บทที่ 5 แรกพบสบตา 2
ตอนนี้ฉันก็ดื่มไปหลายแก้วแล้วเหมือนกัน เริ่มมีอาการละ หมายถึงอาการอยากเข้าห้องน้ำนะ
“ซูซี่ ห้องน้ำอยู่ไหน ฉันอยากเข้าห้องน้ำ” ฉันหันไปสะกิดยัยซูซี่ที่กำลังคุยกับพวกพี่เขาอยู่อย่างออกรส
“ฮะ? ห้องน้ำเหรอ อยู่ข้างล่างตรงทางขึ้น” ซูซี่หันเอียงตัวกลับมาตอบฉัน
“ให้ฉันไปเป็นเพื่อนไหม” ยัยแพรวพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าฉันกำลังจะลุกออกไป
“ไม่เป็นไร ฉันไปเองดีกว่า”
“โอเค ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าไปฉุดใครเข้า”
“นี่ปากเหรอยะ”
พูดจบฉันก็ลุกออกมาจากโต๊ะทันที อย่างฉันจะไปฉุดใครล่ะ คงมีแต่คนจ้องจะฉุดน่ะสิ ถ้าไม่เป็นการหลงตัวเองมากไป ฉันก็คิดว่าฉันสวยไม่เบาเหมือนกันนะ พอเดินลงมาข้างล่างคนค่อนข้างเยอะ แต่ละโต๊ะคืออาการเหมือนจะเริ่มได้ที่ละดูสนุกสุดเหวี่ยง พอเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวและเช็กความเรียบร้อยเสร็จ ฉันก็ออกมาจากห้องน้ำเดินสวนทางกับผู้หญิงสองคนที่กำลังเดินคุยกันเรื่องบางเรื่องที่สะดุดหูฉันพอดี
“แกเห็นเหมือนที่ฉันเห็นไหม” ผู้หญิงฝั่งขวาถามเพื่อนของเธอด้วยท่าทางระริกระรี้ พลางหันกลับไปมองทางด้านหลังของเธอ
“เห็นสิ พี่อัคคีคนดังไงแก๊” ยัยคนฝั่งซ้ายตอบเพื่อนนางกลับไป และแสดงท่าทางเหมือนกับเพื่อนของเธอ อืม...พี่อัคคีที่สองคนนี้หมายถึงใช่เพื่อนกลุ่มแฟนยัยแพรวไหมนะ สรุปวันนี้พี่เขามาเหรอ
“งานดีมาก กอไก่ล้านตัว ดูแบดสุดๆ ฉันไม่คิดว่าวันนี้จะมาเจอพี่เขา ปกติที่มหาลัยก็ไม่เคยเจอ ถ้าจะเจอคงต้องมาร้านนี้สินะ ว่าแต่พี่อัคคีพึ่งเดินออกมาจากหลังร้านเขาไปทำอะไรมานะ”
“ฉันจะไปรู้เหรอ” แล้วทั้งสองคนก็เดินหายเข้าห้องน้ำไป เป็นอันจบบทสนทนา
พอฉันกลับมาถึงที่โต๊ะก็เหมือนจะเห็นตรงที่ที่เคยว่างมีคนนั่งแล้ว จริงๆ ตรงนี้เป็นเหมือน มุมส่วนตัวที่ค่อนข้างมืด แต่ถ้ามองใกล้ๆ ก็พอจะเห็นอะไรได้บ้างจากแสงไฟหลากสีที่เคลื่อนตัวตามจังหวะเพลงสาดส่องเข้ามา กลับมานั่งที่ของตัวเองฉันก็ได้ก็เห็นแล้วล่ะ เพราะที่นั่งตรงข้ามฉันที่เคยว่างมีคนนั่งแล้ว เป็นพี่อัคคีนั่นเอง ที่สองคนนั้นพูดถึงคงเป็นพี่เขาจริงๆ สินะ
วันนี้พี่เขาใส่เสื้อสีดำและกางเกงยีนส์ขายาวสีซีด บวกกับใบหน้าเรียบนิ่งและท่าทางที่ดูเฉยชา ยิ่งทำให้พี่เขาดูเป็นแบดบอยเข้าไปกันใหญ่ และเหมือนว่าฉันจะจ้องเขานานเกินไปจนเขารู้ตัวเงยหน้าขึ้นพร้อมกับแสงไฟที่ผ่านเข้ามา ทำให้ฉันสบตาเข้ากับพี่เขาพอดีเป็นจังหวะเหมือนโลกหยุดหมุนไปเลย
สายตาที่มองมาเรียบนิ่งไม่ได้แสดงออกถึงอะไรทั้งนั้น แต่ก็ทำให้ฉันรู้สึกวูบไปทั้งร่างกายเหมือนมีความร้อนส่งมาจากสายตานั้น จากที่ไม่ได้รู้สึกอะไร ก็เหมือนเริ่มรู้สึกขึ้นมาเพียงแค่สบตากันไม่กี่วินาที สติหลุดไปแล้วฉัน นี่ฉันเป็นอะไรไป...แต่แล้วสติที่หายไปก็กลับมาเมื่อยัยซูซี่หันมาเรียกด้วยเสียงที่ดังในระดับหนึ่ง
“กลับมาแล้วเหรอ ไปนานนะยะ” ฉันกลับมานานแล้วเถอะ มัวแต่สนใจผู้ชายไม่สนใจเพื่อน
“อือ” ฉันตอบนางกลับไปสั้นๆ เริ่มทำตัวไม่ถูกแล้วสิ ทำไมรู้สึกแปลกๆ และเหมือนเห็นว่าเขาก็ยังมองมาที่ฉันอยู่เหมือนเดิม หรือฉันคิดไปเองกันนะ อาการแบบนี้มันคืออะไรกันเพียงแค่สบตากับเขาแค่ครั้งเดียว ไม่มีแม้บทสนทนา แต่ทำให้ใจฉันสั่นได้ขนาดนี้
เริ่มจะเชื่อแล้วสิ ว่าอย่าสบตากับเขาถ้าใจไม่แข็งพอ จากที่ยัยแพรวคอยมาเล่าเรื่องของพี่เขาให้ฟัง ว่าถึงเขาจะเงียบแต่ก็ดูอันตรายที่สุดในกลุ่มแล้ว และเป็นไปได้อย่าสบตากับพี่เขานานๆ เชียวล่ะ ระวังโดนตกโดยไม่รู้ตัว เสน่ห์เขาเหลือร้ายขนาดนี้ยากจะต้านทานไหว
“เฮ้ยไอ้อัค นี่น้องซินเพื่อนแฟนกูเอง”
เมื่อพี่สิบทิศเห็นว่าฉันกลับมาแล้ว ก็แนะนำตัวฉันให้เขารู้จัก พร้อมกับทำท่าชี้ไม้ชี้มือมาทางฉัน นี่พวกพี่ๆ เขาก็ดูเหมือนจะเริ่มมีอาการเมากันบ้างแล้ว เล่นดื่มเข้าไปเยอะขนาดนั้นไม่มีพักเลย นี่กะจะกินจนตับพังกันเลยรึยังไง
“อืม” นี่ขนาดตอนเขาพูดจบสายตาเขายังไม่ละไปไหนเลย
“สวัสดีค่ะ” ฉันทักทายไปตามมารยาท ไม่รู้จะพูดอะไรที่มันยาวกว่านี้จริงๆ และพี่เขาก็แค่พยักหน้าเพื่อเป็นการทักทายกลับและหันไปสนใจแก้วเหล้าในมือต่อ เมื่อกี้ฉันตาฝาดไปรึเปล่านะ ฉันแอบเห็นว่าก่อนจะหันกลับไป ปากเขากระตุกขึ้นเหมือนแอบยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก แต่คงไม่ใช่หรอก เขาจะยิ้มทำไมกันล่ะ
“ไอ้อัค มึงก็คุยกับน้องเขาหน่อยดิวะ น้องเขากลัวมึงละนั่น”
พวกพี่เขาเริ่มหันมาสนใจ ส่วนเขาคนนั้นก็ไม่ได้ตอบอะไร แต่ทำในสิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นคือการที่เขาหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงของเขาขึ้นมาทำอะไรบางอย่างและยื่นมาทางฉัน
“คะ?” ฉันไม่ได้ยื่นมือไปรับโทรศัพท์จากพี่เขาในทันทีที่มันยื่นมาอยู่ตรงหน้า เพราะกำลังงงๆ อยู่ว่าเขายื่นโทรศัพท์ของเขามาให้ฉันทำไม เพื่อนๆ ของเขาและฉันที่เห็นแบบนี้ก็แสดงสีหน้างุนงงไม่แพ้กัน ต้องการให้ฉันทำอะไรกันนะ
“รับไปสิ” พี่อัคคีสั่งพร้อมกับยืดแขนยื่นโทรศัพท์เข้ามาใกล้ฉันมากกว่าเดิม และด้วยความที่ฉันงุนงงกับการกระทำของเขาและเหมือนจะขัดไม่ได้ บวกกับการที่หันไปมองหน้าเพื่อนทั้งสองของตัวเองที่กำลังส่งสายตามาเหมือนอยากจะบอกว่ารีบรับๆ ไปเถอะ ฉันจึงยื่นมือไปเพื่อรับโทรศัพท์ของพี่เขามา
พอรับโทรศัพท์จากพี่เขามา บนหน้าจอสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดแสดงให้ฉันเห็นแอปพลิเคชันสีเขียวยอดฮิตที่ใช้ในการติดต่อกัน ในหน้าที่ใช้ ในการเพิ่มเพื่อน เกิดอาการพูดไม่ออกกะทันหัน นี่เขาต้องการให้ฉันทำอะไรกันแน่ ไม่อยากเข้าข้างตัวเองหรอกนะว่าเขาต้องการให้ฉันเพิ่มเพื่อน ยัยซูซี่ที่เห็นอาการที่ฉันแสดงออกก็ยื่นหน้าแทรกเข้ามาเพื่อดูที่หน้าจอแล้วช็อกไปตามๆ กัน
“คือ...” ฉันเงยหน้าจากหน้าจอขึ้นส่งสายตา และถามเพื่อคลายความสงสัย
“แอดไลน์เธอไปสิ”
และเหมือนเขาจะรู้ว่าฉันสงสัยเลยตอบกลับมาให้หายข้องใจ นี่เขากำลังขอไลน์ฉันเหรอ เขาทำท่าทางสบายๆ เหมือนการแอดไลน์คนที่ไม่สนิทเป็นเรื่องธรรมดา นี่มันอะไรกันฉันงงไปหมด และไม่เพียงแค่ฉันที่งง ทุกคนที่นั่งอยู่โต๊ะนี้งงจนไม่มีใครพูดอะไรแล้ว
“หึ...ร้าย” และเป็นพี่แบล็คที่พูดขึ้นมาหลังจากที่ไม่เคยมีบทเหมือนกับคนอื่นเขาเลย พร้อมกับยิ้มที่มุมปากอย่างกับกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ
“ไอ้อัคคค มึงไปเอาความกล้านี้มาจากไหน”
หลังจากนั้นพวกพี่เขาก็เริ่มเปิดบทสนทนา และโวยวายถึงการกระทำของเขา บ้างก็บอกว่าขนาดพวกพี่เขายังไม่มีไลน์ฉันเลย บ้างก็ว่าเขา...รุกแรง
“ก็บอกให้ชวนคุย ก็นี่ไง...ไม่ถนัดพูดพิมพ์เอาดีกว่า”
