บทที่ 2 เหตุการณ์เหมือนเดิม

ควันหลงจากงานบวชเริ่มจางหาย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือพฤติกรรมของ ‘มิ้ลค์’ เด็กสาววัยสิบเจ็ดที่ปกติมักจะทำตัวเป็นนกแก้วนกขุนทองคอยเจื้อยแจ้วอยู่รอบตัวพี่ชายและแก๊งเพื่อน ตอนนี้กลับเงียบขรึมจนผิดสังเกต

ณ บ้านไม้กึ่งปูนในย่านถนนร้อยปี

มีน น้องสาววัยคอซองผลักประตูห้องนอนเข้ามาแล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัว ขาเรียวก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวเมื่อเห็นคนเป็นพี่สาวกำลังนั่งพอกหน้าด้วยสครับมะขามพะเยาจนหน้าดำเมี่ยมไปทั้งแถบ ซ้ำยังเอาแต่นั่งจ้องโทรศัพท์ไม่วางตา

“มึง... ทำไรเนี่ย?” มีนถามเสียงหลง ไม่อยากเชื่อสายตาว่าพี่สาวสายห้าวที่ไม่เคยดูแลตัวเอง จะลุกขึ้นมารักสวยรักงามพอกหน้าดำปิ๊ดปี๋ในเวลานี้

“พอกหน้าไง” มิ้ลค์ตอบกลับเสียงเรียบ สายตายังไม่ละจากหน้าจอ

ในมือของเธอคือ ‘แบล็คเบอร์รี่’ (BB) สมาร์ตโฟนยอดฮิตแห่งยุค นิ้วหัวแม่มือของเธอกำลังกลิ้งแทร็กแพดรัวๆ เพื่อไล่ลบรูปโปรไฟล์เก่าๆ ที่เคยถ่ายมุมกด แก้มป่อง ปากจู๋ ซึ่งในยุคนี้อาจจะคิดว่าน่ารัก แต่สำหรับสาววัยสามสิบสองจากอนาคต... มันคือความเสร่อขั้นสุด!

‘ฮ่วยชะมัด ใครให้กูถ่ายรูปท่านี้วะเนี่ย’

มิ้ลค์สบถในใจ เธอไล่โละรูปภาพบนโซเชียลมีเดียออกจนเกลี้ยง สเตตัสเพ้อเจ้อถูกลบทิ้ง เปลี่ยนเป็นเพียงจุดไข่ปลา (...) สั้นๆ จากนั้นก็หารูปน้องแมวหน้าหยิ่งๆ มาตั้งเป็นรูปโปรไฟล์แทนใบหน้าตัวเอง

มีนยืนมองปฏิกิริยาของพี่สาวด้วยความรู้สึกขนลุกซู่ ปกติพี่มิ้ลค์ต้องเปิดเพลงกามิกาเซ่ร้องตามเสียงดังลั่นห้อง ไม่ใช่นั่งเงียบๆ ทำหน้าจริงจังแผ่รังสีอำมหิตแบบนี้

“เอ่อ... มึง... งั้นกูไปนอนกับแม่นะ”

“อืม” มิ้ลค์ตอบรับสั้นๆ อย่างไม่ใส่ใจ

คล้อยหลังน้องสาวที่วิ่งหนีไปเพราะนึกว่าพี่สาวผีเข้า หน้าจอแบล็คเบอร์รี่ในมือของมิ้ลค์ก็สั่นครืด พร้อมกับแถบแจ้งเตือน BBM ที่เด้งขึ้นมา

ปิ๊ง!!!

K.Kram : เป็นไรเด็กดอย

K.Kram : เงียบไปเลยนะ

K.Kram : รูปดิสก็เอาออก ทำตัวลึกลับหรอเราอะ

มิ้ลค์มองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอแล้วยกยิ้มมุมปาก ในอดีตถ้าพี่ครามทักมา เธอคงกรี๊ดลั่นห้องแล้วรีบพิมพ์ตอบยาวเหยียดเป็นหางว่าว

แต่ขอโทษที...

ตอนนี้วิญญาณข้างในคือสาววัยสามสิบสองที่รู้จังหวะการดึงเชือกผู้ชายเป็นอย่างดี นิ้วเรียวกดพิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ ชนิดที่คนรออ่าน ต้องหน้าชา

Milk.: เปล่าค่ะ

Milk.: แค่ขี้เกียจคุยแล้ว

Milk.: จะนอนแล้ว ฝันดีค่ะ

กดส่งปุ๊บ เธอก็คว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงกับเตียงทันที ปล่อยให้หนุ่มฮอตวิศวะที่นอนอยู่คอนโดใกล้มหาวิทยาลัยขมวดคิ้วมุ่น จ้องหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกเสียเซลฟ์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

‘ยัยเด็กดอยนี่มันเป็นอะไรของมันวะเนี่ย!?’

รุ่งเช้า ความเป็นจริงอันโหดร้ายก็มาเยือน เมื่อมิ้ลค์เปิดดูสมุดพกผลการเรียนของตัวเองแล้วแทบจะลมจับ... ศูนย์! ร.! มผ.! แดงเถือกไปทั้งหน้ากระดาษราวกับสมุดบัญชีเลือด!

‘ถ้าเกรดเน่าแบบนี้ โควตาเข้าคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในมหา’ลัยเดียวกับพี่ครามคงหลุดลอยแน่ๆ!’

ตกเย็นวันเสาร์ บริเวณม้าหินอ่อนหน้าบ้าน แก๊งนักศึกษาวิศวะอย่างมาร์ค คราม และฝาแฝด เอ-เอก กำลังนั่งเตะตะกร้อและนั่งคุยกันอย่างออกรส จู่ๆ ยัยเด็กดอยผมติ่งหูก็เดินกระแทกเท้าปึงปังเข้ามา พร้อมกับหอบหนังสือคณิตศาสตร์และฟิสิกส์กองโตมาวางแหมะลงบนโต๊ะ

“อ้าว นึกว่าผีจีนที่ไหนหอบหนังสือมา ยัยมิ้ลค์! ลมอะไรหอบให้คนสมองกลวงอย่างแกจับหนังสือวะ”

มาร์ค พี่ชายแท้ๆ เอ่ยปากแซวทันที มิ้ลค์ตวัดสายตามองพี่ชายด้วยความเหนื่อยหน่าย เธอเลือกที่จะเมินมาร์คอย่างสมบูรณ์แบบ แล้วหันขวับไปหาคนร่างสูงที่นั่งดื่มน้ำอัดลมอยู่ข้างๆ แทน

ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองคราม แววตาเด็ดขาดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นประกายออดอ้อนระดับสิบ ริมฝีกระจับสีสดขยับยิ้มหวานหยดย้อยแบบที่เด็ก ม.5 ไม่น่าจะทำเป็น

“พี่ครามคะ... ตรีโกณมิติมันแก้ยังไงอะ มิ้ลค์พยายามทำแล้วแต่มันไม่เข้าหัวเลย พี่ครามสอนมิ้ลค์หน่อยสิคะ... นะคะ”

ครามชะงัก แก้วน้ำอัดลมในมือค้างเติ่ง เขามองท่าทีออดอ้อนที่ดู ‘แพรวพราว’ ผิดหูผิดตาของน้องสาวเพื่อนด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด มันไม่ใช่การง้องแง้งแบบเด็กๆ แต่เป็นสายตาของคนที่รู้ว่าต้องใช้เสน่ห์ยังไงให้ผู้ชายยอมใจอ่อน

แถมวันนี้ใบหน้ามอมแมมของเธอกลับดูขาวสะอาดสะอ้าน กลิ่นสครับมะขามหอมอ่อนๆ ลอยแตะจมูกจนเขาเผลอใจเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งบีต

“เอ่อ... เอาดิ ข้อไหนล่ะ”

ครามตอบรับอึกอักเหลือบมองหน้าเพื่อนสนิทอย่างมาร์ค ก่อนจะยอมขยับตัวเข้ามาดูโจทย์ให้แต่โดยดี ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของมาร์คที่อ้าปากค้างเพราะน้องสาวตัวแสบเมินตนเองไปอ้อนเพื่อนสนิทหน้าตาเฉย

“อะไรวะ! ให้มันน้อยๆหน่อยนะไอ้มิ้ลค์” มาร์คอดไม่ได้ที่จะปรามผู้เป็นน้องสาวด้วยความหมั่นไส้

เวลาล่วงเลยผ่านไปพร้อมกับความพยายามอย่างหนักในการตามแก้เกรดจนสถานการณ์เริ่มดีขึ้น แต่แล้วในวันหนึ่งช่วงปิดเทอม ม.6 เทอม 1...

‘ทางแยกแห่งชีวิต’ ที่มิ้ลค์คุ้นเคยก็วนกลับมา

บรรยากาศในบ้านเย็นยะเยือก มิ้ลค์นั่งอยู่บนพื้นไม้ตรงหน้าผู้เป็นแม่

“มิ้ลค์... แม่ส่งเรียนสองคนพร้อมกันไม่ไหว เดี๋ยวน้องก็เรียนจบแล้วอีกปีเดียวเอง...”

แม่ถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากภาระค่าใช้จ่าย

“การเรียนมิ้ลค์ก็ไม่ได้ดีเท่าน้อง ออกมาทำงานช่วยแม่ส่งน้องเรียนก่อนดีไหมลูก?”

ประโยคนี้แหละ... ประโยคที่เคยทำให้มิ้ลค์ในอดีตยอมพับเก็บความฝัน แต่ครั้งนี้ ไม่ใช่!

“แม่ไม่ต้องส่งมิ้ลค์ก็ได้...” มิ้ลค์สูดลมหายใจลึก เม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นแม่ด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว

“แม่ส่งมีนไปเถอะ ยังไงน้องก็สอบติดมหา’ลัยระดับประเทศแน่ๆ”

เธอเว้นจังหวะ มือเล็กกำเข้าหากันแน่น...

“แต่ไหนๆ หนูก็ต้องทำงานแล้ว... งั้นหนูขอทำงานส่งตัวเองเรียนนะแม่ หนูจะไม่ยอมทิ้งความฝันของตัวเองเด็ดขาด”

ผู้เป็นแม่เบิกตากว้าง “อย่ามาทำเก่งเลยมิ้ลค์! แค่เรียนอย่างเดียวยังจะไม่รอดเลย นี่คิดจะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย มันจะไปรอดได้ยังไง!”

“งั้นแม่ก็ปล่อยให้หนูลองดูสิ!” มิ้ลค์ตอบกลับฉะฉาน น้ำเสียงไม่มีความลังเล “ไม่ว่าแม่จะว่ายังไง... ยังไงหนูก็จะเรียนให้จบและเข้ามหา'ลัยให้ได้!”

เมื่อลั่นวาจาไปแล้ว มิ้ลค์ก็ต้องพิสูจน์ให้เห็น ในยุคปี 2554 ที่งานพาร์ตไทม์สำหรับเด็กอายุสิบแปดปีหายากแสนเข็ญ มิ้ลค์ยอมรับจ้างทำทุกอย่าง และด้วยข้อได้เปรียบของการอยู่บ้านติดตลาด บวกกับความรู้เทรนด์ฮิตจากอนาคต เธอจึงปิ๊งไอเดียสร้างรายได้เสริมที่ไม่มีใครในยุคนี้รู้จัก

ช่วงเย็นที่แดดร่มลมตก เด็กสาววัยสิบแปดเข็นรถเข็นคันเล็กๆ ออกมาตั้งหน้าบ้าน บนนั้นเต็มไปด้วยผลไม้เสียบไม้ ทั้งสตรอว์เบอร์รี องุ่น และแอปเปิล ที่ถูกเคลือบด้วยน้ำตาลทรายที่เคี่ยวจนเป็นคาราเมลใสเงาวับ

‘ถังหูลู่’... ขนมสตรีทฟู้ดที่จะกลายเป็นไวรัลในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า ถูกนำมาเปิดตัวก่อนกาลเวลา

ตอนแรกชาวบ้านเดินผ่านไปมาได้แต่มองด้วยความงงงวยว่ามันคือลูกชิ้นอะไรเคลือบน้ำใสๆ มิ้ลค์ยืนเช็ดเหงื่อ มือเล็กๆ ของเธอมีรอยแดงจางๆ จากการโดนน้ำตาลร้อนๆ ลวกระหว่างเคี่ยว แต่เธอก็ไม่ปริปากบ่น

“เฮ้ยยย ยัยมิ้ลค์! นี่แกริอ่านเป็นแม่ค้าตั้งแต่เมื่อไหร่วะ แล้วไอ้ผลไม้ชุบน้ำเชื่อมนี่มันกินได้จริงดิ?”

เสียงยียวนของพี่ชายดังขึ้น มาร์คเดินนำแก๊งเพื่อนวิศวะเข้ามาหยุดหน้าแผง เอกับเอกชะโงกหน้ามองด้วยความสงสัย แต่มิ้ลค์ไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกาพวกนั้น สายตาของเธอพุ่งตรงไปที่คราม ซึ่งกำลังมองรอยแดงที่ปลายนิ้วของเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก

แทนที่จะแซวเหมือนมาร์ค ครามกลับเดินแหวกวงเพื่อนเข้ามาหยุดอยู่หน้าสุด มือหนาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบแบงก์ร้อยออกมาวางบนโต๊ะ

“ไม้ละเท่าไหร่ เอามาไม้ดิ๊”

มิ้ลค์ยิ้มกว้างทันที จัดการหยิบถังหูลู่สตรอว์เบอร์รีไม้ที่สวยที่สุดส่งให้ลูกค้าคนแรกของร้าน ครามรับไปถือไว้ พลิกซ้ายพลิกขวามองน้ำตาลเคลือบเงาวับ ก่อนจะเลิกคิ้วถามติดตลก

“อร่อยเปล่าวะเนี่ย แข็งโป๊กขนาดนี้... กินแล้วฟันพี่จะหักปะเนี่ยเด็กดอย?”

มิ้ลค์เท้าคางกับแผงลอย ช้อนตามองร่างสูงด้วยประกายตาพราวระยับ ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์แบบที่ทำเอาคนมองถึงกับชะงัก

“อร่อยแน่นอนค่ะ หวานบาดใจ... แต่ถ้าพี่ครามกินแล้วฟันหักขึ้นมาจริงๆ เดี๋ยวหนูรับผิดชอบป้อนข้าวพี่ไปตลอดชีวิตเลย... เอามั้ยคะ?”

คำหยอดตรงๆ ไม่อ้อมค้อมระดับสาววัยสามสิบสอง ทำเอาชายหนุ่มที่ถือไม้ถังหูลู่ถึงกับนิ่งอึ้ง ใบหน้าหล่อเหลาร้อนวูบขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ แก๊งเพื่อนแฝดอย่างเอและเอกอ้าปากค้าง เตรียมจะส่งเสียงโห่ฮิ้วแซวให้ลั่นตลาด

แต่ยังไม่ทันที่เสียงแซวจะหลุดรอดจากลำคอ...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป