บทที่ 4 ตัดสินใจ
บทที่4
ตัดสินใจ
สองสัปดาห์ต่อมา
อันนายังคงไม่ได้รับการติดต่อใดๆ จากบริษัทต่างๆ ที่เธอไปสมัครงานมา เงินเก็บที่พอจะมีก็เริ่มหมดลงอีกแล้ว
“เฮ้อ!” อันนาได้แต่ถอนหายใจออกมาก่อนจะนั่งมองเงินในบัญชีที่เหลือเพียงน้อยนิดของตัวเอง ก่อนที่เธอจะทำสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาอีกครั้งเมื่อได้รับข้อความจากป้าของเธอให้เข้าไปหา เนื่องจากณาราพี่สาวของเธอเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านในรอบสามปี ณาราไปทำงานยังประเทศฮ่องกงตั้งแต่อายุยี่สิบจนตอนนี้พี่สาวของเธออายุยี่สิบหกปีแล้ว นานๆ ครั้งถึงจะกลับมาเยี่ยมบ้านสักครั้ง แต่ทำไมครั้งนี้อีกคนถึงอยากจะพบเธอก็ไม่รู้เพราะปกติแทบไม่เคยจะเรียกไปหาสักครั้ง
บ้านเช่า
ตึก ตึก ตึก! อันนาที่มาถึงแล้วก็สาวเท้าเข้าไปยังตัวบ้านแบบไม่เร่งรีบอะไรเพราะเธอไม่ชอบที่จะมาที่นี่สักเท่าไหร่
“อ้าว มาแล้วเหรอ มานี่สิพี่แกเขารออยู่” นิสาเมื่อเห็นผู้เป็นหลานเดินเข้ามาก็รีบเอ่ยเรียกอีกคนให้รีบๆ มานั่งเพราะณารารอมาสักพักแล้ว
“สวัสดีค่ะพี่ณา” อันนาเองเมื่อเห็นพี่สาวที่ไม่ได้เจอกันนานก็อดที่จะเอ่ยทักทายไม่ได้ เธอแทบจะจำณาราไม่ได้เลยเพราะอีกคนเปลี่ยนไปมากทั้งหน้าตาที่แต่งแต้มแบบฉูดฉาดเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูวาบหวิวแปลกตา มันทำให้อีกคนดูมีอายุมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
“อืม แกสบายดีนะ” ณารามองสำรวจน้องสาวตัวเองก็ต้องยิ้มออกมาด้วยความพอใจ
“ก็ดีค่ะ” อันนาตอบไปเพียงนิดเท่านั้นไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายอะไรกับคำพูดพวกนั้น
“แล้วนี่สรุปว่าเรียกหนูมาทำไม” อันนาที่ยังคงสงสัยก็รีบถามออกไปด้วยความอยากรู้ หากไม่ใช่เรื่องสำคัญมากเธอจะได้ขอตัวกลับเร็วขึ้น
“ฉันจะเอาแกไปทำงานด้วย เห็นแม่บอกว่าแกเรียนจบมาเป็นปีแล้วยังหางานทำไม่ได้” ณาราบอกอีกคนออกไปตามความต้องการตัวเองพร้อมกับหันไปสบตากับผู้เป็นแม่ด้วยแววตาบางอย่าง
“อีกสามวันพี่แกจะกลับแล้ว แกก็ไปกับเขาเถอะ อยู่ที่นี่แกก็หางานทำไม่ได้ เผื่อไปแล้วได้ดีแกจะมีเงินเก็บเลยนะ จากนั้นค่อยกลับมาก็ยังไม่สาย” นิสาช่วยพูดกล่อมอีกแรงตามความต้องการของลูกสาว อันนาที่ได้ยินแบบนั้นก็นิ่งเงียบไปอย่างตัดสินใจเพราะเธอเองก็มืดมนจริงๆ ในตอนนี้ บางทีการไปทำงานที่อื่นอาจจะดีก็ได้
“หนูขอตัดสินใจก่อนแล้วกันนะ ยังไงหนูจะโทรมาบอกก่อนพี่เดินทางกลับ” อันนาขอเวลาตัดสินใจสักนิดก็ยังดีเพราะมันก็ค่อนข้างกะทันหันพอควร หนังสือเดินทางที่เธอเคยทำไว้ก็ใกล้หมดแล้วด้วย
“อืม ตามใจแก คิดดูดีๆ แล้วกัน ที่นู่นงานดีเงินดีนะ แค่ไปทำงานร้านอาหารไทยในฮ่องกงเฉยๆ” ณาราบอกอีกคนออกไปอีกครั้งเพื่อให้อันนาได้ตัดสินใจ
“ค่ะ แล้วหนูจะโทรบอก” เธอขอตัวกลับเพื่อจะได้ไปคิดทบทวนให้ดีๆก่อนเพราะเธอเองไม่เคยเดินทางไปฮ่องกงเลยสักครั้ง…
ใช้เวลาไม่นานอันนาก็กลับมายังห้องเช่าตัวเองพร้อมกับถือสมุดบัญชีตัวเองขึ้นมาดูอีกครั้งด้วยความหนักใจ
“เฮ้อ! เอาไงดีนะ” อันนานั่งคิดอย่างตัดสินใจเพราะเธอเองก็อยากลองไปดูสักครั้งเหมือนกัน ไม่รู้ทำไมถึงอยากไปทั้งๆ ที่มันเป็นสิ่งที่แม่ของเธอพร่ำบอกเสมอในตอนที่มีชีวิตอยู่จนกระทั่งเสียชีวิตไป
“อันนาลูกห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับคนฮ่องกงและห้ามเดินทางไปที่นั่นนะลูก สัญญากับแม่ได้ไหม”
อันนาในตอนนั้นยังคงไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้เธอก็ยังคงไม่เข้าใจเหมือนเดิมมีสองอย่างที่แม่เธอไม่ชอบและไม่ให้พูดถึงนั่นก็คือทุกอย่างที่เกี่ยวกับฮ่องกงและไม่ให้ถามถึงพ่อของเธอ ถึงแม้ว่าพ่อของเธอจะเสียไปตั้งแต่เธอยังเด็กแต่พ่อกับแม่ก็คงจากกันไม่ดีเท่าไหร่เพราะทุกครั้งที่เธอถามถึงพ่อ แม่ของเธอจะแสดงสีหน้าเจ็บปวดเสียใจออกมาเสมอ กระทั่งเธอไม่เคยคิดจะถามถึงพ่อของเธออีกเลยเพราะสุดท้ายแล้วทั้งสองคนก็คงได้พบกันในอีกดินแดนหนึ่งแล้วล่ะ
“แม่ขา หนูขอโทษนะคะที่ต้องผิดสัญญา หนูอยากไปที่นั่นสักครั้ง หวังว่าแม่จะเข้าใจหนูนะ” อันนาได้แต่นึกถึงมารดาในใจพร้อมกับกล่าวคำขอโทษที่เธอไม่อาจรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับมารดาได้…
ประเทศฮ่องกง
อันนาตัดสินใจเดินทางมากับพี่สาวตัวเองอย่างณาราถึงแม้ว่ามันจะกะทันหันไปบ้างแต่เธอก็สามารถเตรียมตัวได้ทันเพราะตัวเธอเองก็ไม่ได้มีห่วงอะไรและข้าวของก็ไม่ได้มีมากมายด้วยเพียงแค่จัดการคืนห้องเช่าและย้ายออกก็เป็นอันเรียบร้อย ส่วนเรื่องของการเดินทางค่าใช้จ่ายต่างๆ และหนังสือเดินทางของเธอ ณาราเป็นคนจัดการให้ทั้งหมด บอกแค่ว่าทำงานได้เงินแล้วค่อยเอามาคืน
ร้านอาหาร
หลังจากที่ณาราพาญาติผู้น้องของตัวเองไปเก็บของเรียบร้อยและให้อีกคนพักผ่อนจนถึงช่วงดึก ณาราก็พาอันนามายังร้านอาหารที่เธอทำงานอยู่ อันนาเดินตามเข้ามายังร้านอาหารด้วยความประหม่า เธอกระชับกระเป๋าถือของตัวเองเอาไว้แน่นในนั้นมีกระเป๋าตังค์และหนังสือเดินทางที่เธอคิดว่าน่าจะต้องพกเอาไว้ติดตัวเมื่อต้องเดินทางมาต่างแดนแบบนี้
“นี่เหรอที่แกบอกฉัน สวยดีนี่” หญิงมีอายุคนหนึ่งเอ่ยถามณาราที่ยืนยิ้มอยู่ด้วยความพอใจกับคนตรงหน้า
“ใช่ค่ะเจ้ น้องสาวฉันเอง” ณาราตอบอีกคนออกไปพร้อมกับขยิบตาส่งสัญญาณบางอย่างไปให้
“งั้นเริ่มงานวันนี้เลยแล้วกัน สวยๆ แบบนี้ลูกค้าน่าจะชอบ” เจ้คนเดิมยังคงพูดออกไปตามความคิดตัวเอง อันนาที่ได้ยินแบบนั้นก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ กับท่าทีของคนตรงหน้าที่มองมายังเธอ ไหนจะคำพูดพวกนั้นอีก
“เอาเธอไปแต่งตัวได้แล้ว” เจ้เจ้าของร้านเอ่ยเรียกลูกน้องในร้านให้พาอันนาเข้าไปแต่งตัวยังห้องด้านใน
“พี่ณา” อันนาหันมาเรียกพี่ตัวเองด้วยความเริ่มใจคอไม่ดีเพราะเธอรู้สึกว่ามันเริ่มไม่ปกติแล้ว
“ไปเถอะน่า ไม่มีอะไรหรอก ที่นี่เขาก็ทำกันทั้งนั้น” ณาราเอ่ยบอกน้องตัวเองไปด้วยน้ำเสียงเริ่มจะหงุดหงิดเล็กน้อยแต่ก็ยังคงส่งสายตาบอกว่าไม่มีอะไรทั้งนั้น
อันนาถูกจับเข้ามาแต่งตัวภายในห้องขนาดใหญ่โดยมีพี่ๆ ที่ทำงานอยู่ที่นี่มารุมล้อมเธออย่างพึงพอใจในรูปร่างและความสวยของเธอโดยที่คนเหล่านั้นไม่สนใจสีหน้าไม่สยายใจของเธอเลยสักนิดเดียว
“สวยจังแบบนี้เรียกลูกค้าได้เยอะแน่” ใครคนหนึ่งภายในห้องพูดขึ้นมาอย่างชอบใจ
“เรียกลูกค้าอะไรคะพี่ หนูแค่มาเสิร์ฟอาหารไม่ใช่เหรอ” อันนาถามคนตรงหน้าออกไปด้วยความไม่เข้าใจและเริ่มจะรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ
“โอ๊ะ สาวน้อยนี่ไม่รู้อะไรจริงๆ เหรอ คงถูกหลอกมาสินะ ที่นี่ใครเขาเสิร์ฟอาหารกัน มีแต่เสิร์ฟอย่างอื่นสิไม่ว่า” พูดจบคนเหล่านั้นก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
“หลอกงั้นเหรอ” อันนาเริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมากับคำพูดเหล่านั้นก็รีบหันไปมองแต่ละคนอย่างสำรวจอีกครั้งเพราะถ้าเธอสังเกตสักนิดจะรู้ว่าทุกคนที่นี่แต่งตัวค่อนข้างโชว์รูปร่างที่ดูเย้ายวนมันคงไม่ใช่แค่การเสิร์ฟอาหารอย่างที่พี่ณาราบอกเธอแล้วล่ะ
“เอาเถอะน่า ไหนๆ ก็มาละ ทำๆ ไป ได้เงินเยอะนะจะบอกให้” คนที่กำลังช่วยเธอแต่งหน้าอยู่ก็พูดขึ้นมาเหมือนเป็นเรื่องปกติเพราะถ้าใครได้เข้ามาที่นี่แล้วไม่สามารถที่จะหลุดออกไปได้อีกจนกว่าจะโดนไล่ออกเอง
“หนูไม่ทำนะ ปล่อยหนูไปเถอะ” อันนาที่เริ่มจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็รีบสลัดตัวเองออกมาพร้อมกับลุกไปซุกตัวอยู่มุมห้องอย่างคนหวาดกลัว
“พี่ณาอยู่ไหน หนูอยากเจอพี่หนู” อันนารู้สึกสั่นไปหมดเพราะความกลัว เธอรีบถามหาญาติผู้พี่ของตัวเพราะเธอต้องการรู้ว่าตกลงแล้วญาติผู้พี่หลอกเธอมาจริงๆ ใช่ไหม ทำไมถึงทำแบบนี้กับเธอได้!
“จุ๊ๆ เด็กน้อย พี่สาวเธอคงกลับไปนอนแล้วล่ะ น่าจะได้ค่าตอบแทนเยอะแล้วในวันนี้”
เมื่ออันนาได้ยินแบบนั้นก็เบิกตากว้างออกมาอย่างคนทำอะไรไม่ถูก นี่เธอถูกหลอกมาจริงๆ สินะ คิดแล้วก็รู้สึกเจ็บใจตัวเองที่ดันไปเชื่อคนง่ายถึงแม้คนคนนั้นจะเป็นญาติเธอก็ตามที คิดได้ดังนั้นน้ำตาของเธอก็ไหลออกมาอย่างคนเจ็บใจและรู้สึกโกรธแค้นอีกคนเอามากๆ
เธอสบโอกาสในช่วงที่คนเหล่านั้นกำลังยิ้มหัวเราะเหมือนกับเจอเรื่องสนุก ตั้งสติพร้อมกับกระชับกระเป๋าตัวเองแน่น จากนั้นก็รีบวิ่งออกไปจากห้องแต่งตัวที่มีคนจิตใจหยาบพวกนั้นนั่งหัวเราะเธออยู่อย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย! เด็กนี่มันคิดหนี จับไว้สิวะ เร็วๆ” ใครคนหนึ่งในห้องที่เห็นร่างเล็กวิ่งออกไปทางหลังร้านอย่างสุดชีวิตแบบนั้นก็รีบวิ่งไปเรียกการ์ดให้รีบตามจับกลับมาเพราะถ้าเจ้าตัวหนีรอดไปได้ พวกเธอทุกคนในห้องนี้จบเห่กันหมดแน่
อันนาที่วิ่งหนีออกมาได้อย่างหวุดหวิดก่อนจะถูกจับตัวกลับไปก็ยังคงวิ่งหนีต่อไปอย่างไม่คิดชีวิต ความหวาดกลัวแทรกซึมเข้ามาในจิตใจก่อนที่น้ำตาของเธอจะไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่เพราะความเจ็บใจตัวเอง ถ้าเธอเชื่อคำพูดผู้เป็นแม่และไม่ดันทุรังมาที่นี่เธอก็คงไม่ต้องพบกับเหตุการณ์ร้ายๆ แบบนี้หรอก
กระทั่งเธอวิ่งออกมาสู่ถนนใหญ่และความที่เธอตั้งหน้าตั้งตาหนีอย่างเดียวทำให้เธอไม่ทันระวังตัว เธอหันหลังไปดูว่ามีคนตามมาจับเธออีกไหมก่อนจะรู้สึกโล่งอกเมื่อไม่เห็นมีใครตามเธอมาทางนี้ แต่พอหันหน้ากลับมาอีกทีเธอก็วิ่งตัดหน้ารถยนต์ของใครสักคนที่ขับมาอย่างรวดเร็วไปแล้ว อีกทั้งรถยนต์คันนั้นก็ชนเธออย่างแรงด้วย หลังจากนั้นสติทุกอย่างของเธอก็ดับวูบไป…
