บทที่ 5 อดีต

บทที่5

อดีต

ประเทศฮ่องกง บ้านตระกูลเฉิน

ที่นี่ดึกมากแล้ว แต่เหมือนว่าพ่อของเขาจะยังคงไม่นอนมาร์ตินเดินเข้าไปหาผู้เป็นพ่อด้วยรอยยิ้มบางๆ เขามองบิดาด้วยแววตาอ่อนลง

“ทำไมยังไม่นอนครับพ่อ” ร่างสูงถามขึ้นพร้อมกับเดินไปเทเหล้าราคาแพงเพื่อดื่มเป็นเพื่อนบิดาเพราะตอนนี้ประมุขของบ้านกำลังนั่งดื่มเงียบๆคนเดียว

โจชัว เฉินหันกลับไปมองลูกชายคนโตด้วยสายตาเรียบนิ่งตามบุคลิกของตัวเอง เขาเพียงชนแก้วกับลูกชายและยังคงนั่งเงียบเหมือนเดิม

“เป็นห่วงน้องเหรอครับ” มาร์ตินยกยิ้มเพราะเขารู้ดีว่าภายใต้ใบหน้านิ่งเรียบของบิดานั้นมันมีความเป็นห่วงน้องสาวเขาอยู่แม้ไม่ค่อยพูดหรือแสดงออกแต่เขาก็รู้ดีว่าบิดานั้นรักและห่วงน้องสาวเขามากแค่ไหน

ด้านโจชัวได้ยินลูกชายพูดแบบนั้นก็ยกเหล้าขึ้นดื่มส่วนแววตาไหววูบเล็กน้อย มาร์ตินที่เห็นว่าบิดายังคงเงียบอยู่เขาจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเสียเอง

“พ่อไม่ต้องเป็นห่วงน้องหรอกครับ พ่อก็รู้ว่าน้องเอาตัวรอดได้และผมก็แอบให้คนติดตามดูแลอยู่ห่างๆด้วย” เขาเองอดเป็นห่วงน้องสาวไม่ได้เช่นกันจึงได้ให้คนแอบตามเธออยู่ห่างๆโดยให้แดนมือซ้ายของเขาเป็นคนตามไปดูแลเธอถึงประเทศไทยและที่ต้องให้คนตามอยู่ห่างๆเพราะถ้าหากเจ้าตัวรู้คงงอแงและไม่ยอมง่ายๆแน่

“อืม ก็ดี” โจชัวพยักหน้ารับรู้ก่อนจะขอขึ้นไปพักผ่อนบนห้องเพราะตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ด้านมาร์ตินที่เห็นว่าผู้เป็นพ่อเดินขึ้นชั้นบนจนลับสายตาแล้วก็หันกลับมามองแก้วเครื่องดื่มและนั่งดื่มเงียบๆคนเดียวต่อ ก่อนที่เขาจะนึกย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา

ตอนนั้นมาร์ตินอยู่ในวัยเจ็ดขวบพร้อมกับแทนและแดนฝาแฝดที่มารดาเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่ตอนกลับไปเยี่ยมบ้านที่ประเทศไทย

แม่เคยเล่าให้ฟังว่าในช่วงที่ใกล้คลอดเขา มารดามีความรู้สึกคิดถึงคุณตาคุณยายเป็นอย่างมากจึงอยากกลับบ้านไปเยี่ยมท่านทั้งสองและหลังจากกลับไปที่นั่นได้ไม่นานก็มีคนนำเด็กแฝดสองคนมาทิ้งไว้หน้าบ้านซึ่งพอมารดาของเขาออกไปเจอท่านรู้สึกถูกชะตากับเด็กแฝดทั้งสองคนมากจึงทำเรื่องนำทั้งสองคนมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมส่งเสียเลี้ยงดูทุกอย่างเหมือนกับลูกแท้ๆและเพื่อในอนาคตจะได้เป็นเพื่อนเล่นกับเขาและจะได้ช่วยดูแลกัน

จนวันที่ใกล้ถึงกำหนดคลอดแม่จึงเดินทางกลับฮ่องกงโดยนำทั้งแดนและแทนกลับมาด้วยกระทั่งคลอดเขาออกมามารดาจึงเลี้ยงเด็กทั้งสามคนด้วยตัวเอง เลี้ยงมาด้วยกันจนกระทั่งพวกเขาเติบโตจนอายุห้าขวบ

มารดาก็ได้ให้กำเนิดน้องสาวที่น่ารักเอามากๆให้พวกเขาอีกหนึ่งคนนั่นก็คือเฌอร์รินทำให้เฌอร์รินมีอายุห่างจากพวกเขาถึงห้าปี

หลังจากนั้นไม่นานแม่ก็มีปัญหาสุขภาพที่มันเรื้อรังมาหลายปีแต่อาการมาหนักขึ้นหลังจากคลอดน้องสาวของเขาจนสุดท้ายร่างกายก็ทนต่อโรครุมเร้าไม่ไหวท่านได้จากไปในตอนที่น้องสาวเขาอายุครบสองขวบพอดี

และก่อนที่มารดาจะจากไปเขาจดจำคำสั่งเสียของมารดาได้เป็นอย่างดีมันเป็นคำขอร้องที่ท่านพยายามเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาแต่เขากลับได้ยินทุกคำอย่างชัดเจน

“ตินสัญญากับแม่ได้ไหมลูก เมื่อน้องโตขึ้น ให้น้องมีอิสระได้เต็มที่อย่าบังคับน้องเกินไปนะลูก ให้น้องได้มีรอยยิ้มและความสุขด้วยนะ”

ตอนนั้นถึงแม้จะยังเด็กและไม่เข้าใจอะไรมากนัก แต่เขาก็ยอมรับปากผู้เป็นแม่ว่าเขาจะดูแลน้องให้ดีที่สุดและให้น้องมีแต่รอยยิ้มอย่างที่มารดาต้องการ

เขาถึงได้ตามใจน้องสาวขนาดนี้ไงล่ะ พอคิดถึงตัวแสบแล้วก็ทำเอาเขาต้องยิ้มมุมปากออกมาเพราะไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง เขาคงไม่ได้ยินเสียงเรียกพี่ชายๆอีกนานเลยสินะ

ตอนเป็นเด็กพวกเขาทั้งสี่คน ต้องถูกฝึกให้ใช้อาวุธและเรียนต่อสู้ทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งไม่เว้นแม้แต่เฌอร์ริน แม้ว่าเธอจะเป็นผู้หญิงแต่ก็ไม่ได้รับข้อยกเว้นเพราะด้วยภาระหน้าที่ของคนที่เกิดมาในตระกูลใหญ่นี้ไม่สามารถที่จะละเว้นสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้

เธอถึงได้ถูกฝึกทุกอย่างให้เหมือนกับพวกเขา ตอนนั้นเขาสงสารน้องสาวตัวเองเป็นอย่างมากแต่ไม่สามารถที่จะช่วยน้องสาวได้จริงๆ

จนกระทั่งเธออายุสิบแปดปีย่างสิบเก้าเธอสอบเรียนหมอได้ เขาจึงสนับสนุนเธออย่างเต็มที่เพราะเขาอยากให้น้องออกไปใช้ชีวิตอย่างที่เธอต้องการและไม่ต้องถูกบังคับอีกต่อไป

เขาเข้าใจในสิ่งที่แม่เคยขอร้องก็วันนั้นแหละ คนตระกูลเฉินมีหน้าที่และภาระต้องรับผิดชอบมากมาย เมื่อถึงเวลาเขาเองเป็นลูกชายคนโตก็ต้องขึ้นรับตำแหน่งและดูแลทุกคนต่อจากบิดาเพราะมันเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

คนตระกูลเฉิน จะมีรอยสักประจำตระกูลทุกคน เป็นตราลายพยัคฆ์ ไม่เว้นแม้แต่น้องสาวของเขาเธอก็มีรอยสักนั้นเหมือนกันมันเหมือนเป็นเครื่องหมายตอกย้ำว่าทุกคนจะละทิ้งความเป็นตระกูลใหญ่ไม่ได้ ต่อให้อยากหนีไปไกลแค่ไหนก็ตามก็ไม่สามารถที่จะทิ้งตัวตนได้อยู่ดี

คิดมาถึงตรงนี้ก็ต้องถอนหายใจออกมาแต่อย่างน้อยเขายังพอช่วยให้น้องสาวได้มีอิสระในช่วงเวลาหนึ่งได้

“นายน้อยครับ”

มาร์ตินหันหน้าไปมองเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากแทนเขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีเรื่องอะไรถึงได้มารายงานดึกขนาดนี้

“แดนส่งข่าวมาว่าคุณหนูเดินทางถึงบ้านพักอย่างปลอดภัยแล้วครับ” แต่แล้วสิ่งที่แทนบอกก็ทำเอาเขาโล่งอกและยิ้มออกมา

“ให้แดนตามอยู่ห่างๆอย่าให้น้องรู้ตัวล่ะ”

“รับทราบครับนายน้อย” แทนยังคงยืนนิ่งด้วยท่าทีสุขุมจนมาร์ตินต้องส่ายหัวไปมากับความเคร่งในหน้าที่ของอีกฝ่าย

“นี่! ไม่มีคนอยู่แถวนี้สักหน่อย มาๆมานั่งดื่มด้วยกัน” มาร์ตินเรียกอีกฝ่ายอย่างสนิทสนมเพราะพวกเขาโตมาด้วยกันและแม่ของเขาก็เลี้ยงทั้งสองมาเหมือนลูกแท้ๆไม่เห็นต้องอยู่ในกรอบตลอดเวลาเลย

“ไม่ดีกว่าครับนายน้อย” แทนยังคงปฏิเสธอย่างเคร่งขรึมทำให้มาร์ตินถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ

ตั้งแต่นายหญิงจากไปและพวกเขาเติบโตขึ้นจนได้รู้ว่าไม่ใช่ลูกแท้ๆของคนที่นี่ทั้งแดนและแทนก็รักษาระยะห่างจากนายน้อยและคุณหนูของตัวเอง

เพราะพวกเขารู้ดีว่าต่อให้นายใหญ่และนายหญิงจะเลี้ยงดูพวกเขามาอย่างลูกแท้ๆแค่ไหน แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ใช่คนสายเลือดตระกูลเฉินอยู่ดีและอีกอย่างพวกเขาก็เกรงใจมากด้วยเพราะชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากทุกคนจริงๆ

เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่มากพอ พวกเขาจึงเลือกที่ปกป้องดูแลทั้งนายน้อยและคุณหนูอย่างดีที่สุดและพวกเขาทั้งสองคนก็สัญญากับตัวเองแล้วว่าชีวิตนี้จะขอรับใช้คนตระกูลเฉินตลอดไปและจะดูแลนายน้อยและคุณหนูด้วยชีวิต…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป