บทที่ 8 กลับบ้าน
บทที่8
กลับบ้าน
หลังจากโจชัว บอกไปแบบนั้นก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นมาอีกครั้งเพราะมันมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ด้านโจวเหยียน ที่ได้ยินดังนั้นก็เกิดความไม่พอใจเช่นกันเพราะอีกฝ่ายทำเหมือนคำพูดเขาไม่มีความหมายซ้ำยังปฏิเสธเขาต่อหน้าคนอื่นด้วย ทำแบบนี้มันหยามกันชัดๆ
“ถึงเฌอร์รินจะเป็นทายาทอันดับสองของเฮีย แต่ยังไงหลานก็เป็นผู้หญิง เราไม่เคยให้ผู้หญิงขึ้นรับตำแหน่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อน” โจวเหยียนเอ่ยค้านเพราะตระกูลส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับผู้ชายเป็นอันดับแรกการจะให้ผู้หญิงที่ไม่ได้รู้เรื่องงานของตระกูลมาดำรงตำแหน่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง
“อีกอย่างหลานไม่ได้อยู่ที่นี่นานแล้วไม่รู้ว่าจะยังจำกฎระเบียบต่างๆได้หรือเปล่า ไหนจะเรื่องงานที่ต้องรับผิดชอบอีก ไม่มีใครเขาให้ผู้หญิงตัวเล็กๆมาคุมคนนับพันหรอกนะ เฮียกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่”
ด้านคนอื่นๆที่ได้ยินแบบนั้นก็เริ่มจะเห็นด้วยกับคำพูดของโจวเหยียนเพราะไม่มีตระกูลไหนให้ผู้หญิงมาดูแลเรื่องงานเหล่านี้จริงๆ
โจชัว ยังคงสุขุมไม่ได้หวั่นไหวไปกับคำพูดเสียดสีพวกนั้นแต่ด้วยความที่เขาไม่อยากให้มันไปกันใหญ่ถึงได้ขึ้นเสียงใส่ทุกคนอย่างแข็งกร้าว
“ทุกคนฟังฉัน…ตราบใดที่ยังหามาร์ตินไม่พบและไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ก็ยังถือว่าตำแหน่งนายใหญ่ยังคงเป็นของมาร์ติน ฉันจะให้เฌอร์รินมารับช่วงรอเท่านั้น หวังว่าทุกคนจะเคารพการตัดสินใจของฉัน” พูดจบก็กวาดสายตามองไปยังทุกคนด้วยแววตาดุดันและมีอำนาจ ความน่าเกรงขามของเขาทำให้ทุกคนยอมเงียบเสียงลง
“ส่วนเรื่องคนที่มันแว้งกัด ฉันจะจัดการมันอย่างสาสมให้สมกับที่มันกล้าทำร้ายลูกชายคนเดียวของฉันพวกหมาลอบกัดฉันไม่เอามันไว้แน่” ทุกคนที่ได้ยินแบบนั้นถึงกับก้มหน้าหลบสายตาเพราะทุกคนรู้ดีเวลาที่พี่ใหญ่เอาจริงขึ้นมามันน่ากลัวขนาดไหน แม้กระทั่งโจวเหยียนเองก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเช่นกัน
“เอาแบบนี้ถ้าหากทุกคนยังไม่สบายใจจริงๆก็ฟังฉันพูดสักนิดเถอะ” เจิน เฉียนพูดขึ้นมาและมองหน้าทุกคนด้วยแววตานิ่งเรียบไม่ต่างจากเพื่อนรักเลย ทำให้ทุกคนยอมเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งและจับจ้องไปยังผู้นำตระกูลใหญ่อีกตระกูลนึงด้วยความเคารพไม่ต่างกัน
“ทุกคนอาจยังไม่รู้ว่าตระกูลของเราสองคนมีสัญญาใจต่อกันมานาน หากตระกูลไหนมีลูกสาวก็จะให้หมั้นกับลูกชายอีกตระกูล ฉะนั้นถ้าทุกคนเป็นกังวลใจในการที่ต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของหลานสาวที่ยังไม่แข็งแกร่งพอ ฉันขอให้ทุกคนวางใจได้เพราะจาฟาร์ลูกชายเพียงคนเดียวของฉันคือคู่หมั้นของหนูเฌอร์รินและจาฟาร์จะช่วยดูแลทุกคนอีกแรง”
คำพูดของเจิน เฉียน ทำให้ทุกคนยิ้มออกมาด้วยความพอใจเพราะใครๆก็รู้ว่าสองตระกูลนี้มีอิทธิพลมากแค่ไหนและทั้งสองตระกูลก็ดูแลและเกื้อกูลกันมานานอีกทั้งพร้อมจะช่วยเหลือกันทุกอย่างด้วย
หากสองตระกูลนี้เป็นทองแผ่นเดียวกันจริงๆประโยชน์ต่างๆที่พวกเขาจะได้รับนั้นมีมากมายจนประเมินค่าไม่ได้เลยล่ะ
อีกอย่างพวกเขาก็รู้ดีว่าลูกชายของ เจิน เฉียนคนนี้นั้นขึ้นชื่อเรื่องความโหดและเลือดเย็นมากแค่ไหน ได้รับตำแหน่งจากผู้เป็นพ่อไม่นานกลับดูแลคนของตระกูลได้เป็นอย่างดีและไม่มีข้อบกพร่องอะไรเลย
ทุกๆฝ่ายมองหน้ากันก่อนจะพยักหน้าและยิ้มออกมาด้วยความยินดีที่จะให้หลานสาวขึ้นรับตำแหน่งนี้แทนไปก่อน
ด้านโจชัวและเจิน เฉียนทั้งสองคนมองสบตากันและยิ้มมุมปากออกมาด้วยความโล่งใจที่ในที่สุดปัญหาต่างๆก็จบลงด้วยดี
ส่วนจาฟาร์ ที่ได้ยินแบบนั้นก็ทั้งงงและสับสนเพราะจู่ๆเขาก็มีคู่หมั้นขึ้นมา เขามองไปยังผู้เป็นพ่อด้วยแววตาไม่เข้าใจและไม่พอใจเพราะไม่รู้ว่าพ่อของเขาคิดจะทำอะไรกันแน่ ทำไมเรื่องนี้ถึงไม่เคยบอกเขาเลยสักครั้งและนี่เขายังต้องมาหมั้นกับเด็กที่ไหนก็ไม่รู้อีก
เขาได้ข่าวมาว่าเด็กนั่นหนีไปใช้ชีวิตข้างนอกคนเดียวตั้งนานแล้ว ทุกครั้งที่เขามาบ้านหลังนี้ถึงไม่เคยเจอเธอเลยสักครั้ง คนที่ไม่ยอมรับตัวตนของตระกูลแบบนั้นจะมาขึ้นรับตำแหน่งได้ยังไง ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจและตอนนี้เขาก็หงุดหงิดมากด้วย
อยากจะเอ่ยถามผู้เป็นพ่อให้รู้เรื่อง ก็ได้รับสายตานิ่งเรียบกลับมาบอกให้เขาอยู่เงียบๆและค่อยกลับไปคุยกันที่บ้าน
หลังจากทุกคนกลับไปหมดแล้ว ก็เป็นเวลาค่ำพอสมควร โจชัว เฉิน มองออกไปยังประตูบ้านด้วยแววตานิ่งเรียบเขากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
แม้ว่าใบหน้าของเขาจะยังคงเรียบเฉยแต่ทุกคนคงไม่รู้ว่าภายในใจของเขามันเจ็บปวดและต้องอดทนมากแค่ไหน ต่อให้แข็งแกร่งยังไงหัวอกคนเป็นพ่อก็ย่อมเป็นห่วงลูกมากที่สุดอยู่ดี
แต่เขาก็ยังเชื่อเสมอว่าลูกชายเขาคนนี้ยังไม่ตายและต้องหาทางกลับมาได้แน่นอน ชายวัยกลางคนพยายามเข้มแข็งให้ได้มากที่สุดแม้ว่าตอนนี้ดวงตาจะแดงก่ำมากแค่ไหนก็ตาม แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลาฟุ้งซ่านมากนักเพราะเขาต้องรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนที่ลูกสาวของเขาจะไม่ปลอดภัยไปอีกคน
เขารีบจัดการโทรหาลูกชายบุญธรรมอีกคนที่ตอนนี้อยู่ดูแลลูกสาวเขาที่ประเทศไทยพร้อมกับบอกอีกฝ่ายให้พาเฌอร์รินกลับฮ่องกงโดยด่วนที่สุด
เมื่อสั่งการกับคนทางนู้นเรียบร้อยในใจของเขาก็รู้สึกผิดต่อลูกสาวขึ้นมา ลูกที่เขาไม่เคยให้ความรักความอบอุ่นกับเธอมากพอและเขาคิดว่าเฌอร์รินเองก็คงคิดว่าเขาเป็นพ่อที่แย่เอามากๆเพราะตลอดเวลาเขาให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่ามาโดยตลอด
แต่จริงๆแล้วใครจะรู้ว่าคนที่เขาเป็นห่วงมากที่สุดคือเฌอร์รินต่างหาก เขารู้ว่าลูกคนนี้ไม่อยากยุ่งเกี่ยวอะไรกับตระกูล เธออยากมีชีวิตเป็นอิสระตามความต้องการของเธอ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเธออยากจะทำอะไรเขาไม่เคยคิดห้ามอย่างที่เธอเข้าใจ เขามักอนุญาตสิ่งต่างๆผ่านพี่ชายของเธอเสมอเพราะเขาอยากให้เธอได้ยิ้มอย่างมีความสุขจริงๆเหมือนที่มารดาของเธอขอไว้ คำพูดของภรรยาที่สั่งเสียเอาไว้ก่อนสิ้นใจไม่ใช่แค่มาร์ตินที่ได้ยินหรอกนะเขาเองก็ได้ยินเช่นกัน
“พ่อขอโทษนะ แต่พ่อก็เชื่อว่าลูกมีสายเลือดตระกูลเฉินมากพอ ลูกจะผ่านมันไปได้แน่นอน” ชายวัยกลางคนพึมพำคนเดียวเบาๆด้วยความรู้สึกผิด ก่อนที่สลัดความรู้สึกว้าวุ่นพวกนี้ออกไปและเดินกลับขึ้นห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม
ประเทศไทย
แดนที่ได้รับข่าวแล้วก็ทั้งโกรธและแค้นเป็นอย่างมาก เขาอยากกลับไปลากคอคนที่มันคิดทำร้ายนายน้อยและพี่ชายของเขาซะตอนนี้ แต่ติดที่ว่าเขาต้องคอยดูแลความปลอดภัยให้คุณหนูและตอนนี้เขาก็ได้รับคำสั่งจากนายท่านให้พาคุณหนูกลับฮ่องกงให้เร็วที่สุด
ด้านเฌอร์รินที่กำลังรอโทรศัพท์จากพี่ชายของเธอก็กระวนกระวายจนนอนไม่หลับและตอนนี้เธอก็เหมือนจะได้ยินเสียงผิดปกติข้างนอกบ้านด้วย
ร่างบางเตรียมตัวทันทีตามสัญชาตญาณนักสู้ถึงแม้จะไม่ได้ใช้ศิลปะป้องกันตัวมานานแต่เธอก็พอจะเอาตัวรอดได้ พี่ชายของเธอมักพูดให้กำลังใจเธอไว้เสมอ
‘พี่เชื่อว่าน้องเข้มแข็งและสามารถผ่านไปได้ทุกเรื่อง’
เฌอร์รินค่อยๆเดินให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอออกไปส่องดูประตูหน้าบ้านโดยที่มือของเธอนั้นถือปืนกระบอกเล็กเอาไว้แน่นมันเป็นปืนที่พี่ชายของเธอเอามาให้ใช้ป้องกันตัวเมื่อครั้งที่มาเยี่ยมเธอครั้งล่าสุด เธอไม่เคยคิดจะได้ใช้มันจึงเก็บไว้ในที่ปลอดภัย แต่ไม่คิดว่าวันนี้เธอจะได้ใช้ประโยชน์จากมันจริงๆเพราะดูเหมือนว่าข้างนอกจะไม่ปกติซะแล้ว
แกรก! เสียงเปิดประตูเข้ามาอย่างอุกอาจทำให้เธอพุ่งตัวเข้าไปจัดการแต่ก่อนที่เธอจะถึงตัวใครคนนั้นก็ต้องเบิกตากว้างออกมาเพราะคนที่อยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้คือพี่ชายอีกคนของเธอและเขายังมาพร้อมกับลูกน้องอีกเป็นสิบคน
“เคารพคุณหนู!” ทุกคนยืนตัวตรงและก้มหัวลงอย่างพร้อมเพรียงกัน มันเป็นการให้ความเคารพเจ้านายตามกฎของตระกูลไม่ว่าเจ้านายจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายทุกคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลต้องให้ความเคารพอย่างจริงจัง
“พี่แดนเกิดอะไรขึ้นคะ” เธอละสายตาจากลูกน้องและพุ่งตัวเข้าไปถามพี่ชายอีกคน ร่างสูงตรงหน้าจับมือเธอไว้แน่นและดึงปืนออกจากมือไปให้ลูกน้องเก็บไว้ก่อน
เฌอร์รินมองอีกฝ่ายไม่วางตาเพราะเธอไม่เข้าใจว่าทำไมหน้าตาของเขาถึงเศร้าหมองนักรวมถึงแววตาคนอื่นๆก็ด้วย
“บอกน้องมาว่ามันเกิดอะไรขึ้น” เฌอร์รินเขย่าแขนอีกคนอย่างทนไม่ไหว เธอรู้สึกไม่สบายใจเอาซะเลย
แดนเองก็ไม่รู้จะเริ่มพูดที่ตรงไหนก่อนเพราะเขาเองก็ลำบากใจเช่นกัน เขาหันไปบอกลูกน้องคนอื่นๆ ให้ออกไปอยู่ประจำจุดเพื่อดูแลความปลอดภัยอยู่ด้านนอกส่วนตัวเขาเดินจูงมือร่างบางเข้าไปนั่งคุยกันด้านใน
เฌอร์รินไม่ยอมนั่งลงตามคำบอกของอีกคนเพราะตอนนี้เธอต้องการคำตอบว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“คุณหนูทำใจดีๆนะครับ” แดนก้มหน้าอย่างไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายเพราะเขาเองก็เจ็บปวดและเสียใจเหมือนกัน
“สามวันก่อนนายน้อยโดนลอบทำร้ายพร้อมกับแทนครับ ตอนนี้แทนบาดเจ็บสาหัสต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล ส่วน นายน้อย...” แดนพยายามกลั้นความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมาและบอกร่างบางด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“นายน้อยโดนระเบิดและตอนนี้ยังหาตัวไม่พบครับ” เฌอร์รินที่ได้ยินแบบนั้นถึงกับล้มทั้งยืนแต่ก็ยังพยายามตั้งสติกับคำพูดของอีกฝ่าย
“ไม่จริง มันไม่จริงใช่ไหม…พี่ชายของน้องยังไม่ตายใช่ไหม!” น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เอ่อล้นออกมาด้วยความเสียใจและเธอก็จุกหน่วงหัวใจเอามากๆด้วย
“บอกน้องว่ามันไม่จริง พี่แดนบอกน้องมา!” ความอดกลั้นทุกอย่างของเธอหมดลง เธอตะโกนถามออกมาอย่างไม่เชื่อและในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปน้ำตาที่เอ่อล้นก่อนหน้าได้ไหลพรากออกมาด้วยความเสียใจ เธอมีพี่ชายคนเดียวและเธอก็รักพี่มากด้วย ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับพี่ชายเธอได้
“ตอนนี้สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก คุณท่านให้รับคุณหนูกลับบ้านโดยด่วนครับ” ตอนนี้เขาต้องรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยโดยเร็วเพราะความปลอดภัยของคุณหนูสำคัญที่สุด
“ฮึก! พี่ชายยังไม่ตายใช่ไหมพี่แดน” เฌอร์รินสะอึกสะอื้นจนตัวโยนเพราะเธอไม่อยากเชื่อว่าพี่ชายของเธอจะจากไปแล้ว
“ทุกคนเชื่อแบบนั้นครับคุณหนู ตราบใดที่ยังไม่พบศพ นายน้อยต้องปลอดภัยกลับมา ตอนนี้คุณหนูเตรียมตัวดีกว่า เราต้องไปกันแล้ว” เฌอร์รินในตอนนี้เหมือนคนโดนค้อนทุบหัวมันมึนงงสับสนไปหมด แต่เธอก็ยอมทำตามที่อีกคนบอกเพราะตอนนี้เธอห่วงพี่ชายเป็นอย่างมากจนไม่สามารถที่จะทนอยู่เฉยๆได้
เธออยากกลับไปตามหาพี่ชายด้วยตัวเธอเองและเธอก็ต้องการรู้ความจริงทุกอย่างว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ใช้เวลาไม่นานทุกอย่างก็เรียบร้อยเพราะแดนช่วยเธอเก็บข้าวของที่พอจะเอาไปได้เพราะเขาไม่อยากเสียเวลามากไปกว่านี้แล้ว
ด้านเฌอร์รินได้แต่เดินเหม่อลอยตามเขาไปด้วยความเสียใจทำให้แดนต้องเอ่ยเตือนสติเธออีกครั้ง
“คุณหนูต้องเข้มแข็งนะครับ เราจะต้องตามนายน้อยเจอ เชื่อพี่นะ” นานๆครั้งที่แดนจะเอ่ยออกมาแบบนี้เพราะเขาอยากให้คนตรงหน้าเข้มแข็งขึ้นมาและสู้กับทุกปัญหาที่จะเจอในอีกไม่ช้านี้
เฌอร์รินได้ยินแบบนั้นก็พยายามตั้งสติอีกครั้งเธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆและเดินตามหลังร่างสูงไปขึ้นรถอย่างพร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว
ซึ่งในระหว่างทางไปสนามบินที่มีเครื่องบินส่วนตัวของตระกูลจอดรออยู่แล้ว เฌอร์รินก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
“พี่แดนแล้วเรื่องที่ทำงานน้องล่ะ”
“เรื่องนั้นผมจัดการเรียบร้อยครับ ผมยื่นใบลาออกให้คุณหนูพร้อมกับจ่ายเงินชดเชยให้ทางโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว” ด้วยอำนาจที่คุณท่านมีอยู่คงไม่ยากในการที่จะลาออกให้ลูกสาวเพียงคนเดียวของตระกูลหรอก
“แต่เพื่อนๆของคุณหนู ผมยัง...” แดนยังพูดไม่จบ เฌอร์รินก็บอกออกมาก่อน
“น้องจะเป็นคนบอกเพื่อนเองค่ะ” เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและพิมพ์ข้อความส่งเข้าไปในกลุ่มเพื่อบอกลาเพื่อน
“ถ้าทั้งสองคนได้อ่านข้อความนี้ นั่นเท่ากับว่าตอนนี้เฌอร์คงไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยแล้ว เฌอร์ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้ลาทั้งสองคนด้วยตัวเอง ตอนนี้เกิดเรื่องมากมายที่เฌอร์ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ ถ้าเรื่องทุกอย่างเคลียร์แล้วเฌอร์จะบอกความจริงทุกอย่างนะและก็ขอบคุณสำหรับทุกอย่างด้วย เฌอร์มีความสุขมากกับการอยู่ที่ประเทศไทย รักเพื่อนทั้งสองคน”
หลังจากส่งข้อความเรียบร้อย เฌอร์รินก็จัดการถอดซิมการ์ดออกทันที ตอนนี้เธอพร้อมจะกลับบ้านแล้วล่ะ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่ามีหน้าที่อันยิ่งใหญ่รอเธออยู่…
