บทที่ 5 ยัยเด็กดอยคนนั้น...
สถานะของมิ้ลค์เปลี่ยนจาก ‘เด็ก ม.ปลาย’ กลายเป็น ‘เฟรชชี่ปีหนึ่ง’ อย่างเต็มตัว
การเตรียมตัวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เธอต้องย้ายข้าวของไปอยู่หอพักหลังมหา'ลัย จัดการเรื่องชุดนักศึกษา และตารางเรียน ทำให้มิ้ลค์แทบไม่ได้เจอกับครามอีกเลยนับตั้งแต่วันที่สอบติด เพราะพวกพี่ปีสามอย่างเขาเองก็วุ่นวายอยู่กับการเตรียมกิจกรรมของคณะวิศวกรรมศาสตร์เช่นกัน
จนกระทั่ง... ‘วันรับน้องรวม’ ของมหาวิทยาลัยบูรพาทิศเดินทางมาถึง…
ท่ามกลางเสียงกลองสันทนาการและผู้คนนับพันในลานกิจกรรมกว้าง สายตาของรุ่นพี่หลายคณะต่างพร้อมใจกันหยุดชะงักและพุ่งเป้าไปที่จุดเดียวกัน เมื่อร่างของ ‘เฟรชชี่สาว’ คนหนึ่งก้าวเข้ามาในบริเวณงาน
มิ้ลค์ในวันนี้ ไม่ใช่ ‘เด็กดอยหน้าบาน’ คนเดิมอีกต่อไป…
ด้วยความมุ่งมั่นตั้งแต่ช่วง ม.6 เทอมสอง เธอประโคมทั้งแชมพูเร่งผมยาวสูตรเด็ด หมั่นนวดศีรษะกระตุ้นรากผมทุกคืนจนผมที่เคยสั้นเต่อเสมอติ่งหู ยาวสยายลงมาถึงกลางหลังอย่างน่าทึ่ง
ในยุคปี 2554 ที่วัยรุ่นค่อนประเทศฮิตตัดผมหน้าม้าปัดเป๋แทรกข้างจนปิดตาไปข้างหนึ่ง แต่มิ้ลค์กลับเลือกที่จะแหวกเทรนด์ด้วยการแสกกลาง โชว์ใบหน้าเรียวสวยที่เกิดจากการใช้ศาสตร์ ‘นวดหน้ายกกระชับ’ ดึงกรอบหน้าด้วยมือเปล่าตามเทคนิคเป๊ะๆ ในโลกอนาคต จนแก้มยุ้ยๆ หายไป เหลือเพียงใบหน้าวีเชพจิ้มลิ้มน่ารัก ปลายผมยาวถูกม้วนลอนเบาๆ ดูเป็นธรรมชาติและมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างประหลาด
ผิวพรรณที่ขาวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถูกขัดสีฉวีวรรณด้วยสครับสูตรสารพัดอย่างจนขาวออร่าสว่างวาบท้าแดด
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุด... จนทำเอาหนุ่มๆ รุ่นพี่รุ่นน้องถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลาย คือชุดนักศึกษาที่เธอสวมใส่!
แทนที่จะเป็นกระโปรงพลีทคลุมเข่าเรียบร้อยเหมือนเฟรชชี่คนอื่นๆ มิ้ลค์กลับเลือกสวมกระโปรงทรงเอสั้นอวดเรียวขาขาวเนียน ส่วนเสื้อนักศึกษานั้นแม้จะดูพอดีตัว แต่ด้วย ‘หน้าอกหน้าใจ’ ที่แม่ให้มาแบบล้นหลามเกินมาตรฐานหญิงไทย มันจึงดันเนื้อผ้าจนตึงเปรี๊ยะ กระดุมช่วงอกปริรั้งจนแทบจะดีดอัดหน้ารุ่นพี่ที่เดินสวนไปมา
ความสวยสง่าและความอวบอึ๋มที่ซ่อนรูปหุ่นนาฬิกาทรายมาตลอด ถูกงัดออกมาโชว์จนหมดแม็ก
และแน่นอน... การปรากฏตัวที่โดดเด่นสะดุดตาขนาดนี้ ย่อมไม่พ้นสายตาของแก๊งวิศวะปีสามที่ยืนคุมเชิงอยู่หลังสแตนเชียร์
“เชี่ย... น้องคนนั้นคณะอะไรวะ โคตรแจ่ม!” เอสะกิดแขนเพื่อนยิกๆ ชี้ชวนให้ดูดาวเด่นกลางลาน
ครามในชุดช็อปสีกรมท่า ตรงปกมีเลข 53 บอกรุ่นเอาไว้ เขากำลังยืนกอดอกหน้าตึงตามสไตล์รุ่นพี่วิศวะ ปรายตามองตามนิ้วเพื่อนด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ แต่ทันทีที่สายตาคมกริบปะทะเข้ากับร่างบางที่กำลังเดินนวดผมลอนสยาย... ร่างกายของเขาก็คล้ายถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ
ดวงตาของครามเบิกกว้างขึ้นทีละนิด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยวางมาดนิ่งขรึมถึงกับเหวอจัด
‘ยัยเด็กดอย...?’
ชายหนุ่มแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เด็กสาวผมติ่งหูมอมแมมในวันงานบวช... กลายเป็นสาวสวยสะพรั่งที่เปล่งประกายจนเขาละสายตาไม่ได้ และด้วยสัญชาตญาณของเสือหนุ่ม สายตาเจ้ากรรมของเขาก็เผลอเลื่อนต่ำลงมา... หยุดชะงักอยู่ที่ ‘กระดุมหน้าอก’ เม็ดนั้นที่รั้งจนแทบจะปริแตกออกมาอยู่รอมร่อ
อึก...
ครามลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ลำคอแห้งผากขึ้นมาอย่างกะทันหัน หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติ จู่ๆ ก็กระหน่ำรัวเร็วแข่งกับเสียงกลองสันทนาการ เขารู้ว่าเธอซ่อนรูปจากวันนั้นที่เห็นในชุดผ้าขนหนู... แต่วันนี้พอมาอยู่ในชุดนักศึกษาที่รัดรึง เสน่ห์ของมันกลับทำลายล้างจนเขาสมองขาวโพลนไปหมด
“ไอ้... ไอ้มิ้ลค์!?”
เสียงตะโกนแหกปากของมาร์คดังลั่นทำลายภวังค์ของครามจนกระเจิง พี่ชายตัวดีเบิกตาถลน รีบวิ่งพรวดพราดเข้าไปหาน้องสาวพร้อมกับถอดเสื้อช็อปวิศวะสีกรมท่าของตัวเองออก แล้วฟาดคลุมลงบนไหล่บางของมิ้ลค์อย่างแรงจนเด็กสาวเซ
“โอ๊ย! อะไรของพี่เนี่ยพี่มาร์ค!” มิ้ลค์โวยวาย มือจับเสื้อช็อปที่คลุมไหล่ตัวเองไว้
“มึงนั่นแหละเป็นอะไร!! ใส่กระโปรงสั้นขนาดนี้มาได้ไงฮะ! แล้วดูเสื้อดิ... กระดุมมันจะแตกใส่หน้ากูอยู่แล้ว!” มาร์คชี้หน้าด่าน้องสาวด้วยความหวงขั้นสุด
“กลัวคนอื่นไม่รู้หรือไงว่ามึงมีนมฮะไอ้น้องเวร รูดซิปเสื้อช็อปกูปิดเดี๋ยวนี้เลยนะ!!”
มิ้ลค์กลอกตาบนอย่างเบื่อหน่าย ทำหูทวนลมกับเสียงบ่นของพี่ชาย เธอกระชับเสื้อช็อปของพี่ไว้หลวมๆ ก่อนจะจงใจช้อนตากลมโตขึ้นมองข้ามไหล่มาร์ค... พุ่งตรงไปยังชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ไม่ไกล
ดวงตาของมิ้ลค์ปะทะเข้ากับสายตาของครามพอดิบพอดี เด็กสาวส่งยิ้มหวานหยดย้อยที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ พลางขยับริมฝีปากพูดแบบไม่มีเสียงส่งไปให้คนที่กำลังมองเธอตาไม่กะพริบ
‘สวย... ใช่... ไหม... คะ... พี่... คราม?’
ปัง!
เหมือนมีคนเอาปืนมายิงแสกหน้า ครามสะดุ้งเฮือก รีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยกร้านแดดแดงเถือกไปจนถึงใบหู เขายกมือขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองแรงๆ เพื่อระบายความร้อนรุ่มในอก
‘ยัยเด็กบ้า... หายหน้าหายตาไปตั้งนาน กลับมาอีกทีคิดจะฆ่ากันให้หัวใจวายตายเลยหรือไงวะ!’
การรับน้องดำเนินไปอย่างครึกครื้นและแน่นอนว่าคนอย่างมิ้ลค์ เด็กดอยกะโปโลในสายตาของกลุ่มเพื่อนพี่ชายตอนนี้กลับเป็นที่สนใจของหนุ่มๆหลายๆคณะ
.
12: 12 น. ณ โรงอาหารกลางของมหาวิทยาลัย...
มิ้ลค์ในชุดนักศึกษาพอดีตัวกำลังนั่งหัวเราะคิกคักอยู่กับเพื่อนใหม่และ ‘พี่ที’ พี่รหัสปีสองรูปหล่อหน้าใสสไตล์หนุ่มดอกไม้ประจำคณะมนุษย์ฯ พี่ทีกำลังใจดีแกะขนมและเลื่อนแก้วน้ำแข็งมาให้พร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
ภาพความสนิทสนมนั้นตกอยู่ในสายตาของแก๊งวิศวะปีสามที่เพิ่งเดินเข้ามาในโรงอาหารพอดิบพอดี ครามชะงักฝีเท้า คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม ความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านตีตื้นขึ้นมาในอกจนเผลอกำมือแน่น...
‘ทีกับฉันทำเป็นเล่นตัวหายเงียบ ทีกับไอ้หน้าอ่อนนี่ทำเป็นระริกระรี้! เธอเป็นแบบนี้กับทุกคนเลยรึไงวะ!’
ยังไม่ทันที่มาร์คจะอ้าปากเรียกน้องสาว ร่างสูงของครามก็พุ่งพรวดตัดหน้าพี่ชายแท้ๆ ตรงดิ่งเข้าไปที่โต๊ะของมิ้ลค์เสียก่อนอย่างลืมตัว
ปึก!
ครามวางกระเป๋าเป้ลงบนโต๊ะของมิ้ลค์และพี่รหัสเสียงดังลั่นจนทั้งคู่สะดุ้ง ชายหนุ่มปรายตามองพี่ทีตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาหาเรื่อง ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเล็กของมิ้ลค์ให้ลุกขึ้นยืน
“ไปกินข้าวกับพวกพี่โต๊ะนู้น” ครามออกคำสั่งเสียงดุ
