บทที่ 1 เด็กดอยกับต้นเงิน

ตึ่ง-ตึง-ตึ๊ง-ตึง... โป๊ง! โป๊ง! ชึ่ง!

เสียงกลองยาวจังหวะสามช่าผสานกับเสียงแคนและฉิ่งฉาบดังกึกก้องจนแก้วหูแทบสั่นสะเทือน แดดจัดจ้าของยามบ่ายสาดส่องลงมาจนเหงื่อเม็ดเล็กซึมตามไรผม บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยกลิ่นธูป กลิ่นดิน และกลิ่นแป้งเย็นที่ลอยมากับสายลมร้อนของวัดประจำหมู่บ้านในจังหวัดทางภาคเหนือ

‘มิ้ลค์’ ยืนเบิกตากว้าง กระพริบตาปริบๆ มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกเหมือนโดนสิบล้อชนแล้วถอยทับ

เบื้องหน้าของเธอคือหญิงวัยกลางคนที่คุ้นเคย... แม่ของเธอเอง แม่กำลังวาดลวดลายเต้นหน้านาคแบบลืมสังขาร โยกย้ายส่ายสะโพกชนิดที่วัยรุ่นยังต้องยอมแพ้ ถัดไปข้างๆ คือ ‘มีน’ น้องสาวแท้ๆ ในวัยคอซองที่ยืนทำหน้าตายสนิทไร้อารมณ์ใดๆ ประหนึ่งรูปปั้น ในมือของน้องสาวประคอง ‘ต้นทอง’ เอาไว้แน่น

ส่วนตัวเธอเอง... เมื่อก้มมองมือที่สั่นเทา ก็พบว่าตัวเองกำลังถือ ‘ต้นเงิน’ อยู่

'เดี๋ยวนะ... เดี๋ยวก่อน!'

มิ้ลค์กรีดร้องในใจ สมองประมวลผลอย่างหนัก เมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว เธอยังนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในห้องพักแคบๆ ของปี พ.ศ 2569 ไม่ใช่เหรอ? เธอยังปวดหลัง ปวดคอ บ่นโอดครวญเรื่องพล็อตนิยายวิศวะที่ต้องเร่งปั่นส่ง บก. เพื่อปากท้องอยู่เลยไม่ใช่หรือไง!

แล้วภาพขบวนแห่นาคสุดอลังการนี่มันคืออะไร? งานบวชของพี่มาร์ค พี่ชายแท้ๆ ของเธอ... งานบวชที่ผ่านมาแล้วสิบกว่าปี!

'นี่ฉันฝันเป็นตุเป็นตะเพราะปั่นงานจนหลอนไปแล้วเหรอวะเนี่ย!?'

“เด็กดอย ยืนขวางขบวนนาคอยู่รู้ไหม? เขาเดินต่อกันไม่ได้ มัวแต่ยืนนิ่งแบบนี้เดี๋ยวก็ล้มหรอก”

แป๊ะ!

“โอ๊ย!”

มิ้ลค์สะดุ้งสุดตัว ยกมือขึ้นกุมหน้าผาก ความเจ็บปวดจี๊ดแล่นปราดเข้าสู่เส้นประสาทบ่งบอกชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ความฝัน กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นแดดอ่อนๆ ลอยแตะจมูก เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมอง เจ้าของนิ้วเรียวที่เพิ่งประทุษร้ายหน้าผากเธอ ก็คือชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงศอก...

ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่ติดจะกวนประสาทนิดๆ กำลังก้มมองเธอด้วยสายตาขบขัน

‘พี่คราม’ ...

ดวงตากลมโตของมิ้ลค์เบิกกว้าง ร่างกายที่เคยยืนนิ่งอยู่แล้วกลับแข็งทื่อราวกับถูกสาป ความรู้สึกชาวาบแล่นตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนที่ตัวของเธอจะเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน หยาดน้ำใสๆ รื้นขึ้นมาคลอหน่วยจนภาพตรงหน้าพร่ามัว

เพื่อนสนิทของพี่ชาย... หนุ่มวิศวะที่เธอแอบรัก... ผู้ชายที่จากโลกนี้ไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ในช่วงที่เขากำลังจะขึ้นปี 4

ความทรงจำอันโหดร้ายตีรวนขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย ภาพงานศพที่เต็มไปด้วยเพื่อนในเสื้อช็อปวิศวะ รอยยิ้มสุดท้ายหน้าโลงศพ และความสูญเสียที่พรากชีวิตชายหนุ่มอนาคตไกลไปก่อนที่เขาจะเรียนจบเสียด้วยซ้ำ... ความรู้สึกแตกสลายนั้นกัดกินหัวใจเธอมาตลอดนับสิบปี แต่วันนี้ เขากลับมายืนอยู่ตรงนี้... มีชีวิต หายใจ และกำลังส่งยิ้มกวนๆ ให้เธอ

“เฮ้ย...” เสียงทุ้มที่เคยติดตลกเปลี่ยนเป็นเลิ่กลั่กทันทีเมื่อเห็นน้ำตาของน้องสาวเพื่อน ครามรีบย่อตัวลงมาให้สายตาอยู่ระดับเดียวกัน “ร้องไห้เลยดิ พี่ดีดเบาเดียวเองนะ เจ็บขนาดนั้นเลยอ่อ?”

มิ้ลค์กลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่คอ ริมฝีปากสั่นระริก เธออยากจะพุ่งเข้าไปกอดร่างหนาตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอด อยากสัมผัสให้แน่ใจว่านี่คือคนเป็นๆ ที่ยังมีลมหายใจ ไม่ใช่เพียงภาพลวงตาก่อนตายของเธอ

แต่ก่อนที่เธอจะได้ทำตามใจคิด ประสบการณ์ของสาววัย 32 ก็ดึงสติเธอเอาไว้ เธอต้องพิสูจน์ก่อน... พิสูจน์ว่านี่คืออดีตจริงๆ

มิ้ลค์สูดน้ำมูก หันขวับไปมองที่ริมกำแพงวัดทันที ทิ้งให้ครามยืนทำหน้าเหวอทำตัวไม่ถูกอยู่ตรงนั้น

ตรงนู้นมีหมาวัดสามตัวกำลังนอนหอบแดดอยู่...

...ถ้าทุกอย่างคือเรื่องจริงและนี่คืออดีต... อีกสามวินาทีพวกแกต้องหอนสามครั้ง!

หนึ่ง... สอง... สาม...

บรู๊ววว... โฮ่ง! โฮ่ง! บรู๊ววว~

เป๊ะ! หมาสามตัวลุกขึ้นประสานเสียงหอนรับจังหวะกลองยาวพอดิบพอดีเป๊ะราวกับจับวาง

มิ้ลค์หัวใจเต้นระรัวจนแทบทะลุออกนอกอก เธอปาดน้ำตาทิ้งลวกๆ แล้วหันกลับมามองแม่ที่เพิ่งหยุดเต้นและเดินหอบแฮ่กๆ ถอยออกมาจากขบวน ริมฝีปากบางขยับพูดประโยคต่อไป พร้อมๆ กับเสียงของแม่ที่เปล่งออกมาในเสี้ยววินาทีเดียวกันเป๊ะ!

“ไปก่อนเลย ไม่ไหวแล้ว ปวดขาแล้ว”

แม่ชะงัก หันมามองหน้าลูกสาวคนกลางด้วยความงุนงงนิดๆ ก่อนจะเดินไปหาที่นั่งพักใต้ต้นไม้ มิ้ลค์ใจเต้นระรัวราวกับจังหวะกลองสามช่า เธอค่อยๆ หันหน้าไปหาน้องสาวของตัวเองที่ยืนถือต้นทองอยู่ข้างๆ

มีนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองพี่สาวที่มีคราบน้ำตาติดหางตาด้วยสายตาที่อ่านได้ว่า 'เป็นบ้าอะไร' ก่อนที่ริมฝีปากของเด็กสาวหน้าตายจะขยับ... และมิ้ลค์ก็พูดสวนขึ้นมาพร้อมกันในจังหวะเดียวเป๊ะ!

“มองไร? ทำหน้าที่ของมึงไปดิ่ อย่ามัวแต่มองพี่คราม”

คราวนี้มีนถึงกับชะงักตาโต ส่วนมิ้ลค์... ยืนนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็ง

ชัดเจน... ชัดเจนแบบไม่ต้องพึ่งหมอดู ไม่ต้องรอพิสูจน์ทฤษฎีรูหนอนใดๆ ทั้งสิ้น วิญญาณนักเขียนไส้แห้งวัย 32 ปีในโลกอนาคต ได้ย้อนเวลากลับมาอยู่ในร่างของตัวเองในวัย 17 ปี... ย้อนกลับมาในจุดเริ่มต้นของทางแยกชีวิตที่เธอเคยตัดสินใจพลาด

ชีวิตก่อน เธอเลือกที่จะไม่เรียนต่อมหา’ลัยเพื่อให้น้องสาวได้เรียน เธอทิ้งความฝัน ทิ้งโอกาส และที่สำคัญ... เธอขี้ขลาดเกินกว่าจะกล้าจีบหนุ่มวิศวะตรงหน้าที่เธอแอบรัก และดันลืมเขาไปแล้วในชีวิตก่อน!

แต่วันนี้... ตอนนี้... เธอไม่ใช่เด็ก ม.5 ที่ใสซื่อและไม่มั่นใจในตัวเองอีกต่อไปแล้ว!

มิ้ลค์ค่อยๆ หันกลับไปมองแผ่นหลังกว้างของพี่ครามที่กำลังเดินนำขบวนไปข้างหน้า ท่ามกลางเสียงแห่นาคที่ยังคงดังกึกก้อง ใบหน้าที่เคยเหวอสนิทค่อยๆ แปรเปลี่ยน มุมปากบางยกยิ้มกริ่มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ แววตาของเด็กสาววัย 17 ทอประกายแพรวพราวราวกับนางจิ้งจอกที่มองเห็นเหยื่อชิ้นโต

มองไรอ่อมีน? หึ... เมื่อก่อนพี่อาจจะทำได้แค่มอง... แต่รอบนี้ พี่ไม่ได้จะแค่มองแล้วเว้ย... แต่พี่จะจีบมาเป็นผัว และคว้าเกียร์พี่ครามมาเป็นของตัวเอง และช่วยชีวิตพี่ครามให้ได้ คอยดูเถอะ!

รอยยิ้มมาดมั่นแบบฉบับสาววัยสามสิบสองกระตุกขึ้นที่มุมปาก มิ้ลค์ก้าวเดินตามขบวนแห่นาคไปตามจังหวะเพลงอย่างอารมณ์ดี ในหัวเริ่มกางตำราวางแผนการสารพัดร้อยแปดวิธีที่จะใช้ตะครุบเหยื่อชิ้นโต

ทว่า... ความฮึกเหิมระดับสิบกลับต้องสะดุดกึกจนแทบหน้าคะมำ เมื่อสายตาของเธอเหลือบไปเห็นภาพสะท้อนบนบานประตูกระจกหน้าห้องมัคทายกวัด!

เฮือก!

มิ้ลค์สะดุ้งเฮือก เบิกตากว้างจนแทบถลนออกมานอกเบ้า ขาที่กำลังก้าวเดินหยุดชะงักไปชั่วขณะเมื่อตระหนักได้ว่า ‘ยัยเด็กเด๋อ’ ในกระจกนั่น... คือตัวเธอเอง!

ภาพสะท้อนที่เห็นคือเด็กสาวผมสั้นเสมอติ่งหูที่ถูกตัดตามระเบียบโรงเรียนเป๊ะจนปลายผมบานออกเป็นดอกเห็ด รับกับใบหน้ากลมแป้นแฉล้มที่มีแก้มยุ้ยๆ รูปร่างดูอวบอั๋นตุ้ยนุ้ย แถมยังมี ‘หน้าอกหน้าใจ’ไซส์บึ้มเกินวัยที่แม่ให้มาแบบจัดหนักจัดเต็มจนดันเสื้อตัวเก่งให้ดูคับติ้ว ซ้ำร้ายใบหน้ายังมอมแมมไปด้วยคราบฝุ่นและคราบเหงื่อ สภาพกระเซอะกระเซิงดูไม่จืด

ไม่แปลกใจเลย... ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่เมื่อกี้พี่ครามถึงได้เรียกเธอว่า ‘เด็กดอย’ อย่างเต็มปากเต็มคำ! สภาพเหมือนเพิ่งไปวิ่งไล่จับไก่บนดอยมาไม่มีผิด ขนาดตัวเธอเองในวัยสามสิบสองมาเห็นตัวเองในร่างนี้ยังตกใจแทบช็อก!

มิ้ลค์ย่นจมูก ทำหน้ามุ่ยใส่กระจก พลางยกมือขึ้นลูบแก้มยุ้ยๆ ของตัวเองอย่างหนักใจ

'สภาพพพพ... สารรูปแบบนี้เอาความมั่นใจจากไหนไปรุกจีบหนุ่มฮอตวิศวะวะเนี่ย!'

เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยอมบูลลี่ตัวเองในใจ แต่พอขยับเข้าไปชะโงกดูใกล้ๆ ก็เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์... เอาเถอะ ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีซ่อนอยู่ เพราะอย่างน้อยกรรมพันธุ์ผิวขาวผ่องที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ก็ทำให้เธอดูเป็นเด็กดอยที่พอจะนำไปขัดสีฉวีวรรณปั้นแต่งขึ้นมาได้บ้างล่ะวะ!

หญิงสาวในร่างเด็ก ม.5 หรี่ตามองเงาตัวเองในกระจกอีกครั้ง ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นด้วยความมุ่งมั่น

คอยดูเถอะ... จบงานบวชพี่มาร์คเมื่อไหร่ แม่จะจับตัวเองแปลงโฉมหัวจรดเท้า ลดน้ำหนัก ขัดผิว เอาให้สวยปิ๊งจนพี่ครามต้องตาค้าง! ขืนปล่อยสภาพเป็นเด็กเด๋อผมติ่งหูแบบนี้ต่อไป มีหวังอีตาพี่ครามคงมองเป็นแค่ ‘น้องสาวไอ้มาร์ค’ ไปตลอดชีวิตแน่ๆ!

เมื่อตั้งปณิธานกับตัวเองเรียบร้อย มิ้ลค์ก็สูดหายใจเข้าลึกๆ กระชับต้นเงินในมือให้แน่นขึ้น แล้วก้าวเท้ายาวๆ วิ่งตามขบวนแห่นาคที่เดินล่วงหน้าไปไกล ด้วยเอนเนอร์จีที่เต็มเปี่ยมกว่าเดิม

บทถัดไป