อนานมาแล้ว แต่มันก็เลือนรางเต็มทีจนเขาเกือบจะหลงลืมไป
เจ้าของร้านเหลือบมองหญิงสาวที่เดินทางตัวคนเดียวด้วยความสงสัยแต่สุดท้ายก็เลือกที่จะสลัดความสงสัยเหล่านั้นทิ้งไปเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะรู้และเข้าไปยุ่ง
ใช้เวลาสักนานพอสมควรร่างบางก็ได้รอยสักใหม่ที่เธอต้องการ เธอใช้กระจกส่องดูด้วยความพอใจ รูปนกที่บินอยู่เหนือตราลายพยัคฆ์นั้น ทำให้เธอรู้สึกเป็นอิสระจริงๆ
ด้านจาฟาร์ที่ให้ลูกน้องตามสืบเรื่องของหญิงสาวถึงกลับหงุดหงิดไม่พอใจเพราะไม่มีใครหาข้อมูลอะไรเพิ่มเติมมาให้เขาได้เลยนอกจากภาพจากกล้องวงจรปิดที่คลับ
ขนาดว่าให้คนตามไปยังที่พักของเธอก็ยังไม่ได้ข้อมูลอะไรกลับมา มันเหมือนกับว่าข้อมูลทุกอย่างของเธอถูกปิดบังจากคนที่มีอิทธิพลและมันก็เป็นความลับจนยากที่จะสืบค้นได้
“ทำงานประสาอะไร แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียวมึงยังสืบหาไม่ได้” จาฟาร์รู้สึกโมโหเป็นอย่างมากมาก เขาจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอกนะ เขาต้องตามหาตัวเธอเจอแน่ คอยดู!
“จะกี่ปีฉันก็จะตามเธอให้เจอ” เขากำหมัดแน่นและทุบลงโต๊ะอย่างระบายอารมณ์จนลูกน้องไม่กล้าที่จะปริปากพูดอะไรได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาของผู้เป็นนาย
ร่างสูงรู้สึกเหมือนว่าตัวเองโดนลูบคม แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆทำให้เขาหัวเสียได้ขนาดนี้นับว่าเธอไม่ธรรมดาและคนอย่างเขาหากอยากได้อะไรแล้วล่ะก็ไม่มีทางที่เขาจะปล่อยไปง่ายๆและเธอก็ไม่มีสิทธิ์หนีหายไปอย่างไร้ร่องรอยแบบนี้ด้วย...
ประเทศไทย
“เฮ้อ ถึงสักที!” เฌอร์รินถอนหายใจด้วยความโล่งอกเพราะตอนนี้เธอได้เดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว
ร่างบางยิ้มออกมาด้วยความสุขและเธอหวังว่าสองปีต่อจากนี้เธอจะมีอิสระอย่างเต็มที่ ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่จะได้ทำตามใจตัวเองแต่เพียงแค่นี้ก็ดีที่สุดแล้ว
เธอเลือกที่จะไม่ให้ใครติดตามเธอมาด้วยเพราะเธออยากเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น เป็นแค่ เฌอร์ริน บวรวัฒนานุกุล ไม่ใช่คนนามสกุลเฉิน ที่เป็นตระกูลมาเฟียที่ยิ่งใหญ่ของฮ่องกง
ถึงแม้พี่ชายเธอจะคัดค้านว่าเธอต้องมีคนติดตามมาด้วยเพื่อความปลอดภัย แต่เธอก็แย้งกลับเช่นกันว่าเธอออกมาอยู่ข้างนอกคนเดียวนานแล้ว คนนอกแทบจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าตระกูลเฉินยังมีลูกสาวอีกคนและอีกอย่างอยู่ที่นี่จะไม่มีใครรู้ว่าเธอมาจากตระกูลไหน เธอจะเป็นแค่คนธรรมดาที่ใช้นามสกุลมารดาเพื่อมาเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางที่นี่เท่านั้น
ส่วนที่นี่จะมีแค่คนของมารดาที่เป็นคนเก่าแก่ที่เคยรับใช้แม่ของเธอเท่านั้นที่จะคอยดูแลเธอห่างๆและในวันนี้คนคนนั้นก็เป็นคนมารับเธอไปยังบ้านของมารดาด้วย
บ้านหลังนี้น้อยคนนักที่จะมีคนรู้จักมันเป็นบ้านชั้นเดียวสีขาวดูอบอุ่นเอามากๆส่วนบริเวณรอบๆก็เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ความสงบและร่มรื่นน่าอยู่ยิ่งกว่าบ้านหลังใหญ่ที่เธอเคยอยู่มาด้วยซ้ำ
แม่ของเธอแอบซื้อบ้านหลังนี้ไว้ก่อนจะเดินทางไปอยู่กับพ่อที่ประเทศฮ่องกงและมารดาก็หวังว่าสักวันหนึ่งจะได้พาลูกๆมาเที่ยวพักผ่อนสักครั้ง แต่ตอนนี้มันคงไม่มีวันนั้นอีกแล้วล่ะเพราะมารดาของเธอท่านได้จากไปตั้งแต่เธออายุสองขวบแล้ว
คิดมาถึงตรงนี้แววตาของเธอก็ไหววูบขึ้นมาอย่างหงอยเหงาเพราะเธอกำลังคิดถึงมารดาอีกแล้ว
“คุณแม่เป็นกำลังให้หนูด้วยนะคะ” เธอมองดูรอบๆบ้านด้วยความอบอุ่นหัวใจก่อนจะยิ้มให้กำลังใจตัวเองอีกครั้งและก้าวขาเข้าไปภายในบ้านด้วยจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น…
