บทที่ 8 EP. 8
“ก็ลองทำดูสิ! ได้เห็นดีกันแน่! เอาของเราคืนมานะพลอย!”
แต่มีหรือที่คนอย่างเด็กหญิงพลอยไพรินจะกลัว ตุ๊กตาในมือมีอันต้องปลิวว่อนไปนอนอยู่ในบ่อน้ำพุในไม่กี่วินาที เด็กหญิงพิรุณญาผู้ไม่เคยมีใครกล้ามารังแก และทำลายของรักของหวงมาก่อนในชีวิตก็ตรงรี่เข้าไปหา
แล้วผลักพลอยไพรินอย่างแรง เป็นเหตุให้ล้มจนหัวเข่ากระแทกพื้นหยาบๆ ได้เลือดไหลซิบๆ ออกมา และประจวบเหมาะกับเพชรกล้าขับรถเข้ามาเห็นพอดี พลอยไพรินได้ทีรีบร้องไห้ฟูมฟายออกมา
“พี่เพชรช่วยพลอยด้วย ยัยฝนผลักพลอย นี่เห็นมั้ยเข่าพลอยเลือดออกเลย ฮือๆๆๆ พลอยจะฟ้องคุณพ่อกับคุณแม่”
การไตร่สวนเป็นไปด้วยความยากลำบาก ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์นอกจากเพชรกล้า ซึ่งก็มาเห็นในตอนปลายเรื่องแล้ว จันทภาเชื่อลูกสาวสนิทใจ เพราะมีแผลที่หัวเข่ายืนยันได้ ส่วนพร้อมพงษ์นั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่สุดท้ายก็จำใจต้องลงโทษคนมาใหม่ด้วยการตีก้นไปสองแปะ
แม้จะเป็นโทษเพียงน้อยนิด แต่สำหรับจิตใจที่กำลังเปราะบางของเด็กน้อยแล้ว ช่างเจ็บช้ำเสียเหลือเกิน แต่ก็ไม่อาจจะระบายกับใครได้ นอกจากเข้าห้องปิดประตูร้องไห้คิดถึงแม่เพียงเท่านั้น
เพชรกล้าเห็นพ่อเดินมาด้อมๆ มองๆ หน้าห้องสมาชิกใหม่ ด้วยอาการกระวนกระวายอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้าให้เดาก็คงจะอยากเข้าไปปลอบขวัญเด็กเหลือขอ ที่เพิ่งเข้ามาอยู่บ้านคนอื่นได้ไม่กี่วันก็สร้างปัญหาให้แล้วเป็นแน่ เขาได้แต่ถอนหายใจน้อย ๆ
เมื่อวาดภาพถึงความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น จากเด็กไร้สกุลเพียงคนเดียวที่ย่างก้าวเข้ามาอยู่ในบ้านเขา แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงได้ เพราะพรุ่งนี้เช้าเขาก็ต้องบินไปเรียนแล้ว เขาเองก็ได้แต่หวังว่าปัญหาต่างๆ คงจะหมดสิ้นไป ก่อนวันที่เขาจะกลับบ้านเท่านั้นเอง
“พี่มิตรออกรถเร็วๆ เข้า พลอยรีบไป”
พลอยไพรินสั่งด้วยความรีบเร่ง เมื่อตัวเองเข้าไปนั่งในรถได้แล้ว มิตรหันกลับมาหาด้วยสีหน้ามีคำถาม เพราะเหลือคุณฝนอีกคนที่เขาจะต้องรับกลับบ้านเช่นทุกวันด้วย แต่เมื่อถูกคุณหนูพลอยสั่งซ้ำหลายต่อหลายรอบด้วยน้ำเสียงอันดัง
เขาจึงจำใจต้องทำตาม พิรุณญาวิ่งมาทันได้เห็นแต่ท้ายรถเพียงเท่านั้น นี่เป็นครั้งที่ยี่สิบในรอบสองเดือนนับตั้งแต่โรงเรียนเปิดเทอม ที่ถูกพลอยไพรินสั่งให้คนรถขับหนีกลับบ้านก่อน
“ไปกับรถที่บ้านจี๊ดก็ได้นะฝน เดี๋ยวจะบอกให้แวะไปส่งที่บ้าน ว่าแต่จะไปบ้านเก่าหรือบ้านใหม่ดีล่ะ”
เพื่อนนักเรียนในกลุ่มรีบอาสา เพราะเคยชินกับการกระทำนี้ของพลอยไพรินแล้ว เด็กสาวในชุดมัธยมต้นหันไปยิ้มให้เพื่อนก่อนจะบอกจุดหมายปลายทางที่ใจอยากจะไป บ้านที่ห่างมาเกือบสี่เดือนดูเงียบเชียบ เมื่อมือน้อยกดออดอยู่หลายครั้ง และก็ไม่เห็นมีใครเดินออกมาเปิดประตูแต่อย่างใด
“คุณฝน! คุณฝนจริงๆ ด้วย โธ่! คิดถึงจังเลยค่ะ แล้วมาได้ยังไงคะ”
สาวน้อยหันไปหาต้นเสียง เมื่อรู้ว่าเป็นป้าสุก็โผลเข้าไปกอดด้วยความรักและคิดถึง ไม่นานสุภางค์ก็รีบจูงมือเล็กๆ เข้าประตู แล้วเดินอ้อมไปทางหลังครัวแทนการเดินผ่าบ้าน เหมือนที่เคยทำมานับตั้งแต่เข้ามาทำงานในบ้านหลังนี้
“ที่นี่ไม่เหมือนเดิมตั้งแต่ยัยหนิง คุณผู้หญิงผู้เรื่องมากเข้ามาอยู่แล้วล่ะค่ะคุณฝน ทุกอย่างที่ป้าเคยทำๆ มา แม่คุณสั่งยกเลิกสั่งเปลี่ยนใหม่หมด แล้วหอบคนที่บ้านมาอยู่จนเต็มไปหมด ห้องคุณฝนก็ถูกแม่น้องสาวของคุณผู้หญิงยึดไปแล้ว ป้าแอบย่องไปเก็บเสื้อผ้ากับตุ๊กตาคิตตี้ไปไว้ให้ที่ห้องได้สองสามตัว ว่าจะเอาไปส่งก็ไม่มีโอกาสสักที ตื่นเช้ามาก็ต้องวิ่งวุ่นทำสารพัด ไม่มีเวลาได้พักเลย นี่ถ้าไม่ติดว่าห่วงคุณพีทนะ ป้าออกไปทำงานที่อื่นแล้ว ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าขาดคุณผู้หญิงไปแล้ว บ้านจะกลายเป็นขุมนรกได้ขนาดนี้ คุณพีทนะคุณพีท จะมีเมียทั้งทีเอาคนที่มันดีๆ หน่อยก็ไม่ได้”
และอีกสารพัดเรื่องที่สุภางค์ระบายออกมาด้วยความอัดอั้น พิรุณญาให้สงสารป้าสุเหลือกำลัง แต่ไม่รู้จะช่วยยังไงได้ ตัวเองก็เจอปัญหาไม่มีเว้นวัน จากน้ำมือของพลอยไพริน สองชีวิตที่มีเรื่องอัดอั้นตันใจ จึงต่างได้ระบายความทุกข์ให้กันและกันฟัง จนลืมเวล่ำเวลา
“ป้าสุไม่ต้องไปส่งฝนหรอกค่ะ รีบทำกับข้าวเถอะ ฝนจะเดินออกไปนั่งรถเมล์หน้าปากซอยเองค่ะ”
สิ้นคำทั้งสองก็รีบแยกย้ายกันไป พิรุณญาหันหลังกลับไปมองบ้านหลังใหญ่ ที่เมื่อไม่นานมานี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตัวเอง และได้ใช้พักพิงด้วยความสุขใจมาตลอดตั้งแต่จำความได้
แต่ตอนนี้มันกลับไม่ใช่ที่ของตัวเองอีกต่อไปแล้ว น้ำตาแห่งความเสียใจและคิดถึงแม่ก็ไหลรินออกมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ก่อนที่สองเท้าจะค่อยๆ ก้าวเดินจากไป
“ฝน! มาทำอะไรแถวนี้”
เสียงเรียกของพี่ชายต่างสายเลือดที่ขับรถผ่านมาเจอน้องพอดี ทำให้ดวงหน้าขาวที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตายิ้มออกมาด้วยความดีใจ แล้วสองร่างก็โผลเข้าไปกอดกันด้วยความคิดถึง โดยเฉพาะคนเป็นน้องที่ไม่เจอหน้าพี่มานานและกำลังมีทุกข์ใจ
“ตอนนี้พี่ยุ่งมาก งานมีให้ทำเยอะแยะไปหมด ไม่รู้จะศึกษาตรงไหนบ้าง ถ้าไม่ได้คุณน้าเข้ามาช่วย ป่านนี้ก็คงจะงมเข็มงมโข่งอยู่คนเดียว นี่โชคดีนะที่พี่เสร็จจากลูกค้าแล้วตรงกลับบ้านเลย ปกติกว่าจะถึงก็สองทุ่มไปแล้ว เหนื่อยน่าดูเลย พี่เองก็เพิ่งจะเข้าใจหัวอกคุณพ่อกับคุณแม่วันนี้เองล่ะ ว่ากว่าจะทำงานหาเงินมาให้เราใช้ได้แต่ละบาทลำบากแค่ไหน”
