บทที่ 3 อดีต
“น้ำมนต์จอดรถไว้ที่คอนโดพี่ก็ได้ เดี๋ยวพี่ขับรถไปส่งที่บ้าน ดีไหมครับ”
“ไม่ดีค่ะ น้ำมนต์ยังไม่เคยบอกที่บ้านเลย ว่าน้ำมนต์มีแฟนแล้ว พ่อแม่ต้องตกใจแน่ ที่อยู่ ๆ ก็มีผู้ชายมาส่งดึก ๆ ดื่น ๆ”
คบหากันมาในฐานะคนรักถึงหนึ่งปีเต็ม แต่เธอเองก็ยังไม่เคยบอกพ่อแม่ว่าเธอมีคนรักแล้ว ไม่ต่างจากเขาที่ก็ไม่ชอบบอกเรื่องส่วนตัวให้ใครรู้เหมือนกัน เขากะไว้ว่าเรียนจบเมื่อไร ค่อยพาเธอไปแนะนำให้พ่อแม่รู้จัก ซึ่งเธอเองก็รับปากเขาเอาไว้แล้ว ว่าจะพาเขาไปพบพ่อแม่ของเธอเมื่อเธอเรียนจบเช่นกัน ซึ่งในตอนนี้ เขายังไม่เคยไปบ้านของเธอสักครั้ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่ของเธอชื่ออะไร เป็นใครมาจากไหน
“ทำไงดีล่ะ พี่อยากให้น้ำมนต์ไปที่ห้องของพี่จริง ๆ นี่นา อุตส่าห์ได้ลูกแมวมาตัวนึง ยังไม่สองเดือนเลย ตัวนิดเดียว กำลังน่ารักเสียด้วยสิ”
สัตว์เลี้ยงที่เธอชอบที่สุดแต่ไม่สามารถเลี้ยงเองที่บ้านได้เพราะแม่ของเธอแพ้ขนสัตว์ทุกชนิดทำให้เธอตาวาวด้วยความตื่นเต้น
“พี่ปุณณ์ ไปเอามาจากไหนคะ”
“พอดีที่บ้านของลุงพี่ออกลูกมาหลายตัว ลุงเลยแบ่งมาให้ อยากเห็นไหม”
“อยากสิคะ”
“ถ้าอยากก็ไปห้องพี่สิครับ สัญญาว่าจะไม่ทำอะไร ถ้าน้ำมนต์ไม่ยินยอม”
สุดท้ายเธอก็มายืนอยู่ในห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราของคอนโดมิเนียมราคาแพงหูฉี่ เธอรู้ว่าเขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ก็ใครที่ไหนจะไม่รู้จักนามสกุลอธิพัฒน์โภคินที่แสนร่ำรวยบ้างล่ะ ไหนจะพ่อของเขาที่เป็นอดีตพระเอกอันดับหนึ่งที่ปัจจุบันผันตัวมาเปิดบริษัทผลิตละคร เธอเองก็รู้จักทั้งนั้น จึงไม่แปลกใจที่เขาจะมีปัญญาอยู่ห้องหรูหราแบบนี้
“นั่งก่อนสิครับ เดี๋ยวพี่เอาน้ำมาให้”
เธอนั่งลงบนโซฟาตัวยาว กวาดตามองรอบกายอีกครั้ง แต่ก็ไม่เห็นลูกแมวตัวน้อยอย่างที่เขากล่าวอ้างสักตัว
“พี่ปุณณ์ ไหนล่ะคะ ลูกแมว”
“พี่ให้แม่บ้านเอาไปไว้ที่ห้องนอนครับ เข้าไปดูสิ”
คนตัวบางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ คิดไปไกลว่าถ้าเธอเข้าไปในห้องนอนของเขาแล้วไม่เจอลูกแมวอย่างที่เขากล่าวอ้างล่ะ เหตุการณ์หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น
“มีลูกแมวอยู่ในห้องนอนจริง ๆ พี่ดูน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอครับ น้ำมนต์ถึงไม่เชื่อใจพี่”
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ งั้นน้ำมนต์เข้าไปนะคะ”
“ครับ”
เพราะรู้สึกผิดที่ทำให้เขารู้สึกไม่ดีที่เธอแสดงออกถึงการไม่ไว้ใจเขาทางหน้าตา เลยชดเชยด้วยการยอมเข้าไปดูแมวในห้องนอนของเขาแต่โดยดี
ทันทีที่ประตูห้องนอนเปิดออก ลูกแมวตัวอ้วนกลมขนฟูสั้นสีน้ำตาลทองก็วิ่งออกมาจากบ้านหลังน้อยของตัวเอง แล้วตรงดิ่งมาหาเธอในทันที
เสียงเล็ก ๆ ของเจ้าลูกแมวน้อยที่ร้องหาเธอ ราวกับเธอคือแม่ของมัน ทำเอาหัวใจดวงน้อยอุ่นวาบ เธออยากมีลูกแมวตัวเล็ก ๆ แบบนี้มานานแล้ว จึงนั่งลงรับมันเข้าสู่อ้อมกอด
“น่ารักจังเลยค่ะ ชื่ออะไรคะพี่ปุณณ์”
“พี่เพิ่งได้มาเมื่อเช้าเอง ยังไม่ได้ตั้งชื่อเลย น้ำมนต์ตั้งให้หน่อยสิครับ”
“ป๊อกกี้ดีไหมคะ”
“ดีครับ ป๊อกกี้ แม่ตั้งชื่อให้แล้วนะ ชอบไหม”
คำพูดของเขาทำเอาเธอที่กำลังหอมพุงกลม ๆ ของเจ้าตัวน้อยหยุดชะงัก เงยหน้ามามองเขาที่เดินเข้าไปนั่งบนเตียงมองเธอด้วยแววตาอ่านยากในทันที
“แม่เหรอคะ”
“ก็ใช่น่ะสิ พี่เป็นพ่อ น้ำมนต์ก็ต้องเป็นแม่ ไม่ถูกหรือครับ”
“ถูกค่ะ”
“งั้นน้ำมนต์ต้องมาแวะห้องพี่บ่อย ๆ นะ เรามีลูกต้องช่วยกันเลี้ยง โอเคไหมครับ”
“โอเคค่ะ”
เธอรับปากทันทีโดยที่ไม่ทันได้คิดทบทวนให้รอบคอบ เพราะเธอเองก็ขับรถมาเรียนทุกวัน มีอิสระที่จะไปไหนมาไหนอยู่แล้ว เพราะพ่อแม่เชื่อใจเธอที่สุด ดังนั้นก่อนกลับบ้าน จะแวะมาให้อาหารและเล่นกับลูกสาวตัวน้อยก็คงไม่เป็นอะไรมาก
หลังจากนั้น เธอก็มาที่ห้องของเขาหลังเลิกเรียนทุกวัน จนตอนนี้ เจ้าป๊อกกี้ตัวน้อยก็ตัวโตเต็มที่แล้ว และก่อนกลับ เขาก็จะออดอ้อนขอให้เธอขึ้นมานอนบนที่นอนให้เขากอดจูบเสียเต็มรักจนเธอแทบจะหลอมละลายคาเตียง แต่ก็ไม่เคยล่วงเกินร่างกายเธอไปมากกว่านี้ตามที่เขาได้สัญญาเอาไว้จริง ๆ
มือใหญ่กำพวงมาลัยแน่น ดวงตากร้าวดุมองไปยังประตูกระจกหน้าร้านนั้นอีกครั้งก็เห็นว่าคนตัวบางที่เข้ามาในความทรงจำของเขากำลังเดินออกจากร้านเพื่อไปพักกินข้าว เขากัดกรามแน่น มองจ้องเธอคนนั้นตาเขม็ง ก่อนจะเหยียบคันเร่งตรงดิ่งไปหาเธออย่างรวดเร็วจนฝุ่นตลบ
ณกมลก้าวถอยหลังหลบรถยนต์คันหรูสีดำมันปลาบที่พุ่งตรงมาหาเธอ จนเสียหลักล้มลงไปกองบนพื้น แต่แทนที่คนบนรถจะลงมารับผิดชอบที่เกือบจะขับรถเหยียบเธอ แต่กลับพุ่งตรงไปข้างหน้าราวกับไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้มันเกิดอะไรขึ้น
คนตัวบางลุกขึ้นยืนแล้วปัดเศษฝุ่นออกจากร่างกาย ก้มมองข้อเท้าที่เจ็บแปลบก่อนจะมองตามท้ายรถยนต์คันนั้นด้วยน้ำตาอีกครั้ง ไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าเจ้าของรถยนต์คันนั้นคือใคร
