บทที่ 9 เจอตัวสักที

บทที่9

เจอตัวสักที

ประเทศฮ่องกง บ้านตระกูลเฉิน

ไม่กี่ชั่วโมงถัดมาเฌอร์รินก็เดินทางมาถึงบ้านตระกูลเฉินเป็นที่เรียบร้อย เธอไม่ได้กลับบ้านมานานเท่าไหร่แล้วไม่รู้แต่ในใจก็อดคิดถึงไม่ได้จริงๆโดยเฉพาะถ้าพี่ชายเธอยังอยู่เธอคงจะอุ่นใจมากกว่านี้ เพียงคิดถึงตรงนี้น้ำตาที่พยายามกักเก็บไว้ก็คลอขึ้นมาอีกครั้งเธอพยายามกลั้นมันไว้จนตาแดงก่ำไปหมด

“มาแล้วเหรอ” โจชัวที่นอนไม่หลับเพราะแอบรอลูกสาวก็ถามออกไปเสียงนิ่ง

แม้จะพยายามนิ่งมากแค่ไหนแต่แววตากลับวูบไหวด้วยความคิดถึงเพราะเขาไม่ได้เจอลูกคนนี้นานมากแล้วจริงๆ ดูเธอสิโตเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย

“สวัสดีค่ะพ่อ” เฌอร์รินแม้จะประหม่าไปบ้างแต่ก็พยายามทำตัวให้เป็นปกติเพราะเธอไม่ได้เจอผู้เป็นพ่อนานมากเหมือนกัน อีกฝ่ายดูมีอายุขึ้นนิดหน่อยแต่ยังคงแข็งแรงเหมือนเดิมเพียงเท่านี้ก็ทำให้เธอสบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

“อืม วันนี้ก็ไปพักผ่อนก่อนแล้วกันพรุ่งนี้ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย” เฌอร์รินได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้ารับอย่างไม่เรื่องมาก ถึงแม้เธออยากจะถามเรื่องที่เกิดขึ้นมากขนาดนั้น แต่เธอรู้จักผู้เป็นพ่อดี ถ้าบอกจะคุยพรุ่งนี้ก็คือพรุ่งนี้ เซ้าซี้ถามไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก

เมื่อขึ้นมายังห้องพักของตัวเองเธอก็ต้องน้ำตาคลอขึ้นมาอีกครั้งเพราะห้องนอนของเธอแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ทุกอย่างยังคงได้รับการดูแลอย่างดีเหมือนเดิม คงเป็นฝีมือพี่ชายเธออีกเช่นเคย ไม่ว่าเธอจะอยู่หรือไม่อยู่เขาก็ยังคงดูแลทุกอย่างให้เธอเป็นอย่างดีเสมอ

“น้องจะตามหาพี่ให้เจอ พี่ตินอดทนหน่อยนะคะ” เธอพึมพำเสียงแผ่วแต่มันก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแม้ในใจของเธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเจอพี่ชายตัวเองในรูปแบบไหน แต่เธอจะไม่ยอมแพ้แน่นอน ยังไงเธอต้องได้เจอพี่ชายอีกครั้ง...

ด้านตระกูลเฉียน

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว หลังจากที่กลับจากบ้านตระกูลเฉินแต่จาฟาร์กลับนอนไม่หลับเพราะเขายังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่พ่อของเขากำลังทำ

“ทำไมผมต้องหมั้นด้วย” เมื่อกลับมาถึงบ้านเขาเอ่ยถามผู้เป็นพ่อทันที

“ตระกูลอาโจใหญ่แค่ไหนใครๆก็รู้ ทำไมต้องให้ผมไปหมั้นกับเด็กที่ไหนก็ไม่รู้ด้วย” เขายังคงถามบิดาอย่างไม่ลดละเพราะยิ่งคิดเขาก็ยิ่งหงุดหงิด เขาจำได้แค่ว่าตอนนั้นที่เขาเจอเธอ เธอยังเด็กมากเป็นแค่เด็กผมเปียหน้าตาใสซื่อที่มีแววตาซุกซนเท่านั้นและมันก็เลือนรางเต็มทีในความทรงจำของเขาแล้ว เขาแทบจดจำอะไรเกี่ยวกับเธอไม่ได้สักอย่างเพราะตัวเขานั้นรู้จักและสนิทกับพี่ชายของเธอมากกว่า

