บทที่ 14 EP. 14
คนถูกสั่งรู้ดีอยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ์ที่จะมานั่งลอยหน้าลอยตา อยู่ให้เป็นที่ขวางหูขวางตาใครได้ จึงรีบเดินออกไปแล้วตรงไปหาห้องตัวเอง เพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดนักศึกษา มาใส่ชุดสบายๆ เพื่อเตรียมเป็นนักกายภาพบำบัดให้จันทภา หลังเสร็จจากของว่างได้สักพักเช่นทุกวัน
แต่วันนี้อาจจะนานหน่อยเพราะมีพริ้มพราวมานั่งคุยด้วย ออกจากห้องแล้วจึงเดินลงไปในครัว เพื่อจัดเตรียมของไว้ทำมื้อเย็นรอไปพลางๆ เพราะหน้าที่หลักของเธอนั้นคือเป็นแม่ครัวให้คนทั้งบ้าน นับตั้งแต่เข้าเรียนคหกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย
“ดีนะที่ฝนเรียนคหกรรม ไม่งั้นฉันกับคนในบ้านคงจะต้องพึ่งกับข้าวที่ร้านอาหารหน้าฝากซอยไปจนตายล่ะมั้ง”
เธอจำได้ดีว่าจันทภาเปรยๆ แบบนี้เวลาอยู่บนโต๊ะอาหารเมื่อสองปีก่อน โดยมีสายตาคุณท่านมองมายังเธอด้วยความรักและเอ็นดูโดยที่เธอไม่ต้องคิดนาน แต่สายตาที่ดูเหมือนจะชิงชังเธอเสมอมาและคงจะเป็นเสมอไปของพลอยไพรินนั้น
เธอเองก็จำได้ไม่มีวันลืมเช่นกัน ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงให้พลอยไพรินรู้สึกดีๆ กับตัวเองขึ้นมาได้บ้าง นอกจากเลี่ยงไม่เข้าใกล้จะได้ไม่มีเรื่อง เพราะทุกครั้งที่เกิดปากเสียงกัน ตัวเองก็มักจะถูกทำโทษจากจันทภาเสมอๆ เป็นแบบนี้มานับตั้งแต่พาชีวิตเข้ามาอยู่ร่วมชายคากับคนบ้านนี้แล้ว
แม้พร้อมพงษ์จะรักและเอ็นดูเธอสักแค่ไหน แต่ก็ยุ่งเกินกว่าจะมีเวลามาสนใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เรื่องหยุมๆ หยิมๆ เหล่านี้ ทุกอย่างจึงอยู่ที่จันทภาคนเดียวเท่านั้น เธอถึงได้คุ้นชินกับความลำเอียงระหว่างลูกสาวที่รักเสมือนแก้วตาดวงใจ
กับเด็กที่เป็นเสมือนกาฝากไม่มีใครต้องการ ที่จันทภามักจะหยิบยื่นให้เป็นประจำ มีหลายต่อหลายครั้งที่เธอคิดอยากจะหนีกลับไปหาพี่ชายต่างสายเลือด เพราะคิดถึงความอบอุ่นตั้งแต่วัยเด็กที่ได้รับจากแม่ จากพี่พีทและป้าสุ แต่ก็ดูเหมือนความคิดของเธอจะไม่มีวันเป็นจริงขึ้นมาได้อีกต่อไปแล้ว
เพราะพี่สะใภ้มักจะคอยกีดกันเสมอๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจนไม่อาจเข้าใกล้พี่ชายได้ เธอจึงล้มเลิกความคิดความหวังนั้นทิ้งไป หลังจากเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ไม่ถึงสองปี
“คุณฝนไม่ต้องหั่นปลาหรอกนะคะเดี๋ยวจะเหม็นคาวตอนขึ้นไปดูแลคุณท่าน พี่จะทำรอไว้ให้เอง คุณฝนหั่นฟักเขียวเสร็จก็ล้างมือแล้วขึ้นด้านบนเถอะค่ะ ที่เหลือพี่จะจัดเอง”
เพ็ญเดินออกมาจากห้องรีดผ้าเพื่อดื่มน้ำแล้ว เลยรีบบอกเด็กสาวที่เพ็ญเองก็ไม่แน่ใจว่า ตกลงจะเป็นเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานกันแน่ เพราะแต่ละวันก็เห็นคุณฝนต้องคอยมาเข้าครัวทำกับข้าวไม่ว่างเว้น หรือไม่ก็ไปปลูกผักปลูกหอมอยู่หลังครัวในวันหยุด
บางครั้งก็ปลูกต้นไม้ รดน้ำหญ้าที่สนาม หนักเข้าก็ต้องไปล้างรถให้คุณพลอย เมื่อมีคำสั่งมาตรงๆ เพ็ญเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้จะช่วยอะไรได้มากไปกว่าการแบ่งเบางานจากมือเท่านั้น
พิรุณญาทำตามที่เพ็ญแนะนำเป็นอย่างดี เพราะคิดเอาไว้ก่อนแล้ว จากนั้นก็ไปจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการทำกายภาพบำบัดแล้วเดินขึ้นไปชั้นบนเงียบๆ เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาจะสิบนาทีแล้ว แต่เดินยังไม่ถึงหน้าประตูห้องจันทภาที่เปิดแง้มไว้ เสียงที่แหลมและดังของพริ้มพราวก็ดังออกมา ประหนึ่งจงใจอยากจะให้คนภายนอกได้ยินก็ไม่ปาน
“พริ้มเกลียดมันเข้าไส้ พี่ภาไม่น่าจะให้มันย้ายจากหอมาอยู่บ้านเลยนะคะ แบบนี้มันก็มีโอกาสได้อยู่ใกล้ๆ พี่พงษ์มากขึ้นสิคะ แล้วพี่ภาคิดเหรอน้ำหน้าอย่างมัน จะไม่แอบเข้ามาให้ท่าพี่พงษ์ถึงเตียงนอน
ทำเป็นใจเย็นใจดีกับมันมากๆ เข้าเหอะ เดี๋ยวจะเสียผัวไปให้มันง่ายๆ แล้วอย่ามาหาว่าพริ้มไม่เตือนนะคะ ที่พูดตรงๆ ก็เพราะพริ้มหวังดี ไม่อยากให้เลี้ยงมันไว้มาคอยเป็นหอกข้างแคร่ มาเป็นหนามยอกอกให้เรา
มันก็โตจนป่านนี้แล้วทำไมไม่ไล่มันไปอยู่ที่อื่น หาเลี้ยงตัวเองซักทีละคะ หรือถ้ามันไม่มีปัญญาหาเลี้ยงตัวมันก็จะซมซานไปอยู่กับตาพีทเหมือนเดิมนั่นล่ะ แต่คงจะอยู่ยากหน่อยนะคะพริ้มว่าเพราะแม่หนิงก็ใช่ย่อย แถมเกลียดมันยังกับอะไรดี เพราะระแวงว่ามันจะไปหว่านเสน่ห์ใส่พี่ชายต่างสายเลือดน่ะสิคะพี่ภา”
“บ้า! ใครจะทำอย่างนั้น พริ้มพูดไปเรื่อย” จันทภาทำสีหน้าไม่อยากเชื่อ แม้จะเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนบ้างแล้วก็ตาม
“อ้าว! พูดความจริงแล้วไม่เชื่อ ก็พริ้มเจอแม่หนิงออกบ่อยๆ เจอทีไรก็บ่นว่าตาพีทน่ะ แอบไปหามันที่หอหลังเลิกงานบ้างล่ะ หรือตอนบ่ายแก่ๆ บ้างล่ะ เมื่อก่อนตาพีทก็อาจจะไม่คิดอะไรหรอกนะ แต่ตอนนี้นังนั่นมันโตเป็นสาวและสวยขนาดนั้น
พี่น้องร่วมท้องเดียวกันหรือก็ไม่ใช่ อยู่ด้วยกันก็แค่ไม่กี่ปี ถ้ามันยั่วนิดยั่วหน่อยด้วยกันนุ่งสั้นๆ ฟิตๆ มาอ่อยบ่อยๆ แล้วเรื่องอะไรที่ตาพีทจะไม่คิดไปหาเรื่องนั้นคะ ผู้ชายน่ะก็รู้ๆ กันอยู่คลำดูไม่มีหางมันก็ฟาดเรียบนั่นล่ะค่ะ”
จันทภาได้แต่นั่งนิ่งฟังน้องสามีเทศนา นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องนี้ก็ว่าได้ แม้ทุกคำที่พูดออกมาล้วนแล้วแต่มีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น แต่จันทภาก็ไม่ปรารถนาจะได้ยินหรือได้รับรู้เอาเสียเลย
เพราะจิตใจยังอยู่ในช่วงไม่ปกติ แถมก็ยังอดเสียใจไม่หายในเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แม้ในใจจะพร่ำโทษพิรุณญาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ต้องเป็นแบบนี้ แต่ในบางครั้งก็ได้คิดขึ้นมาเช่นกันว่า
ตัวเองนั้นก็มีส่วนผิดอยู่มาก ที่ไม่รู้จักไว้ใจสามี ไม่รู้จักไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน
