บทที่ 2 INTRO 2

7.45 น.

ตอนนี้ฉันมาถึงมหาลัยแล้ว ใกล้ได้เวลาเริ่มคลาสคนก็เริ่มทยอยเข้าห้องมาละ อย่างที่บอกไปคลาสนี้เป็นคลาสรวม มีหลายสาขาเข้ามาเรียนด้วยกัน ทำให้จำนวนคนที่อยู่ห้องเรียนเยอะมาก แต่ฉันก็จองที่ไว้ให้เพื่อนทั้งสองเรียบร้อยแล้ว

อีกไม่นานพวกนางคงน่าจะมาแล้วเพราะอาจารย์คนนี้โหดสุด แต่ก็สายได้ห้านาที หลังจากนี้ล็อกห้องทันทีไม่มีสิทธิ์เช็กชื่อ

“ชะนีซิน ฉันมาแล้วววววว” คาบเส้นมากเพื่อนฉัน อาจารย์กำลังจะไปล็อกห้องพอดี ถือว่าวันนี้โชคดีไป

“Thanks, ที่จองที่ให้นะจ๊ะ” ยัยแพรววิ่งมาและนั่งลงอย่างรวดเร็ว

“เป็นไงล่ะ เที่ยวกันเก่งนัก ฉันบอกพวกแกแล้วว่าเที่ยวได้แต่อย่าอยู่จนดึก” บ่นไปสักหน่อยจะได้สำนึกซะบ้าง

“บ่นเก่ง” นั่น

“แล้วมันใช่ไหมล่ะ”

“น่า ก็เมื่อคืนฉันเจอผู้ชายงานดี เจอคนที่ชอบที่ใช่เลยคุยเพลินไปหน่อย คิคิ” ยัยแพรวพูดพร้อมกับยิ้มบิดตัวไปมาเมื่อนึกถึงคนที่กำลังตกอยู่ในหัวข้อบทสนทนา ดูที่ทางแล้วคงจะเป็นคนที่ใช่จริงๆ แสดงอาการขนาดนี้ เป็นเอามากเพื่อนฉัน เอาไว้ค่อยถามทีหลังละกัน ตอนนี้รู้สึกถึงรังสีอำมหิตแผ่เข้ามาใกล้ นักศึกษาคนอื่นเริ่มหันมามองละ คงเพราะพวกฉันเสียงดังกันไปหน่อย อืม...คงไม่หน่อยแหละ

“พอก่อนแก ก่อนที่เราจะโดนเด้งออกจากห้อง เรียนค่ะเรียน” ฉันพูดพร้อมกับเอาชีทที่ปริ้นท์มาให้เพื่อนทั้งสองไปดู

11.00 น.

“โห คนเยอะมาก” ยัยแพรวว่าพลางมองไปรอบๆ หน้าตึก

“นั่นๆ โต๊ะนั้นว่าง”

“ไหน...เมื่อวานนี้เกิดอะไรขึ้น เล่ามาเลย” หลังจากเลิกคลาสพวกฉันก็มานั่งที่ม้าหินอ่อนหน้าตึก บริเวณหน้าตึกก็จะมีม้าหินอ่อนเพื่อให้นักศึกษาใช้นั่งพักระหว่างรอเรียนหรือบางส่วนก็ใช้ติวหนังสือกัน ตรงนี้ก็มีคนนั่งอยู่เยอะเลยแหละ ยิ่งเป็นแหล่งรวมผู้ชายซะส่วนใหญ่เสียงก็จะเจี๊ยวจ๊าวเป็นพิเศษ

“ฮิฮิ ต่อมเผือกแกมันกระตุกเหรอจ๊ะ ดูรีบร้อน” ก็คนมันอยากรู้ ถึงเพื่อนฉันคนนี้มันจะเป็นคนดี๊ด๊า แต่ก็ยังไม่เคยเห็นบอกชอบใครหรือถูกใจใครมากขนาดนี้

“จะเล่าไม่เล่า”

“เล่าสิยะ...ซูซี่เปิดหัวข้อ”

“แหม ไม่เล่าเองล่ะยะ โยนให้ฉันเลยนะ ...ก็เมื่อวานพวกฉันก็ไป Drink drank drunk ตามประสาสองสาวสวยโสด จู่ๆ ก็หันไปเจอกลุ่มเทพบุตรจุติลงมาจากไหนไม่รู้แก๊ หล่อแบบหล่อมากกกกก หล่อกันทั้งกลุ่ม หล่อแบบกะเทยอย่างฉันจะเป็นลม ฉันเลยคิดว่านี่แหละ กลุ่มนี้แหละฉันต้องได้สักคน หลังจากทำการล็อกเป้าหมาย ฉันก็เคลื่อนย้ายตัวเองไปอยู่ในรัศมีที่สายตาเขาจะมองเห็นทันที คราวนี้แหละมิวสิคออน เต้นสิคะ ยักย้ายส่ายสะโพกไปมา เต้นจนกว่าผู้กลุ่มนั้นจะมองมา สำเร็จค่ะ หนึ่งในกลุ่มนั้นมองมา...แต่เขาไม่ได้มองฉันนน ชะนี! เขามองนังชะนีแพรว!”

เล่าแบบเห็นภาพมาก เอ่อแต่เพื่อนคงจะลืมไปเพื่อนเป็นตุ๊ดหัวเกรียน เพื่อนพึ่งเปิดตัวนะผมยังยาวไม่ทัน ถึงเพื่อนจะแต่งหน้าจัดเต็มสวยยิ่งกว่าผู้หญิงบางคนก็เถอะ

“ไว้แกผมยาวก่อนเถอะ ค่อยไปให้ท่าเขา ฮ่าๆ”

“ก็นั่นแหละย่ะ ฉันพลาดและยัยแพรวได้” นางพูดพร้อมกับทำท่าสะบัดผมงอนๆ หันหน้าหนี

“แล้วไงต่อ ได้ยังไง” ฉันถามเพื่อให้เล่าต่อ

“ก็หลังจากที่เขามองมา ฉันก็มองกลับ สบตากันไปมาจนสุดท้ายได้คุยกัน สบโอกาสที่เขาชวนไปนั่งที่โต๊ะเขา”

“เร็วไปมะ”

“ไม่เร็วไปหรอกย่ะ ช้าหมดก็อดกินน่ะสิ แล้วคนที่คุยกับฉันน่ะ หล่อมากกก แต่คนในกลุ่มก็หล่อไม่แพ้กันขอบอกคนละสไตล์เลย”

“แล้วพวกเขาเป็นใคร ถึงหล่อแต่ก็ใช่จะไว้ใจได้นะ” บ่นอีก

“ไม่ใช่ใครที่ไหนไกลหรอกแก เขาเป็นรุ่นพี่ที่คณะเรานี่แหละเรียน ปีสามกันแล้ว แต่เรียนยานยนต์ ที่เราไม่เคยเจอเพราะเรียนคนละสาขา พี่เขาก็ไม่ค่อยร่วมกิจกรรมกันเท่าไร ส่วนคนที่ฉันคุยด้วยอะ เขาชื่อสิบทิศ น่ารักมากเลยแก เขาคุยเก่งท่าทางเป็นมิตรสุดในกลุ่มแล้ว คนอื่นก็มีคุยนะ มีพี่กานต์ คนนี้คุยดีฉันแอบๆ ถามพี่เขามีแฟนแล้วแหละ แต่อยู่คนละคณะ แล้วก็พี่ดินท่าทางเจ้าชู้มีสาวนั่งคลอเคลียนัวเนียตลอด ส่วนพี่แบล็คคนนี้ท่าทางง่วงๆ เหมือนโดนบังคับมา และคนสุดท้าย พี่อัคคี คนนี้ฉันไม่ได้คุยเลยอะ พี่แกเงียบมาก กินเหล้าอย่างเดียวไม่พูดไม่จา เพื่อนคุยด้วยแบบถามไปเป็นประโยคแต่เขาตอบมาเป็นคำ แต่ท่าทางแบดบอยมาก ดูกร้าวใจสุด เห็นแล้วใจน้องกระตุก”

ทีเรื่องอย่างนี้จำได้ดีจริงๆ เพื่อนฉัน เล่ามาเป็นฉากๆ เก็บรายละเอียดเก่ง จริงๆ ก็เป็นห่วงยัยแพรวนะ ถึงจะเป็นรุ่นพี่แต่ไม่ได้รู้จักสนิทสนมอะไรมากมาย แต่ละคนที่เล่ามาก็ดูไม่ธรรมดา แต่ก็คงจะบอกอะไรมากไม่ได้คอยดูห่างๆ ละกัน

“สรุปคนที่แกถูกใจคือ...?”

“โอ๊ยนี่ยัยซิน ก็พี่สิบทิศไง พี่ สิบ ทิศ! นี่แกตั้งใจฟังไหมเนี่ย” ซูซี่ตอบแทนยัยแพรว พร้อมกับยื่นมือมายืดหูของฉันทั้งสองข้าง ราวกับจะบอกว่าให้ฟังและจับใจความด้วย

“ฟังย่ะ แต่หลายคนเกินไปมะฉันงง ว่าก็ว่าเถอะนะ ที่แกเล่ามากลุ่มพี่เขาก็ดูไม่ธรรมดา แกจะคุยก็ระวังๆ หน่อยละกัน แกด้วยซูซี่ไปด้วยกันก็ห้ามๆ กันบ้าง” บ่นอีกรอบ

“ค่ะแม่/ค่ะแม่!” ประสานเสียงพร้อมเพรียงเชียว ที่บอกไปก็เพราะเป็นห่วงแหละนะ

“อุ๊ย! พี่สิบทิศไลน์มา” หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู พอเห็นข้อความจากคนนั้นก็ทำท่าทางดี๊ด๊า

“ไหนๆ ไลน์มาว่าไง” ซูซี่ถามพลางยื่นหน้าเข้าไปส่องหน้าจอโทรศัพท์ยัยแพรวที่กำลังแชตอยู่

“พี่เขาชวนไปกินข้าวแหละตอนเย็น เขาบอกชวนเพื่อนมาด้วยก็ได้ พวกแกไปด้วยกันสิ” ยัยแพรวเขย่าแขนฉันพลางพูดชวนเพื่อให้ไปด้วยกัน จะบ้าหรือเปล่าเนี่ยเพื่อนฉัน นี่ได้ข่าวว่าพึ่งเจอกันเมื่อคืนนี้เองนะ

“ฉันไป! / แกไปเถอะ” ซูซี่บอกไป แต่ฉันไม่ไปหรอก

“อ้าว ทำไมอะ”

“พวกแกไปกันเถอะ ตอนเย็นฉันรีบกลับไปนอน” อ้างไปเรื่อยแหละ พอฉันบอกไปอย่างนั้นยัยแพรวก็ทำหน้าเป็นหมาหงอยเลย

“ฉันอยากให้แกไปด้วย” ทำหน้าออดอ้อนตามสไตล์ อย่าหวังว่าฉันจะหลงกลมารยาหญิง

“ไว้คราวหลังละกันนะ ตอนนี้ไปกินข้าวเถอะข้าวเที่ยงเนี่ย เดี๋ยวโรงอาหารคนเยอะ” ฉันรีบเปลี่ยนเรื่องทันที พร้อมกับเก็บของใส่กระเป๋าแล้วเดินนำไปออกมาเพื่อไปโรงอาหารของคณะอย่างไม่รีรอให้ยัยแพรวได้พูดไรต่ออีก เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยง

“ชิ!” เสียงสะบัดดังไล่ตามหลังมา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป