บทที่ 3 เตือน

“เล่นบ้าอะไรไม่เข้าเรื่อง ยัยมิ้ลค์!”

เสียงตวาดกร้าวของมาร์คดังแทรกขึ้นมา แววตาขี้เล่นของคนเป็นพี่ชายเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นดุดันและเอาเรื่องจนบรรยากาศหน้าร้านตึงเครียดขึ้นมาฉับพลัน สัญชาตญาณความหวงน้องสาวพุ่งปรี๊ดจนลืมตัว

“เป็นเด็กเป็นเล็ก หัดพูดจาแก่แดดแก่ลม! สนิทกับมันแค่ไหนไปหยอดมันแบบนั้นน่ะฮะ!”

มิ้ลค์ขมวดคิ้วมุ่น ไม่ได้รู้สึกกลัว แต่รู้สึกขัดใจเสียมากกว่า

'แหม... ทีตัวเองเต๊าะหญิงไปทั่วไม่เห็นเป็นไร ทีกับน้องสาวล่ะมาทำหวง!'

เธออ้าปากเตรียมจะเถียงกลับด้วยวุฒิภาวะที่เหนือกว่า แต่เอและเอกที่เห็นท่าไม่ดีรีบพุ่งเข้ามาแทรกกลางเสียก่อน

“เฮ้ยๆ ไอ้มาร์ค ใจเย็นดิวะ น้องมันก็แค่ล้อเล่นขำๆ มึงจะตึงทำหอกอะไรเนี่ย” เอรีบคว้าคอเพื่อนสนิทเอาไว้แน่น

“เออ ไปๆ ปิดเทอมมหา’ลัยทั้งที ไปหาซื้อเบียร์เย็นๆ ที่เซเว่นมากินให้ชื่นใจที่บ้านดีกว่า ปล่อยน้องมันขายของไปเถอะไป!”

เอกเสริมทัพอย่างรู้สมรู้ร่วมคิด ก่อนที่สองแฝดจะช่วยกันลากคอและดันหลังมาร์คที่ยังทำหน้ายักษ์ฟึดฟัดออกไปจากหน้าร้านถังหูลู่ ทิ้งให้มิ้ลค์ยืนกลอกตาบนอยู่คนเดียวอย่างเซ็งๆ

ระหว่างทางเดินไปร้านสะดวกซื้อ บรรยากาศรอบตัวมาร์คยังคงตึงเครียด เขาหันขวับไปหาครามที่เดินล้วงกระเป๋ากางเกง มืออีกข้างกำลังถือถังหูลู่เดินตามมาเงียบๆ

“ไอ้คราม...” มาร์คเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาไม่มีแววล้อเล่นเหมือนตอนอยู่มหา'ลัย “มึงอย่าไปถือสากับคำพูดของยัยมิ้ลค์มันเลยนะ น้องมันเพิ่งจะอายุสิบแปดเอง”

ครามที่กำลังจะอ้าปากกัดผลไม้เคลือบน้ำตาลชะงักไปนิดหนึ่ง เขาเลิกคิ้วเข้มสวยรอฟังเพื่อนพูดต่อ

“และกูบอกมึงไว้ก่อนเลยนะ...” มาร์คชี้หน้าเพื่อนสนิทอย่างคาดโทษ “ไม่ว่าตอนนี้น้องกูมันจะเด็ก หรือต่อให้วันข้างหน้ามันจะโตเป็นสาวเต็มตัว มึงก็ห้ามยุ่งกับน้องกูเด็ดขาด!”

กร๊วบ!

ครามกัดถังหูลู่สตรอว์เบอร์รีเข้าปาก เปลือกน้ำตาลกรอบแตกกระจายในโพรงปาก รสชาติหวานจัดตัดกับความเปรี้ยวของผลไม้แผ่ซ่านไปทั่วลิ้น ชายหนุ่มเคี้ยวตุ้ยๆ พลางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำประกาศกร้าวของเพื่อนสนิท ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในรอบปี

“น้องมึงก็โตแล้วเปล่าวะ แล้วมึงประสาทปะเนี่ยไอ้มาร์ค?” ครามเลิกคิ้วถาม ท่าทางกวนอวัยวะเบื้องล่างตามสไตล์

“มึงดูหน้ากูด้วย ท่าทางกูเหมือนคนจะไปชอบเด็กดอยกะโปโลแบบน้องมึงหรือไง?” ชายหนุ่มชี้เข้าหาตัวเองด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

“ระดับเสืออย่างกู สเปกมันต้องหุ่นเอ็กซ์ๆ เอวเอส นมเป็นนม เหมือนนางแบบในนิตยสารปลุกใจเสือป่าเว้ย ไม่ใช่เด็กผมติ่งหูหน้าบานๆ แบบนั้น มึงเลิกมโนแล้วเก็บความหวงของมึงพับใส่กระเป๋าไปได้เลย”

มาร์คได้ยินอย่างนั้นก็ส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ แม้จะโล่งใจไปเปราะหนึ่ง แต่ความไว้ใจที่มีให้เพื่อนสนิทเรื่องผู้หญิงนั้นติดลบ

“เออ ให้มันจริงอย่างที่ปากมึงพูดเถอะไอ้เสือ!” มาร์คกระแทกเสียงใส่ “ปล่อยน้องกูไว้สักคนเถอะวะ คนอย่างมึงแม่งเพลย์บอยฉิบหาย ขืนมึงมาทำรุ่มร่ามกับน้องกูนะ กูตัดเพื่อนกับมึงแน่!”

ครามยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ กัดถังหูลู่คำต่อไปเคี้ยวกร้วมๆ ราวกับคำขู่ของเพื่อนเป็นแค่ลมปากผ่านหู

เขาไม่คิดจะสนใจเด็กกะโปโลนั่นอยู่แล้ว...

แต่วิญญาณเพลย์บอยตัวพ่อจะรู้ไหมนะ ว่าไอ้ขนมหวานๆ บาดปากที่เขากำลังเคี้ยวเพลินๆ อยู่ตอนนี้... อีกหน่อยมันจะกลายเป็นสิ่งที่เขาขาดไม่ได้ และยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้ลิ้มลองมัน!

สี่หนุ่มเดินหิ้วเบียร์กระป๋องแพ็กใหญ่สี่ห้าแพ็กกลับมาจากร้านสะดวกซื้อ ขากลับพวกเขาต้องเดินผ่านหน้าแผงถังหูลู่ของมิ้ลค์อีกครั้ง และภาพตรงหน้าก็ทำเอาครามต้องลอบมองอย่างประหลาดใจ

ยัยเด็กดอยที่เพื่อนเขาเพิ่งปรามาสว่าเอาตัวไม่รอด กำลังงัดกลยุทธ์การตลาดแบบให้ชิมฟรีมาใช้เรียกลูกค้า ซึ่งใครจะไปรู้ว่าไอ้ผลไม้เคลือบน้ำตาลนี่จะถูกอกถูกใจพวกเด็กๆ ในตลาดเสียจนยอมควักเงินซื้อ ทั้งที่ราคาต่อไม้มันแทบจะซื้อก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยได้ชามหนึ่งเลยด้วยซ้ำ!

ครามเผลอทอดสายตามองใบหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังยิ้มแย้มแจ่มใส รอยยิ้มการค้าบวกกับความฉลาดเฉลียวในการเอาตัวรอด ทำให้มุมปากของหนุ่มวิศวะจอมเจ้าชู้เผลอกระตุกยิ้มตามออกมาบางๆ อย่างไม่รู้ตัว

แต่แล้ว... จังหวะนั้นเองที่มิ้ลค์เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาพอดิบพอดี

แทนที่เด็กสาวจะหลบตาด้วยความเขินอายเหมือนเมื่อก่อน เธอกลับส่งยิ้มหวานเชื่อมมาให้... ก่อนจะตั้งใจขยิบตาส่งวิงก์แพรวพราวให้เขาหนึ่งที

กึก!

ครามถึงกับชะงักฝีเท้า ใบหน้าหล่อเหลาเหวอจัดจนทำตัวไม่ถูก ร่างสูงมีอาการเลิ่กลั่ก รีบหันขวับไปลอบมองปฏิกิริยาของมาร์คอย่างระแวดระวัง ราวกับวัวสันหลังหวะที่เพิ่งไปขโมยของรักของหวงใครมา

“ยัยเด็กดอยนี่... ไปฝึกความร้ายมาจากไหนวะ” เขาเผลอบ่นพึมพำออกมาเสียงแผ่ว

“ฮะ? มึงพูดอะไรของมึงวะไอ้คราม” มาร์คที่เดินหิ้วถุงเบียร์อยู่ด้านหน้าขมวดคิ้วหันมาถาม

“นั่นดิ บ่นอะไรของมึง” เอเอ่ยถามย้ำอีกคน

ทว่า ‘เอก’ แฝดผู้น้องที่เดินรั้งท้ายและตาไวเห็นเหตุการณ์ปะทะสายตาเมื่อครู่เข้าอย่างจัง กลับฉีกยิ้มแป้นอย่างคนรู้ทัน เอกเดินเข้ามาตบลงบนบ่ากว้างของครามดังปุบๆ แล้วชะโงกหน้ากระซิบข้างหูให้ได้ยินกันแค่สองคน

“อย่าเผลอใจไปชอบความใสซื่อของเด็กมันเข้าล่ะเว้ย... คุกนะไอ้คราม”

“คุกพ่อง!”

ครามสวนขวับเข้าให้ทันควันพลางสะบัดไหล่หนีเพื่อน ส่ายหน้าพรืดอย่างคนร้อนตัว

“ถ้ากูจะเอาจริง รออีกแค่ไม่กี่ปีก็โตแล้วปะวะ! แต่กู-ไม่-ได้-คิด-จะ-ยุ่ง-ไง!”

เอกหัวเราะหึๆ ในลำคอไม่ได้ต้อนอะไรต่อ ปล่อยให้เพื่อนรักเดินหน้านิ่วคิ้วขมวดนำหน้าไป

ปากก็ว่าไปอย่างนั้น แต่ลึกๆ ในใจของครามกลับรู้สึกแกว่งและแอบหวั่นอยู่ไม่น้อย เขาไม่ได้รู้สึกตกหลุมรัก หรือพิศวาสอะไรในตัวน้องสาวเพื่อน... แต่มันคือความ ‘สนใจ’ และ ‘ประหลาดใจ’ กับการเปลี่ยนแปลงกะทันหันของยัยเด็กกะโปโลคนนี้เสียมากกว่า

สัญชาตญาณบางอย่างในตัวเขามันร้องเตือนว่า... ยัยเด็กดอยคนนี้ เริ่มมีอะไรให้น่าค้นหาซะแล้วสิ!

ค่ำคืนนั้น บริเวณแคร่ไม้หน้าบ้านสองชั้นถูกเนรมิตให้กลายเป็นลานสังสรรค์ขนาดย่อมของสี่หนุ่มนักศึกษาวิศวะปีสองที่กำลังเตรียมตัวขึ้นปีสาม

กระป๋องและขวดเบียร์เปล่าที่ซื้อมาเพิ่มล็อตหลังเริ่มวางเรียงราย เสียงดีดกีตาร์คลอกับเสียงพูดคุยเฮฮาดังประสานไปกับเสียงตะหลิวเคาะกระทะจากในครัว โดยมี ‘แม่วรรณดี’ แม่ทัพใหญ่ของบ้านคอยรับหน้าที่ทอดหมูแดดเดียวและทำกับแกล้มมาเสิร์ฟแก๊งเพื่อนลูกชายไม่ให้ขาดตอน

มิ้ลค์ที่เพิ่งจัดการเก็บกวาดล้างอุปกรณ์ทำถังหูลู่เสร็จเรียบร้อย เดินเช็ดมือเดินผ่านวงเหล้าเพื่อเตรียมตัวเข้าบ้าน ครามที่นั่งกระดกเบียร์อยู่ทำเพียงแค่ปรายตาเหลียวมองเงียบๆ ก่อนจะหันกลับไปหัวเราะร่วนกับมุกตลกของเพื่อน ปล่อยให้เด็กสาวเดินหายขึ้นบันไดชั้นสองไป

เวลาล่วงเลยจนดึกดื่น ฤทธิ์แอลกอฮอล์เริ่มทำให้หนุ่มๆ คุยกันเสียงดังขึ้น ในขณะที่แม่วรรณดีซึ่งวุ่นวายกับการเก็บครัวเสร็จก็เงยหน้าขึ้นตะโกนลั่นบ้าน ทะลุวงเหล้าขึ้นไปถึงชั้นสอง

“ไอ้มิ้ลค์! ไอ้มีน! ดึกดื่นป่านนี้ทำไมไม่อาบน้ำอาบท่ากันอีกฮะ!!”

สิ้นเสียงประกาศิต เสียงของยัยน้องสาวตัวแสบก็ตะโกนฟ้องสวนลงมาทันควัน

“หนูอาบตั้งนานแล้วแม่! ไอ้มิ้ลค์อะดิยังไม่อาบ เอาแต่นั่งจ้องหน้าจอคอมอยู่เนี่ย!”

เมื่อรู้ว่าลูกสาวคนโตยังหมกตัวอยู่ แม่วรรณดีก็ติดเครื่องด่าทันที “ไอ้มิ้ลค์!! ไม่คิดจะอาบน้ำก่อนหรือไง! เป็นสาวเป็นนางหมกตัวเหม็นเปรี้ยวอยู่ได้ ลงมาอาบเดี๋ยวนี้!”

เสียงด่าทอที่คุ้นเคยทำเอามิ้ลค์ที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์หลุดหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ

'แม่ก็ยังเป็นแม่คนเดิมจริงๆ'

ด้วยความที่วิญญาณข้างในคือสาวใหญ่วัยสามสิบสองที่โหยหาบรรยากาศเก่าๆ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะตะโกนกวนประสาทผู้เป็นแม่กลับไปเพื่ออรรถรส

“โอ๊ยแม่! จะตะโกนทำไมเนี่ย! เดี๋ยวหนูก็เดินไปกระโดดคลองข้างบ้านแล้วขึ้นมานอนซะหรอก!”

“ไอ้มิ้ลค์!! เดี๋ยวมึงจะโดนไม้แขวนเสื้อกู!!”

เสียงต่อล้อต่อเถียงของสองแม่ลูกที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาแต่ไหนแต่ไร ทำเอาวงเหล้าหน้าบ้านถึงกับชะงัก ก่อนที่แก๊งวิศวะจะพากันระเบิดเสียงหัวเราะร่วนออกมา

“น้องมึงนี่แม่งโคตรดื้อ โคตรแสบเลยว่ะ” เอ อดไม่ได้ที่จะหันไปยิ้มขำแซวเพื่อนสนิท มาร์คหน้ามุ่ย รีบชะโงกหน้าเข้าไปในบ้านแล้วตะโกนปรามน้องสาว

“ไอ้มิ้ลค์!! เลิกเถียงแม่ดิ๊! เดี๋ยวแม่ของขึ้นแล้ววงกูแตกอีก ทำตัวดีๆ หน่อยโว้ย!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป