บทที่ 4 ยัยทอมบอย
เวลา17.00น.
ถนนตามข้างทางเต็มไปด้วยดอกหญ้าสีขาวเรียงรายเป็นแถวเวลาลมพัดเกสรของดอกหญ้าก็ปลิวสไหวตามลม นานา เปิดหน้าต่างเท้าคางชะเง้อหน้ามองตามเพียงแค่นี้เธอรู้สึกมีความสุข ภาพต่างๆในหัวสมัยเด็กก็โล้ดแล่นผ่านมาเข้ามาเพียงแค่คิดรอยยิ้มหวานก็ผุดขึ้นบนกรอบใบหน้าสวย
หกปีก่อน
พลั๊ว!
ตุ๊บ!
ตั๊บ!
เสียงระรัวหมัดใส่กันดังระนาวอยู่ด้านหลังของโรงเรียนมัธยม “ หยุดนะ! ฉันบอกให้หยุดไง”
พลั๊ว
กำปั้นเล็กซัดใบหน้าของเพื่อนชายในวัยเดียวกันจนร่างของเขาเซถลาตามแรงต่อย ขาเรียวกระโดดถีบซ้ำจนเพื่อนอีกคนที่กำลังตะลุมบอนล้มตึงหงายหลังไปกับพื้น
“โอ๊ย! อีนานา มึงถีบกู”
“เออ! แล้วจะทำไม เข้ามาสิถึงกูเป็นผู้หญิงกูก็สู้ไม่ถอยนะเว้ยไอ้พวกหมาหมู่ มารุมคอปเตอร์แบบนี้ได้ยังไงเขาตัวคนเดียวแต่ดูพวกมึงสิมีกันตั้งสามคน กูจะฟ้องคุณครู “
นานาตะโกนแผดเสียงดังลั่นด้วยความไม่กลัวถลกเเขนเสื้อและกระโปรงเตรียมรับมือพวกเพื่อนนักเลง คอปเตอร์ทรุดลงนั่งกับพื้นใบหน้าบวมช้ำเล็กน้อย
“อีทอม เก่งนักนะ กูไม่อยากรังแกผู้หญิงฝากใว้ก่อนเถอะ”
เพื่อนนักเลงชี้หน้าด่าก่อนจะพากันเดินออกไปจากอาคารด้านหลังของโรงเรียน บริเวณแถวนี้เป็นป่าหญ้ารกทึบจึงไม่ค่อยมีใครเดินเพ่นพ่านมากนัก
“คอปเตอร์เป็นไงบ้าง ดูสิหน้าช้ำหมดแล้ว เราจะไปฟ้องคุณครู”
“อย่า...”
คอปเตอร์ดึงมือเพื่อนสาวเอาใว้ความเลือดร้อนในวัย15ปีกำลังพุ่งพ่านแต่ที่มีเรื่องกันก็เพราะความอ่อนแอของเด็กชายเอง เพราะเขาขี้กลัวและขี้ขลาดมันก็เลยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นบ่อยคอปเตอร์จึงโดนจิ๊กโก๋หลังห้องแกล้งเป็นประจำ แต่ที่นานาตามมาเจอก็เพราะมีเพื่อนมาบอก
“ถ้านายขี้ขลาดขนาดนี้มาเป็นเบ้เราเลยไหมเดี๋ยวเราดูแลนายเอง นายโดนต่อยเราก็ซัดหน้ามันคืนนายโดนเตะเราก็กระโดดถีบมันคืนให้”
นานาพูดด้วยความภูมิใจปั้นหน้ายิ้มแย้มเอ่ยอย่างผู้ชนะถึงแม้เธอจะตัวเล็กแต่เธอก็ไม่เคยยอมใครและเพราะเหตุนี้ นานาจึงถูกตั้งฉายา ยัยทอมบอย สาวห้าวประจำชั้น ม.3/1
“ไม่อะ เราอยากเข้มแข็ง เราอยากดูแลนานาเธอเป็นผู้หญิงสู้พวกมันไม่ได้หรอก ต่อไปนี้เราจะไม่อ่อนแอ จะไม่ยอมถูกโดนรังแกอีก”
คอปเตอร์ ชกอกอย่างผู้มีชัย เด็กชายใส่แว่นหนาเตอะคนนี้จะไม่ยอมอ่อนแออีกต่อไป
“ดูเสื้อผ้าตอนนี้สิเปื้อนหมดแล้วแถมหน้าก็ช้ำจะบอกพ่อกับแม่นายว่ายังไง”
นานาถอนหายใจอย่างคิดไม่ตกถ้าเกิดพ่อกับแม่รู้กลัวจะเป็นเรื่องใหญ่แต่ถ้าโกหกจะบอกพวกท่านว่ายังไงดี
“เอาเถอะอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เดี๋ยวเตอร์รับรับมือเองเรายอมถูกลงโทษ แต่เราจะไม่ทำให้นานาเดือดร้อนมันเป็นเพราะเราอ่อนแอเองเเหละ”
คอปเตอร์คอตกยอมรับชะตากรรมเขาจะต้องถูกพ่อแม่ดุและถูกต่อว่าและบางทีอาจจะถูกกักบริเวณทั้งที่เขาก็ไม่ใช่คนเริ่มก่อนด้วยซ้ำ
“ไม่เอาคอปเตอร์ไม่ผิดเราจะอธิบายให้คุณลุงกับคุณป้าเข้าใจเอง ถ้าจะถูกลงโทษเราก็ต้องโดนด้วยเพราะเราก็ทำร้ายพวกมันเหมือนกัน แต่ตอนนี้กลับบ้านกันเถอะนะมันเริ่มจะมืดแล้ว”
ตอนนี้เป็นเวลา 17.00น. ที่คอปเตอร์ถูกทำร้ายก็เพราะมาเตะฟุตบอลกับเพื่อนแต่ถูกเขม่นและจ้องหาเรื่องมาตั้งแต่ขึ้นม.1 เพราะเขาอ่อนแอและขี้กลัวก็เลยโดนเพื่อนนักเลงจ้องหาเรื่องประจำแต่ต่อจากนี้คอปเตอร์ให้คำมั่นสัญญาเขาจะไม่อ่อนแอ เขาจะดูแลปกป้องนานาเอง
เอ๊ยดอ๊าด
เสียงปั่นจักรยานคันเก่าโซ่ดังเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะ สองหนุ่มสาวซ้อนท้ายปั่นจักรยานกลับบ้านแบบนี้ทุกๆวันลมยามเย็นพัดโชยมาเป็นระลอกเกสรของดอกหญ้าก็ปลิวสไหวตามลม เกสรสีขาวลอยละล่องตามอากาศหญ้าคาข้างทางก็สะบัดพลิ้วไหว
กึก!
“คอปเตอร์จอดทำไม นายจะไปไหน”
เสียงตะโกนดังลั่นตามหลังเด็กชาย คอปเตอร์จอดรถจักรยานวิ่งลงไปข้างทางนานาชะเง้อมองตามเด็กชายด้วยความไม่เข้าใจแต่ผ่านไปซักพักเข้าก็กลับมาพร้อมดอกไม้ในมือ
“อ่ะ! นี้ถือใว้”
(* *)
“ดอกรักหรอ”
(><)
“อือ! “
(^^)
“คอปเตอร์ให้เรา”
นานายิ้มแป้น ยิงฟังครบสามสิบสองซี่ด้วยความเขินอาย เขาให้ดอกรักก็เปรียบสเหมือนการบอกรักทางอ้อม ผ่านชื่อของมัน นี้คือความเข้าใจเพียงคนเดียวของนานา
“เปล่า...ถือให้เราหน่อยจะเอาไปให้แม่ร้อยพวงมาลัย มาขึ้นรถกลับกันได้แล้ว”
ใบหน้าหวานเจื่อนลงเล็กน้อยรอยยิ้มที่มีก็กลายเป็นหัวเราะกลบเกลื่อนแทนที่
~นี้เธอเข้าใจผิดอีกแล้วหรอ ~
เสียงพูดคุยเจื้อยเเจ้วเอื่อยเฉื่อยไปตามถนนคลอเคล้าไปกับเสียงของหมู่จักจั่นเรไร เหล่าฝูงนกกาบินกลับรัง ท้องฟ้าสีครามเริ่มเปลี่ยนสีมืดครึ้ม พระอาทิตย์ก็เริ่มอัสดงแสงสีทองส่องสว่างค่อยๆหายลับขอบฟ้า
ร่างเล็กที่นั่งซ้อนจักรยานคันเก่า พร้อมกับดวงตาใสแป๋วที่จ้องมองแผ่นหลังเพื่อนชาย ในช่วงของความทรงจำเขายังคงเป็นที่หนึ่งของเธอเสมอถึงแม้...จะเป็นได้แค่คนอยู่ข้างนอกหัวใจก็ตามที
