บทที่ 11 ไม่ชอบแบบนี้

มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวาน ไม่ใช่จูบที่เกิดจากความรักละมุนละไม แต่มันคือจูบที่เต็มไปด้วยการลงทัณฑ์ ความหึงหวง และความต้องการเอาชนะ!

“อื้อ!!”

มิ้ลค์เบิกตากว้าง พยายามเบือนหน้าหนีและยกมือขึ้นทุบแผงอกแกร่ง แต่ครามกลับรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียวทำเอาใจดวงน้อยกระตุกวูบ

ชายหนุ่มบังคับเปิดริมฝีปากของเธอด้วยการขบเม้มอย่างแรงจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ก่อนจะสอดเรียวลิ้นร้อนเข้าไปกวาดต้อน ควานหาความหวานและช่วงชิงลมหายใจของเธออย่างตะกละตะกลาม

รสจูบที่เจือกลิ่นแอลกอฮอล์และนิโคตินบางเบาปลุกเร้าอารมณ์ดิบ มือหนาอีกข้างที่ว่างอยู่เริ่มทำหน้าที่สำรวจเรือนร่างที่เขาหวงแหน ครามสอดมือเข้าไปใต้ชุดเดรสผ่าหลัง ลูบไล้แผ่นหลังเนียนนุ่ม ก่อนจะเลื่อนมาตะปบเข้าที่เอวคอดและบีบเค้นสะโพกกลมกลึงอย่างแรงตามแรงอารมณ์

“อืมมม...”

เขาคำรามในลำคออย่างเผลอไผล ความร้อนรุ่มแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูสัมผัส มือของชายหนุ่มเลื่อนสูงขึ้นมาเคล้นคลึงหน้าอกอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ภายใต้เนื้อผ้า บีบขย้ำอย่างหนักหน่วงและรุนแรงจนมิ้ลค์นิ่วหน้าด้วยความเจ็บจี๊ด

“อ๊ะ...! ปล่อย...” เธอพยายามส่งเสียงประท้วงผ่านลำคอ แต่ก็ถูกเขาดูดกลืนไปจนหมด

เมื่อพอใจกับกลีบปากช้ำบวม ครามก็ผละใบหน้าออกเพียงเสี้ยววิ ก่อนจะซุกไซ้จมูกและริมฝีปากลงบนซอกคอขาวผ่อง ชายหนุ่มขบเม้มและดูดดุนผิวเนื้ออ่อนนุ่มอย่างแรงจนเกิดรอยรักสีแดงเถือกเป็นจ้ำๆ หลายจุด

เขากำลังตีตราจองอย่างลืมตัว... กำลังทำสัญลักษณ์ให้ไอ้ผู้ชายหน้าไหนก็ตามที่คิดจะเข้าใกล้เธอได้รู้ ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นของเขา!

ความรุนแรงและป่าเถื่อนที่ถาโถมเข้ามา ทำให้สติสัมปชัญญะที่เคยเข้มแข็งของมิ้ลค์เริ่มสั่นคลอน...

เธอไม่ได้กลัวเรื่องเซ็กส์... ในฐานะผู้ใหญ่เธอรู้ดีว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นธรรมชาติ แต่สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด รับไม่ได้ที่สุด คือ ‘ถูกบังคับด้วยความรุนแรง’ และการถูกกระทำเหมือนเธอเป็นเพียงที่ระบายอารมณ์

แรงบีบขย้ำที่หนักมือ รสจูบที่เจ็บปวด และการไม่รับฟังเหตุผลของเขา มันทำให้ความรู้สึกน้อยใจตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย ความเจ็บปวดทางกายผสมปนเปกับความเจ็บปวดทางใจ

“ฮึก...”

ร่างบางที่เคยอดทนต่อต้านและดิ้นรน จู่ๆ ก็หยุดนิ่งไปเสียดื้อๆ ครามที่กำลังซุกไซ้ทำรอยอยู่บริเวณเนินอกชะงักงัน เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะท้านจากคนใต้ร่าง... พร้อมกับหยดน้ำอุ่นๆ ที่ร่วงเผาะลงมากระทบหลังมือของเขา

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองทันที...

ภาพที่เห็นทำเอาหัวใจที่กำลังลุกโชนด้วยไฟโทสะ ดับวูบลงราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด

ดวงตากลมโตที่เคยมองเขาด้วยความดื้อรั้นและท้าทาย บัดนี้เอ่อท้นไปด้วยหยาดน้ำตา น้ำใสๆ ไหลอาบสองแก้มเนียนอย่างเงียบเชียบ ริมฝีปากบางที่เจ่อช้ำจากการบดจูบของเขาสั่นระริก

มิ้ลค์ไม่ได้ส่งเสียงร้องไห้โวยวาย เธอเพียงแค่นอนนิ่ง ปล่อยให้น้ำตาไหลรินพร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและเจ็บปวด

“มิ้ลค์... เกลียดความรุนแรง”

เสียงหวานเอ่ยออกมาแผ่วเบา สั่นเครือจนคนฟังใจหาย “ถ้าพี่อยากจะใช้กำลังย่ำยีกันนัก... ก็ทำเลยค่ะ ทำให้สมกับเงินสามพันของพี่”

ประโยคนั้นเปรียบเสมือนมีดแหลมที่แทงทะลุกลางใจคราม

ความโกรธ ความหึงหวง และความบ้าคลั่ง มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความตื่นตระหนกและสติที่เพิ่งกลับเข้าร่าง ชายหนุ่มรีบปล่อยข้อมือเล็กที่เขาตรึงไว้อย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟลวก

เขาก้มลงมองผลงานของตัวเอง... ผิวขาวเนียนที่ต้นแขนและข้อมือมีรอยนิ้วมือของเขาแดงเถือก ซอกคอและเนินอกเต็มไปด้วยรอยช้ำสีแดงอมม่วงที่เขาฝากไว้ เสื้อผ้าของเธอหลุดลุ่ยไม่เป็นทรง...

‘นี่กู... ทำลงไปได้ไงวะ!?’

“มิ้ลค์... พี่...”

ครามละล่ำละลัก เสียงทุ้มแหบพร่าและสั่นเทา ชายหนุ่มรีบผุดลุกขึ้นนั่งคุกเข่าอยู่ข้างกายเธอ มือหนายกขึ้นสางผมตัวเองอย่างแรงด้วยความรู้สึกผิดที่ตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก

เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเธอ... เขาแค่โกรธ โกรธจนหน้ามืด โกรธที่เห็นคนอื่นแตะต้องตัวเธอ!

ครามทอดมองใบหน้าหวานที่เปื้อนน้ำตาด้วยความปวดร้าว ชายหนุ่มค่อยๆ เอื้อมมือที่สั่นเทาไปดึงคอเสื้อเดรสที่ร่นลงมาให้ปิดบังรอยช้ำบนเนินอกอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะรวบตัวเด็กสาวที่ยังคงนอนตัวสั่นสะอื้นเบาๆ เข้ามามาสวมกอดไว้แน่นกึ่งอก

มิ้ลค์ไม่ได้กอดตอบ แต่เธอก็ไม่ได้ผลักเขาออกเช่นกัน เธอปล่อยให้เขากอดกอดซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่ของเธอ

“พี่ขอโทษ...”

ครามกระซิบชิดใบหู เสียงของเสือผู้หญิงที่เคยแข็งกร้าว บัดนี้สั่นพร่าและเต็มไปด้วยความเว้าวอน

“พี่ขอโทษ... พี่แค่เห็นคนอื่นแตะต้องตัวเธอไม่ได้... พี่ขอโทษจริงๆ มิ้ลค์”

มิ้ลค์ยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาลวกๆ พยายามสูดลมหายใจเพื่อสะกดกั้นความสั่นไหว ก่อนจะช้อนตากลมโตที่ยังคงแดงก่ำขึ้นสบตากับคนตรงหน้า แล้วเอ่ยถามเสียงสั่นอย่างข่มอารมณ์

“เห็นคนอื่นแตะต้องตัวหนู... แล้วทำไมพี่ต้องโกรธขนาดนี้ด้วยคะ? ในเมื่อตัวก็ตัวหนู ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพี่สักหน่อย”

คำถามแทงใจดำนั้นทำเอาครามถึงกับเงียบกริบ ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน มือหนาเอื้อมไปเชยคางมนขึ้นมาเบาๆ บังคับให้เธอสบตากับเขา แววตาคมวูบไหวไปด้วยความสับสนขณะพยายามหาข้ออ้างที่คิดว่าเข้าท่าที่สุด

“พี่เป็นห่วง... พี่แค่กลัวว่า ‘น้องสาว’ จะเป็นอันตรายกับไอ้งานแบบนั้น”

คำว่า ‘น้องสาว’ ทำเอาเส้นฟางความอดทนของมิ้ลค์ขาดผึง หญิงสาวสวนกลับทันควัน

“น้องสาวหรือคะ?”

เธอยิ้มหยัน ก่อนจะดึงคอเสื้อเดรสที่เขาเพิ่งขยับปิดให้เมื่อครู่ ร่นลงไปอีกครั้งอย่างไม่อาย เผยให้เห็นรอยจ้ำช้ำสีแดงอมม่วงจากริมฝีปากของเขาที่ประทับตราเอาไว้ มันเด่นชัดตัดกับผิวขาวจัดบริเวณเนินอกและซอกคอ

“สิ่งที่พี่ทำอยู่เนี่ย... มันคือสิ่งที่คนเป็นพี่น้องเขาทำกันหรือคะพี่คราม!?”

ครามถึงกับพูดไม่ออก สายตาคมหลุบมองผลงานอันป่าเถื่อนของตัวเองแล้วขบกรามแน่น ความรู้สึกในใจมันตีกันจนยุ่งเหยิงไปหมด ใจหนึ่งก็ยังมีตะกอนความผูกพันที่ยื้อยุดกับแนนมานานหลายปี ทว่าพอมีมิ้ลค์เข้ามาอยู่ตรงหน้า... เขากลับลืมแนนไปเสียสนิท ลืมไปเลยว่าตัวเองเคยรู้สึกยังไงกับเพื่อนคนนั้น และที่หนักหนาสาหัสที่สุด คือกำแพงที่ชื่อ ‘มาร์ค’ เพื่อนสนิทของเขาที่ประกาศกร้าวขวางทางอยู่อย่างชัดเจน

เมื่อเห็นคนตัวโตเอาแต่เงียบ มิ้ลค์ก็ถอนหายใจยาว หญิงสาวขยับตัวลุกขึ้นจากเตียง ไม่ใช่เพื่อหนีเตลิด แต่เพื่อไปตั้งหลักและจบปัญหาที่ยังหาคำตอบไม่ได้ในตอนนี้

ทว่า... ยังไม่ทันที่เท้าจะแตะพื้น ท่อนแขนแกร่งก็ตวัดหมับเข้าที่เอวคอด ก่อนจะออกแรงรั้งเบาๆ ดึงร่างบางให้ล้มลงไปทาบทับกับแผงอกกว้าง พร้อมกับกอดรัดเธอเอาไว้แน่นจากทางด้านหลัง!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป