บทที่ 6 หวนคืน

บทที่6

หวนคืน

ประเทศไทย

มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯเฌอร์รินที่เตรียมตัวมาทุกอย่างรวมถึงเอกสารการเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางของเธอก็เตรียมมาเป็นอย่างดีจนไม่มีข้อผิดพลาดให้เธอเป็นกังวลในเรื่องของเอกสาร

และวันที่เริ่มการศึกษาเธอก็มีเพื่อนที่เป็นนักศึกษาแพทย์ที่จบจากที่นี่และต่อแพทย์เฉพาะทางเหมือนกันทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจไม่น้อยที่อย่างน้อยมาเรียนต่างที่ก็มีเพื่อนเร็วกว่าที่คิดเอาไว้

พิมลดาและริว เป็นเพื่อนในกลุ่มสองคนแรกของเธอที่ทำให้เธอรู้สึกสนิทใจด้วยเพราะทั้งสองคนเป็นคนจริงใจและน่ารักและยังเข้ากันกับเธอได้เป็นอย่างดีด้วย

เฌอร์รินมีความสุขกับการมาเรียนต่อที่นี่มากและการที่เธอเลือกเรียนแพทย์นั้นเพราะเธอต้องการที่จะรักษาคนเพื่อชดเชยกับสิ่งที่ครอบครัวของเธอแทบจะไม่เคยได้ทำสิ่งนี้เลย

ถึงครอบครัวเธอจะไม่ทำใครก่อนแต่ก็ไม่ใช่จะไม่เคยทำร้ายใครเลย เธอถึงอยากดึงตัวเองออกจากจุดนั้นจุดที่มีแต่คำว่าถ้าเราไม่ฆ่ามันมันก็ฆ่าเรา ต่อให้เธอจะเป็นคนของตระกูลที่เรียกว่ามาเฟีย ก็ขอให้เธอได้ทำตามใจตัวเองสักครั้ง เธอจะเก็บประสบการณ์จากที่นี่ให้ได้มากที่สุดและช่วยเหลือคนให้ได้มากที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้

“ถ้าเรียนจบแล้วเฌอร์จะอยู่ที่นี่ต่อไหม” พิมลดาถามเพื่อนใหม่ด้วยรอยยิ้ม เธอรู้สึกถูกชะตากับเฌอร์รินเป็นอย่างมาก ถึงแม้บุคลิกภายนอกจะดูนิ่งๆเย็นชาแต่สายตาของเพื่อนคนนี้กลับอบอุ่นนักและรอยยิ้มของเธอก็ดูจริงใจมากด้วย

ทั้งริวและพิมลดารู้เพียงว่าเพื่อนคนนี้เดินทางมาจากประเทศอื่นเพื่อมาศึกษาต่อที่นี่ เธอเป็นลูกครึ่งไทย-ฮ่องกง ที่เหมือนจะมีความเป็นไทยมากพอสมควรโดยเฉพาะผมสีน้ำตาลธรรมชาติและผิวที่ขาวเนียนนั้นช่างสะดุดตาคนอื่นนัก

“เรายังไม่รู้เลย เดี๋ยวเรียนจบแล้วบอกอีกทีนะ” เฌอร์รินตอบเพื่อนไปด้วยรอยยิ้มบางๆเพราะเธอก็ไม่รู้ว่าจบแล้วพี่ชายจะอนุญาตให้อยู่ต่อหรือเปล่า

การมาอยู่ที่นี่ไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นใครมาจากไหนและเธอก็บอกเพื่อนๆไปเพียงว่าพ่อกับพี่ชายเธออยู่ฮ่องกงและเธอก็มีบ้านที่ไทยด้วยจึงขอมาเรียนต่อที่นี่เพราะมารดาของเธอเป็นคนไทยและโชคดีที่เพื่อนทั้งสองคนไม่ได้ถามเซ้าซี้อะไรให้เธอไม่สบายใจ เธอถึงได้คบทั้งสองคนด้วยความสนิทใจ

“แล้วพิมกับริวล่ะ จะทำงานที่ไหนเหรอ” เธอถามกลับบ้าง

“เราเลือกโรงพยาบาลของพ่อริวน่ะ” ริวคือเพื่อนผู้ชายคนเดียวในกลุ่มและเป็นลูกเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง พิมลดากับริวเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเด็กและครอบครัวทั้งสองก็รู้จักกันเป็นอย่างดีทำให้พ่อของริวอยากให้ทั้งคู่มาช่วยงานที่โรงพยาบาลของตนมากกว่าไปทำที่อื่น

“ถ้าเฌอร์ยังไม่อยากกลับบ้านและอยากหาประสบการณ์ต่อมาทำที่โรงพยาบาลเดียวกันได้นะ” ริวเอ่ยชวนพร้อมกับยกยิ้มให้หญิงสาว เฌอร์รินที่ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มตอบด้วยความขอบคุณในความมีน้ำใจของอีกฝ่าย

“ได้เลย ถ้าเรายังไม่กลับเราจะเลือกโรงพยาบาลริวนะ จะได้ไปช่วยเหลือคนด้วยกัน” ทั้งสามคนพยักหน้าและยิ้มให้กันด้วยความมุ่งมั่นที่มีอยู่เต็มเปี่ยม…


ที่เขาบอกว่าวันเวลาของความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ น่าจะจริงเพราะตอนนี้เธอเรียนจบแพทย์เฉพาะทางเรียบร้อยแล้ว เฌอร์รินเองก็ต้องตัดสินใจเหมือนกันว่าเธอจะอยู่ต่อหรือกลับบ้านเลย

ตลอดระยะเวลาสองปีเธอติดต่อพี่ชายอยู่เสมอและมาร์ตินเองก็บินมาเยี่ยมเธอบ้างแต่ไม่บ่อยนักเพราะอีกไม่นานพี่ชายของเธอต้องเตรียมตัวขึ้นรับตำแหน่งนายใหญ่ของตระกูลเป็นการรับช่วงต่อจากบิดาที่ต้องสานต่อธุรกิจที่ทั้งถูกกฎหมายและธุรกิจสีเทาต่อไปและเป็นการส่งต่อธุรกิจแบบนี้มานานแล้วจากรุ่นสู่รุ่นจนกระทั่งพี่ชายของเธอจะเป็นรุ่นต่อไป

เฌอร์รินตัดสินใจโทรหาพี่ชายของเธอเพื่อขออยู่ต่ออีกหน่อยเพราะเธอยังอยากที่จะอยู่ที่นี่ต่อ ตลอดระยะเวลาสองปีเธอได้เรียนรู้อะไรมากมายทำให้เธอรู้สึกผูกพันและคิดถึงที่นี่

ตู้ด~ ตู้ดด~ เธอรอสายด้วยใจที่เต้นแรงเพราะไม่รู้ว่าพี่ชายจะอนุญาตให้อยู่ต่อหรือเปล่า

(ว่าไง จะกลับมาหาพี่แล้วใช่ไหม) น้ำเสียงอบอุ่นดังเล็ดลอดออกมาทำเอาร่างบางอึกอักไม่กล้าขอแต่สุดท้ายก็กลั้นใจเอ่ยออกไป

“เอ่อ คือว่าน้องอยากขอทำงานต่อที่นี่อีกสักหน่อยค่ะ พี่ชายอนุญาตได้มั้ยคะ” เธอทำเสียงออดอ้อนจนได้ยินคนปลายสายถอนหายใจออกมาอย่างหนักใจแต่สุดท้ายก็ยอมตามใจน้องสาวอย่างเธออีกจนได้

(เฮ้อ! พี่ให้ได้แค่ปีเดียวนะ หลังจากนั้นน้องต้องกลับมาได้แล้ว พี่คิดถึงเรามากรู้มั้ย) ถึงแม้เขาจะอยากให้น้องได้มีอิสระเต็มที่ แต่ยิ่งเขาใกล้ขึ้นรับตำแหน่งมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งรู้สึกเป็นห่วงน้องสาวมากเท่านั้นและเขาก็อยากให้เธอมาอยู่ใกล้ๆมาอยู่ในความดูแลของเขามากกว่า

“เย้! ได้ค่ะ ปีเดียวก็ปีเดียว” เฌอร์รินกระโดดโลดเต้นอยู่คนเดียวด้วยความดีใจ อย่างน้อยเธอก็ยังมีเวลาหายใจอีกตั้งปีหนึ่ง

(หึ ดีใจขนาดนั้นเลยเหรอ)

“มากๆค่ะ ถ้างั้นน้องขอวางสายก่อนนะคะ น้องจะโทรไปบอกเพื่อนก่อน”

(อ่ออ ติดเพื่อนนี่เองถึงยังไม่อยากกลับบ้าน) มาร์ตินลากเสียงยาวๆเพื่อเอ่ยแซวน้องสาว

“แหะ! ไม่จริงเลยค่ะ น้องคิดถึงพี่ชายที่สุดต่างหากล่ะ” เธอออดอ้อนกลับก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆจากพี่ชายจากนั้นเธอก็ขอวางสายด้วยความดีใจสุดขีด

หลังจากได้รับอนุญาตจากพี่ชายให้อยู่ต่อเฌอร์รินก็ได้เข้ามาเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลของริวตามคำชวนของเพื่อนซึ่งทั้งสามคนแฮปปี้มากถึงจะเหนื่อยและคนไข้เยอะมากแค่ไหนแต่กับสุขใจที่ได้ทำเพื่อช่วยเหลือคนอื่นอย่างที่ตั้งมั่นเอาไว้

วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆจนเฌอร์รินไม่ทันตั้งตัวเพราะเธอใช้เวลาอยู่โรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ เธอเป็นหมอที่ดีมีคนไข้ติดกันมากเพราะความอ่อนโยนที่เธอมีอยู่ลึกๆ เธอเองก็พึ่งรู้ว่าตัวเองอ่อนโยนได้ขนาดนี้ก็ตอนมาเป็นหมอจริงๆนี่แหละ ถ้าต้องกลับไปฮ่องกงจริงๆเธอก็จะขอทำหน้าที่นี้ต่อจะขอเป็นหมอเพื่อช่วยเหลือคนอื่นเหมือนเดิม ถึงคนเป็นพ่อจะไม่เห็นด้วย แต่เธอรู้ว่าพี่ชายของเธอสามารถจัดการให้เธอได้

และตอนนี้เธอก็อยู่ประเทศไทยมาเกือบสามปีแล้ว เมื่อไม่นานมานี้เธอได้รับโทรศัพท์จากพี่ชายของเธอว่าให้เธอเตรียมตัวเพื่อมาร่วมงานรับตำแหน่งนายใหญ่ประจำตระกูลเพราะถึงเวลาที่พี่ชายของเธอต้องขึ้นรับตำแหน่งแล้ว ซึ่งคนของตระกูลเฉินต้องไปร่วมงานในครั้งนี้ทุกคนรวมถึงคนของตระกูลอื่นๆที่เป็นพันธมิตรกันมายาวนานด้วย งานนี้จึงเป็นงานใหญ่ที่มีแต่คนสำคัญในแวดวงเดียวกัน ซึ่งจะเรียกว่าแวดวงมาเฟียก็ว่าได้

แม้ในใจของเธอไม่อยากไปร่วมงานครั้งนี้เลย แต่มันก็เป็นงานสำคัญของพี่ชายเธอเช่นกัน เธอจึงรับปากว่าจะไปและตอนนี้ก็ได้จองตั๋วเครื่องบินเพื่อบินกลับบ้านเรียบร้อยแล้ว…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป