บทที่ 8 คลุมเครือ
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ตรงหน้ากำลังจะบานปลาย แนนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ก็รีบแทรกตัวเข้ามาขวางระหว่างมาร์คกับครามทันที หญิงสาวกางปีกปกป้องเพื่อนชายคนสนิทอย่างออกนอกหน้
“ใจเย็นก่อนดิมาร์ค... ครามมันก็แค่เห็นว่าน้องมิ้ลค์เป็นน้องมึงไง มันไม่คิดอะไรแบบนั้นหรอก มึงก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าครามมัน...”
“ไม่ต้องพูด... แนน”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขัดขึ้นมาทันที ครามตวัดสายตามองใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังจะพูดแทนเขาด้วยแววตาที่เรียบเฉยเย็นชาอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด
แนนถึงกับชะงักกึก ริมฝีปากที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยเหตุผลร้อยแปดเม้มเข้าหากันแน่น เพราะนี่เป็นครั้งแรก... ที่ครามใช้น้ำเสียงดุดันและมองเธอด้วยสายตาห่างเหินแบบนี้
ใช่แล้ว... คนในกลุ่มต่างรู้ดีว่าครามแอบชอบแนนมาตั้งแต่ตอนอยู่ปีหนึ่ง และแนนเองก็ดูเหมือนจะรู้ตัว แต่เธอกลับขีดเส้นกั้นเอาไว้และเน้นย้ำคำว่าเพื่อนมาตลอด
ทว่าในขณะเดียวกัน แนนก็มักจะทำตัวกับครามพิเศษกว่าใครในกลุ่ม มันจึงกลายเป็นความสัมพันธ์ที่คลุมเครือและยื้อยุดกันมาจนถึงตอนนี้ แม้ครามจะยังคงใช้ชีวิตเพลย์บอย ควงผู้หญิงคนอื่นไปทั่ว แนนก็ไม่เคยมีทีท่าหึงหวงให้เห็น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่แนนมีปัญหา หรือแค่โทรหาด้วยเรื่องจุกจิก... ครามก็พร้อมจะทิ้งผู้หญิงพวกนั้นกลางคัน แล้วบึ่งไปหาแนนทันที
เขาเคยมองว่าการได้อยู่เคียงข้างและปกป้องแนนคือความสุข...
แต่ตอนนี้ ครามกลับรู้สึกว่าบางอย่างในตัวเขามันเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อแนนพยายามจะพูดประโยคเดิมๆ เพื่อตอกย้ำสถานะ หรือพยายามจะชี้แนะว่าเขาควรคิดยังไง ครามกลับไม่ได้รู้สึกยอมโอนอ่อนตามเหมือนเมื่อก่อน ซ้ำยังรู้สึกต่อต้านอยู่ลึกๆ
ชายหนุ่มถอนหายใจหนักหน่วง หันกลับมาเผชิญหน้ากับมาร์คที่ยังคงจ้องเขาเขม็ง ครามไม่ได้ปฏิเสธคำกล่าวหาของเพื่อน และไม่ได้ยอมรับในสิ่งที่แนนพยายามจะยัดเยียดให้
เขาอาจจะยังรักเพื่อนอย่างมาร์คเกินกว่าจะกล้ากลืนน้ำลายตัวเอง และอาจจะยังสับสนเกินกว่าจะยอมรับว่าตัวเองหวั่นไหวกับ ‘ยัยเด็กดอย’ ที่เพิ่งเปลี่ยนลุคมาหมาดๆ
แต่สิ่งหนึ่งที่ครามรู้ตัวอย่างแน่ชัดในวินาทีนี้คือ... ยัยเด็กหน้าบาน น้องสาวของเพื่อนที่เข้ามาป้วนเปี้ยนและปั่นป่วนชีวิตเขา กำลังทำให้พื้นที่ในหัวใจที่เคยมีแต่ความคลุมเครือของแนน... ค่อยๆ ถูกสั่นคลอนจนไม่เหลือชิ้นดี
“มาร์ค... กู...”
ครามสบตาเพื่อนสนิท น้ำเสียงของเขาอ่อนลงแต่เต็มไปด้วยความจริงจัง
“กูยอมรับว่ากูตกใจที่น้องมึงทำแบบนั้น แต่กู... ยังไม่ได้คิดอะไรเกินเลย กูยังจำคำพูดที่ให้ไว้กับมึงได้”
ชายหนุ่มเว้นจังหวะ พลางปรายตามองแนนที่ยืนหน้าเสียอยู่ข้างๆ เล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยประโยคต่อมาที่ทำเอาทั้งกลุ่มถึงกับอึ้ง
“และกูก็มีความคิดเป็นของตัวเอง... ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาตอบแทน ว่ากูรู้สึกยังไง”
พูดจบ ร่างสูงก็หมุนตัวเดินดุ่มๆ ออกไปจากวงล้อมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดขั้นสุด ทิ้งให้กลุ่มเพื่อนยืนมองตามหลังด้วยความอึดอัด เอและเอกต้องรีบเข้ามาตบไหล่ตบบ่า ลูบหลังลูบไหล่เพื่อให้มาร์คที่กำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงใจเย็นลง
“คราม! เดี๋ยวสิ รอด้วย!”
แนนร้องเรียกเสียงหลง รีบวิ่งเหยาะๆ ตามแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มไปติดๆ
ระหว่างทางที่เดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินของมหาวิทยาลัย บรรยากาศรอบตัวครามยังคงมาคุ แนนลอบมองเสี้ยวหน้าหล่อคมที่กำลังตึงเครียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจงัดไม้ตาย สวมบทบาทเพื่อนสาวแสนดีที่คอยให้คำปรึกษาขึ้นมาใช้
“คราม...” แนนเอ่ยเรียกเสียงอ่อน “ถามจริงๆ เถอะ ครามชอบน้องไอ้มาร์คจริงๆ เหรอ? หรือว่าแค่เริ่มหวั่นไหวเพราะน้องมันเข้ามาทำตัวใกล้ชิด”
ครามขบกรามกรอดจนนูนเป็นสัน เขายังคงปิดปากเงียบ ไม่แม้แต่จะหันไปมองหน้าคนถาม สายตาคมกริบแข็งกร้าวขึ้นขณะมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ยอมตอบ แนนจึงเอื้อมมือไปตบบ่าเขาเบาๆ สองสามทีอย่างที่เคยกะลิ้มกะเหลี่ยทำเป็นประจำ
“ไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรนะ กูเข้าใจ...” หญิงสาวทอดถอนใจ ทำเสียงอ่อนอกอ่อนใจ
“แต่กูว่าถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ มันไม่ดีแน่เลยว่ะ มึงก็รู้ว่าไอ้มาร์คมันหวงน้องสาวหยั่งกะงูจงอางหวงไข่ คนอย่างมึง... คงไม่ยอมทำลายความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อน เพียงเพื่อจะเลือกผู้หญิงหรอก... ใช่ไหม?”
คำพูดที่ดูเหมือนจะหวังดี แต่แฝงไปด้วยการกดดันและบีบบังคับทางอ้อม ทำเอาครามหยุดฝีเท้าลงกึก ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ก็... ไม่แน่”
คำตอบสั้นๆ แต่แทงทะลุใจคนฟัง ทำเอาแนนถึงกับเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ความรู้สึกเหมือนของตายในมือที่เคยควบคุมได้กำลังจะหลุดลอยไป ทำให้สัญชาตญาณความเห็นแก่ตัวของเธอทำงานทันที
ในเมื่อเขาทำท่าจะเอนเอียงไปหาเด็กนั่น เธอจงต้องดึงเขากลับมาด้วยโซ่ตรวนที่เขายอมสวมมันมาตลอด
“งั้น...” แนนช้อนสายตาขึ้นมองคราม แววตาแสนดีเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นเว้าวอนและตัดพ้อ “ทำไมครามไม่ขอแนนคบ... หรือสารภาพรักกับแนนสักทีล่ะ เอาแบบจริงจังนะ ไม่ใช่พูดทีเล่นทีจริงเหมือนที่ผ่านมา”
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนหมัดฮุกที่อัดเข้ากลางแสกหน้า...
ครามถึงกับเบิกตากว้าง หันขวับกลับมามองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความตกตะลึง แววตาแข็งกร้าวเมื่อครู่อ่อนยวบลงแทบจะในทันที ความสับสนมึนงงพุ่งชนเข้าอย่างจังจนเขาตั้งรับไม่ทัน
จังหวะเวลาของแนนช่างแม่นยำและฉลาดล้ำลึก ท่ามกลางสถานการณ์ที่หนักหน่วง ความขัดแย้งกับมาร์ค และความรู้สึกแปลกใหม่ที่รับมือยากของยัยเด็กดอย... การถูกผู้หญิงที่ตัวเองแอบรักมานานหลายปี ‘เปิดทาง’ ให้ในเวลานี้ ย่อมทำให้จิตใจที่กำลังว้าวุ่นโอนอ่อนไปหา ‘เซฟโซน’ ที่คุ้นเคยได้อย่างง่ายดาย
มนุษย์เราย่อมเลือกสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัยและสบายใจมากกว่าการต้องไปนั่งปวดหัวกับปัญหาที่ยังมองไม่เห็นทางออก
เมื่อเห็นสายตาที่อ่อนลงและสับสนของคราม แนนก็รู้ทันทีว่าเธอกำลังจะเป็นฝ่ายชนะ หญิงสาวคลี่ยิ้มหวานละมุนออกมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังยิ่งถลำลึก
“ครามยังไม่ต้องรีบตอบแนนตอนนี้ก็ได้นะ...” แนนขยับเข้าไปใกล้ ก่อนจะสอดแขนเข้าคล้องแขนหนาของชายหนุ่มเอาไว้อย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ “เพราะยังไง... เราสองคนก็รู้ความรู้สึกของกันและกันดีอยู่แล้วนี่เนอะ”
ครามไม่ได้เอ่ยตอบรับ แต่ขณะเดียวกัน... เขาก็ไม่ได้สะบัดแขนของแนนทิ้ง ชายหนุ่มปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุม และยอมให้ผู้หญิงข้างกายควงแขนเขาเดินกลับไปที่ตึกคณะวิศวะแต่โดยดี
ลึกๆ ในใจของเขาเต็มไปด้วยความสับสนที่ตีกันยุ่งเหยิง... แต่ในเวลานี้ การเลือกเดินตามเส้นทางเดิมที่คุ้นเคย คงเป็นทางออกที่ง่ายที่สุดแล้ว...