“ทำตามที่พ่อบอกก็พอถ้าแกหมั้นกับหนูเฌอร์ริน ตระกูลเราก็จะได้ประโยชน์ด้วย ทุกคนจะต้องเคารพและยำเกรงเราและพ่อกับอาโจเป็นเพื่อนกันมานาน เรื่องที่เรารับปากไปแล้วก็ต้องทำ อีกอย่างมันเป็นสัญญาใจที่ผู้ใหญ่เขาตกลงกันมานานแล้ว”

“แต่ผมก็ไม่เข้าใจอยู่ดีตระกูลเราก็ใหญ่พอที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งบารมีใคร เราดูแลตัวเองได้ พ่อก็เห็นว่าผมดูแลได้ดีแค่ไหน” จาฟาร์ก็พูดออกมาด้วยความไม่พอใจ

“เอาเถอะๆทำตามที่พ่อบอกล่ะกัน คนเป็นนายใหญ่ จะทำตามความต้องการตัวเองอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคิดถึงส่วนรวม เข้าใจไหม” เจิน เฉียนบอกลูกชายด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบและกดดันลูกชายอยู่ในทีด้วย

“และอีกอย่างเรื่องมาร์ติน แกไม่ต้องเข้าไปยุ่ง ไม่ต้องตามสืบหน้าที่ของแกตอนนี้คือเตรียมตัวหมั้นก็พอ” ด้านจาฟาร์ได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งไม่เข้าใจแต่เขาก็เลือกที่จะเงียบไปก่อนเพราะคนอย่างเขาก็มีวิธีของตัวเองเหมือนกัน

ซึ่งเขาก็จะไม่ยอมง่ายๆหรอก แค่ผู้หญิงคนเดียวเขาจัดการได้สบายอยู่แล้ว

“ถ้าอยากจะหมั้นนัก ก็ทนให้ได้แล้วกัน หึ!”

นั่นคือสิ่งที่เขาได้คิดและได้พูดไปทั้งหมดหลังจากที่กลับมาจากบ้านหลังนั้น ส่วนตอนนี้เขายังคงนอนก่ายหน้าผากครุ่นคิดถึงเรื่องราวบางอย่างจนกระทั่งทนต่อความง่วงงุนไปไหวจึงได้ผล็อยหลับไปในที่สุด

เช้าวันต่อมา

เฌอร์รินตื่นแต่เช้าด้วยสีหน้าอิดโรยส่วนแววตาของก็แดงช้ำจากการนอนไม่หลับ เธอนอนไม่ค่อยหลับตลอดทั้งคืนเพราะความกังวลใจเรื่องพี่ชายของเธอ

“คุณหนู นายท่านรอที่ห้องอาหารแล้วครับ” แดนเป็นคนเดินมาบอกเฌอร์รินไปยังห้องอาหารที่ตอนนี้ผู้เป็นพ่อได้รอเธออยู่

เฌอร์รินพยักหน้าน้อยๆพร้อมกับก้าวเดินตามอีกคนไปกระทั่งถึงโต๊ะกินข้าวเธอถึงได้นั่งลงและนั่งทานข้าวเงียบๆเพราะไม่รู้จะคุยอะไรกับบิดา ยอมรับว่าตอนนี้เธอยังคงเกร็งและประหม่าอยู่

กระทั่งทั้งสองคนทานข้าวเสร็จเรียบร้อยโจชัวจึงเดินนำเฌอร์รินไปยังห้องทำงานใหญ่เพื่อพูดคุยเรื่องบางอย่างกับเธอโดยมีแดนยืนรออยู่ข้างนอกห้องตามปกติ

“พ่อมีอะไรจะพูดกับหนูคะ” เฌอร์รินเป็นฝ่ายเปิดปากถามก่อนเพราะบิดาเอาแต่นั่งเงียบเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างตลอดเวลาแต่ไม่ยอมที่จะพูดออกมาสักที

“ตอนนี้สถานการณ์ที่บ้านไม่ค่อยดีนัก แกน่าจะรู้เรื่องมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะเรื่องพี่ชายของแก” พูดมาถึงตรงนี้โจชัวก็เบนสายตาออกไปนอกหน้าต่างและหลับตาลงด้วยความขมขื่นก่อนจะกล้ำกลืนความเจ็บปวดเอาไว้และพูดต่อให้จบประโยค

“ฉันอยากให้แกทำหน้าที่แทนพี่ชายของแกไปก่อน จนกว่าเราจะตามหามาร์ตินเจอ” พอพูดไปแบบนั้นก็เปิดเปลือกตาขึ้นและหันกลับไปสบตาลูกสาวด้วยแววตานิ่งเรียบ

เฌอร์รินที่ได้ยินแบบนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมากเพราะเธอไม่คิดว่าบิดาจะคุยกับเธอเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่เธอไม่เคยนึกถึงเลยสักครั้ง

เธอจะทำหน้าที่แทนพี่ชายได้ยังไง เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตระกูลด้วยซ้ำ แววตาที่ฉายความกังวลออกมาทำให้โจชัว ต้องพูดอีกครั้ง

“ตอนนี้เหลือแกคนเดียวที่เป็นทายาทตระกูลเฉิน ฉันอยากให้แกทำเพื่อตระกูลสักครั้งและฉันก็มั่นใจว่าแกจะผ่านมันไปได้” เขารู้ว่าลูกคนนี้เป็นคนเก่งและเธอก็ไม่ใช่คนอ่อนแอ แม้เธอจะมีความอ่อนโยนเหมือนคนเป็นแม่แต่ความเป็นนักสู้ของเธอก็มีมากไม่ต่างจากพี่ชายเลย

“แต่ว่า..พ่อคะ ลูกอาเหยียนล่ะคะ เขาน่าจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าหนู” ยังไงซะลูกของอาเธอคนนั้นก็ถือว่าเป็นคนในตระกูลและยังเป็นคนที่อยู่ในแวดวงเหล่านี้มาโดยตลอด เธอคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะเหมาะสมกว่าเธอ

“หึ! แกคิดว่าฉันจะให้คนครอบครัวนั้นมาชุบมือเปิบเหรอ ทำอะไรไม่เป็นกันสักอย่างดีแต่สร้างเรื่องให้ฉันปวดหัวไปวันๆ คนไม่เอาไหนแบบนั้นจะให้ฉันยกทุกอย่างให้เหรอ ไม่มีทางหรอก” โจชัวบอกเสียงเย็นและแววตาก็แสดงออกถึงความไม่พอใจด้วย

เฌอร์รินเมื่อได้ยินแบบนั้นก็ปิดปากเงียบ ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาอีก เธอพยายามหนีจากตระกูลมาโดยตลอดคิดไม่ถึงว่าสุดท้ายก็มีวันนี้จนได้ เธอคงต้องยอมรับมันสินะ

ถ้างั้นสิ่งที่เธอต้องการและอยากจะเป็นมาโดยตลอดมันคงไม่มีทางกลับไปเป็นได้อีกแล้วแค่เพียงคิดว่าตัวเองจะไม่ได้กลับไปเป็นหมอรักษาคนอีกครั้งในใจของเธอก็รู้สึกเศร้าหมองจนจุกแน่นในใจไปหมด

“ถือว่าทำเพื่อพี่ชายของแก” โจชัวบอกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงซึ่งคำพูดนี้มันเป็นสิ่งที่ทำให้เฌอร์รินคัดค้านไม่ได้เพราะถ้าต้องทำเพื่อพี่ชายแล้วล่ะก็ เธอไม่คิดปฏิเสธอยู่แล้ว

เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาพี่ชายของเธอทำเพื่อเธอมาโดยตลอด ถ้ามีอะไรที่เธอทำเพื่อพี่ชายได้เธอก็ยินดีที่จะทำ

“อีกสามวันจะเป็นวันขึ้นรับตำแหน่ง เตรียมตัวให้พร้อมก็แล้วกันและหลังจากนี้ฉันจะให้แดนดูแลแกและสอนทุกอย่างที่แกควรรู้ หลังจากแทนออกจากโรงพยาบาลฉันจะให้มาช่วยดูแลแกอีกคน”

“ค่ะ” เธอปฏิเสธอะไรไม่ได้อยู่แล้วนี่ ก็คงต้องยอมรับทุกๆอย่างและทำให้ดีที่สุดก็พอ

“อ่อและมีอีกเรื่องที่แกต้องเตรียมตัว ฉันจะให้แกหมั้น”

คราวนี้เฌอร์รินถึงกลับมึนงงไปหมดเพราะไม่คิดว่าทุกอย่างจะถาโถมเข้ามาขนาดนี้ ตอนนี้ชีวิตของเธอคงไม่เป็นอิสระอีกต่อไปแล้วสินะ เธอต้องทำตามความต้องการของคนอื่นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปเพียงเพราะคำว่าหน้าที่ของคนในตระกูล...

ด้านจาฟาร์ หลังจากตื่นขึ้นมาเขาก็เอาแต่ขลุกตัวอยู่แต่ในห้องทำงานตลอดทั้งวันเพราะการขึ้นเป็นนายใหญ่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเขาต้องดูแลและตรวจงานเองเกือบทั้งหมดเพื่อป้องกันไม่ให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้น

ก๊อกๆ

“นายครับ” อาตงเอ่ยเรียกเจ้านายด้วยความเกรงใจ

“เข้ามา!” จาฟาร์บอกอนุญาตมือขวาคนสนิทให้เข้ามาในห้องได้และเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาแล้วเขาจึงเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตานิ่งเรียบเพราะอีกฝ่ายเอาแต่อึกอักไม่ยอมพูดอะไรออกมา

“มีอะไร ก็รีบๆพูดมา”

“เอ่อ นี่เอกสารครับ นายท่านให้ผมเอามาให้นาย”

“เอกสารอะไร สำคัญหรือเปล่า” แม้ปากจะถามแต่มือของเขายังคงตรวจงานอื่นไปด้วยอย่างไม่ให้เสียเวลาเพราะถ้าไม่สำคัญเขาจะได้แกะอ่านทีหลัง

“เป็นเอกสารข้อมูลส่วนตัวคุณเฌอร์รินครับนาย เธอกำลังจะหมั้นกับนาย นายท่านเลยเอาเอกสารพวกนี้มาให้นายอ่านครับ มีทั้งรูปถ่ายและข้อมูลส่วนตัวของเธอด้วยครับ”

จาฟาร์ที่ได้ยินแบบนั้นก็แสยะยิ้มออกมา นี่คงกลัวว่าเขาจะไม่ทำตามสินะ แต่บิดาของเขาคิดถูกแล้วล่ะเพราะแม้แต่หน้าเขาก็ไม่อยากไปเจอเธอเลยสักนิด

“อืม วางไว้ตรงนั้นแหละ เสียเวลาทำงานเปล่าๆ” เมื่อรู้ว่าซองเอกสารที่ว่าคือเอกสารอะไร เขาก็จัดการโยนไปอีกทางอย่างไม่ใส่ใจที่จะเปิดอ่าน

ด้านอาตงที่เห็นแบบนั้น ก็เหมือนมีบางอย่างอยากจะพูด เขาอึกอักและยังไม่ยอมออกจากห้องเพราะหน้าที่ของเขายังไม่สำเร็จลุล่วง

“เอ่อ นายครับ”

“มึงมีอะไรอีก วุ่นวายชะมัด” จาฟาร์เงยหน้าถามอย่างไม่สบอารมณ์เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ออกไปสักที

“ผมว่านายเปิดดูหน่อยดีกว่าครับ” อาตงกลั้นใจพูดออกไปเพราะถ้าทำให้เจ้านายเปิดอ่านไม่ได้ตัวเขาเองก็จะเดือดร้อนเหมือนกัน

“จิ๊ อะไรนักหนาวะ!” จาฟาร์สบถออกมาแต่ก็ยอมเอื้อมมือไปหยิบซองเอกสารนั้นออกมาเปิดดูด้วยความรำคาญเพราะถ้าเขาไม่เปิด ลูกน้องตัวดีคงไม่ยอมออกไปให้พ้นหน้าเป็นแน่

ร่างสูงกวาดสายตาอ่านคร่าวๆก่อนจะสะดุดกับประวัติส่วนตัวของเธอ เฌอร์ริน เฉิน อายุ 25 ปี เรียนจบจากที่ไหนบ้างมีรายละเอียดบอกเขาหมดทุกอย่างและที่สำคัญรูปถ่ายของเธอนั้นทำเอาจาฟาร์ต้องหยิบรูปใบนั้นขึ้นมาดูชัดๆด้วยความรู้สึกยากจะอธิบาย

จากที่กำลังหงุดหงิดและไม่พอใจบิดา ตอนนี้เขากลับเปลี่ยนเป็นแสยะยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจแทนเพราะเขาไม่คิดว่าคนที่เขาตามหามาหลายปีจะเป็นเธอคนนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าโลกจะกลมขนาดนี้

“หึ! เจอตัวสักทีสินะ คู่หมั้น”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป