บทที่ 9 อะไรทำให้เธอเปลี่ยนไป

ความเงียบงันปกคลุมห้องโถงกว้างของบ้านพักตากอากาศที่ภูเก็ต เอกวุฒิทอดถอนใจมองตามแผ่นหลังของลูกสาวเพียงคนเดียวที่วิ่งหายขึ้นไปยังชั้นบนของบ้าน เขาเลี้ยงดูปรานไหมมาด้วยเหตุและผลเสมอมา เธอคือความภาคภูมิใจและเป็นดั่งแก้วตาดวงใจที่ไม่เคยสร้างความลำบากใจให้เขาเลย ยกเว้นเพียงเรื่องเดียว

สี่ปีแล้วที่ความสัมพันธ์อันคลุมเครือนี้กลายเป็นกำแพงล่องหนที่กั้นกลางระหว่างคนทั้งสอง และเขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะปล่อยให้มันเป็นหน้าที่ของภัคพงศ์ที่จะต้องจัดการกับปมปัญหาที่ตัวเองก่อไว้

เสียงล้อรถบดไปบนพื้นคอนกรีตหน้าบ้านดึงสติของเอกวุฒิให้กลับมา เขาเดินออกไปต้อนรับชายหนุ่มที่เขารักเหมือนลูกชายแท้ๆ ภัคพงศ์ก้าวลงจากรถด้วยท่าทางที่ดูภูมิฐานขึ้นกว่าเมื่อสี่ปีก่อน แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความกังวลที่ซ่อนเร้น

“สวัสดีครับคุณพ่อ” ภัคพงศ์ยกมือไหว้และเข้าสวมกอดชายอาวุโสด้วยความเคารพรัก

“เดินทางจากกรุงเทพฯ เป็นไงบ้าง... คงเหนื่อยสินะ”

“ไม่เหนื่อยเลยครับคุณพ่อ ใจผมมันมาถึงที่นี่ก่อนตัวผมเสียอีก” ภัคพงศ์ตอบพลางกวาดสายตาคมกริบไปรอบๆ บริเวณบ้าน โหยหาที่จะพบใบหน้าของใครบางคนที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอดสี่ปี

“แล้ว... ไหมล่ะครับพ่อ กลับมาหรือยัง” ภัคพงศ์ถามออกไปทั้งที่รู้อยู่เต็มอก เพราะเมื่อครู่ตอนรถเลี้ยวเข้าประตูบ้าน เขาเห็นร่างบางยืนอยู่หน้าบ้านเพียงแวบเดียว ก่อนที่เธอจะวิ่งหนีหายไปราวกับเห็นภูตผีโผล่มากลางวันแสกๆ

“กลับมาแล้ว”

“แต่สงสัยจะง่วงนอนมั่ง ภัคคงต้องรอเจอน้องตอนเย็นๆ นู่นแหละ ป่านนี้น้องคงหลับไปแล้ว” เอกวุฒิตอบพลางจัดแจงเสื้อผ้าเตรียมตัวออกข้างนอก

“ครับ งั้นเดี๋ยวผมขอตัวไปพักที่ห้องก่อนนะครับ”

“ได้สิ เดี๋ยวพ่อก็ว่าจะออกไปรับแม่ที่บ้านเพื่อน ตามสบายนะภัค” เมื่อคล้อยหลังบิดา ภัคพงศ์ไม่รอช้าเขารีบตรงไปยังเป้าหมายทันที แต่ทว่าลูกบิดประตูห้องของปรานไหมกลับถูกล็อกแน่นหนาจากด้านใน เขาแค่นยิ้มออกมาเบาๆ ยัยตัวดีคิดว่าแค่นี้จะกั้นเขาได้งั้นรึ!

ชายหนุ่มหมุนตัวกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง แสร้งทำเป็นเปิดเพลงทิ้งไว้เสียงดังพอประมาณเพื่อให้บิดาเข้าใจว่าเขาอยู่ในห้องจริงๆ ก่อนจะหยิบกุญแจสำรองที่เขาแอบซ่อนเอาไว้ตั้งแต่อดีตออกมา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก ภัคพงศ์รอจนกระทั่งได้ยินเสียงรถของเอกวุฒิเคลื่อนห่างออกไป เขาจึงค่อยๆ ย่องกลับไปที่หน้าห้องนอนของปรานไหมอีกครั้ง

แกรก...

เสียงลูกบิดประตูที่ถูกไขจากภายนอกทำให้ปรานไหมที่กำลังจะวิ่งมาลงกลอนซ้ำชะงักกึก หัวใจดวงน้อยหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ประตูถูกผลักเข้ามาพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่ก้าวล้ำเส้นเขตแดนเข้ามาอย่างคุกคาม

ภัคพงศ์ปิดประตูลงกลอนจากด้านในอย่างใจเย็น ก่อนจะยืนกอดอกขวางทางออกไว้ สายตาคมกริบดุจพยัคฆ์จ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา สี่ปีที่ไม่ได้เจอกัน ปรานไหมเติบโตขึ้นจนเขาถึงกับตกตะลึง ใบหน้าที่เคยจิ้มลิ้มบัดนี้สวยสะพรั่งเฉี่ยวคม ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววซื่อบริสุทธิ์บัดนี้กลับฉายแววพยศอย่างปิดไม่มิด

เขากวาดสายตามองต่ำลงมาอย่างหักห้ามใจไม่ได้ ปรานไหมอยู่ในชุดเดรสผ้าไหมพรมถักสีเบจเข้ารูป แม้จะเป็นชุดที่ดูเรียบง่ายสำหรับการเดินทางไกลข้ามทวีป แต่มันกลับทำหน้าที่ขับเน้นส่วนโค้งเว้าอย่างจงใจ เนื้อผ้าที่แนบไปกับผิวทุกตารางนิ้วเผยให้เห็นทรวงอกอวบหยัดตึงที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ และช่วงเอวคอดกิ่วที่เว้าโค้งลงไปหาหน้าขาเรียวสวย

ชายกระโปรงรั้งสูงขึ้นมาจนเผยให้เห็นต้นขาขาวเนียน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกับกลิ่นกายสาวที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นเดิมที่เขาเคยหลงใหล และบัดนี้มันกำลังทำหน้าที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบที่เขาพยายามสะกดกั้นมาตลอดสี่ปีให้ตื่นตัวขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เพียงแค่เห็นสรีระที่เติบโตขึ้นเป็นสาวเต็มตัวในชุดรัดรึงใจเช่นนี้ ความอดทนที่เขาสั่งสมมาก็ขาดสะบั้นลงทันที!

“คิดว่าทำแบบนี้แล้ว จะหลบหน้าพี่ได้งั้นเหรอไหม” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยอำนาจทำให้ปรานไหมก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังพิงชิดกับผนังห้อง เธอเม้มริมฝีปากแน่นพยายามรวบรวมความกล้าที่แทบไม่หลงเหลืออยู่

“ออกไปนะคะพี่ภัค! ใครอนุญาตให้พี่เข้าห้องไหม!”

“ห้องนอนเมีย มันก็เหมือนกับห้องนอนผัวนั่นแหละ ทำไมพี่จะเข้าไม่ได้” คำพูดร้ายกาจที่ย้ำเตือนถึงอดีตทำให้ใบหน้าเนียนแดงซ่านด้วยความโกรธระคนอาย ภัคพงศ์ขยับกายเข้าหาช้าๆ ระยะห่างที่ลดน้อยลงทำให้บรรยากาศในห้องเริ่มร้อนระอุขึ้นมาทันที

“ไหนบอกว่าสิ หลบหน้าพี่ทำไม” เสียงทุ้มพร่าเอ่ยถามขึ้นเบาๆ แต่กลับสั่นสะเทือนไปถึงหัวใจของคนฟัง

ปรานไหมหรี่ตามองเขาอย่างไม่ไว้วางใจ เขาจะมาไม้ไหนอีกเธอเตือนตัวเองให้เข้มแข็ง ความทรงจำเมื่อสี่ปีก่อนยังคงแจ่มชัด จูบแรกที่เขาพรากไปพร้อมกับพรหมจรรย์ในคืนนั้น คืนที่เขาสอนให้เธอรู้จักกับคำว่ารักที่แสนเร่าร้อนและทรมานใจมันทำให้เธอแทบคลั่ง

แต่หลังจากคืนนั้นสิ่งที่เธอได้รับกลับมีเพียงความห่างเหิน เขาหลบหน้าเธอ อ้างว่าบ้างาน ไม่เคยบินไปหาเธอที่อังกฤษเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทิ้งให้เธอจมอยู่กับความรู้สึกไร้ค่าเพียงลำพัง

“สี่ปีที่ผ่านมา ไหมไม่มีความหมายอะไรกับพี่เลย” ปรานไหมเค้นเสียงพูดออกมาด้วยความเจ็บปวด

ภัคพงศ์ก้าวเข้าหาเธอช้าๆ กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาที่คุ้นเคยลอยมาปะทะจมูก ปลุกเร้าความทรงจำที่พยายามจะลืมให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

“ใครบอกว่าไหมไม่มีความหมายกับพี่” เขาหยุดยืนตรงหน้า ระยะห่างเพียงไม่กี่นิ้วทำให้เธอสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายเขา

“สี่ปีที่ผ่านมา พี่แทบจะบ้าตายเพราะความคิดถึง แต่พี่ต้องรอ... รอให้ไหมโตพอที่จะเข้าใจว่าสิ่งที่พี่ทำลงไปในคืนนั้น มันไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบ แต่พี่จริงใจกับไหม” มือหนาเอื้อมไปเชยคางมนขึ้นมาสบตา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนาที่ลุกโชนจนเธอต้องสั่นสะท้าน

“และตอนนี้... พี่จะไม่ยอมให้ไหมหนีพี่ไปไหนอีกแล้ว”

“ไหมไม่มีวันเชื่อ แล้วก็ไม่มีวันใจอ่อนกับพี่เด็ดขาด เรื่องของเรามันจบไปแล้ว”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป