บทที่ 7 พี่รุกนะ หนูไหวเหรอ 1
จากวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาฉันก็นอนอยู่ห้องและเคลียร์งานที่อาจารย์สั่ง มีออกไปหาอะไรกินข้างนอกบ้าง แต่ก็วนอยู่แค่บริเวณใกล้ๆ หอนี่แหละ
วันนี้เป็นวันจันทร์ฉันมีเรียนตามปกติในตอนบ่าย จริงๆ แล้วตอนเช้าก็มีนะ แต่อาจารย์ยกคลาสไม่มีการเรียนการสอนในวิชานั้นเพราะว่ามีประชุม ทำให้วันนี้ตื่นสายได้ อยากจะบอกว่าการยกคลาสนี่เหมือนสวรรค์สำหรับฉันเลยล่ะ เพราะว่าในชั้นปีหนึ่งตารางเรียนจะแน่นมาก และอาจารย์จะสอนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยแบบไม่มีกั๊ก พอยกคลาสทีก็เหมือนได้เวลาหายใจเพิ่มขึ้น
นี่ก็เป็นเวลาเที่ยงกว่าๆ แล้วฉันมีเรียนตอนบ่ายโมงตรง ยัยเพื่อนทั้งสองของฉันก็ช้าเสมอ บอกว่าจะขอแวะซื้อกาแฟก่อน
นั่นไงพูดถึงก็มาเลย ตายยากจริงๆ
“ฮายยยยชะนีน้อย วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ฉันอารมณ์ดีเลยซื้อมาฝาก”
ซูซี่ที่เดินเข้ามาพร้อมกับยัยแพรวเอ่ยขึ้นและยื่นแก้วน้ำพลาสติกที่บรรจุของเหลวสีเข้มมาให้ วันนี้เพื่อนของฉันเหมือนจะแต่งตัวจัดเต็ม คงเพราะไม่ต้องตื่นแต่เช้า ทำให้มีเวลาจัดการตัวเองแต่งหน้าแต่งตามา อ้อคณะของฉันถึงแม้ว่าจะเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้มีกฎห้ามเรื่อง การแต่งตัวหรอกนะ แต่พวกฉันก็ยังคงใส่ได้แค่ชุดนักศึกษาเพราะยังไม่มีช็อปใส่เหมือนพวกพี่ปีโต
“วันนี้ฝนตกแน่ๆ”
คือยัยซูซี่ถึงแม้ว่าฐานะทางบ้านนางจะรวยมาก แต่นางก็งกสุดๆ ถึงกับบอกว่าเงินจะกระเด็นออกจากกระเป๋านางได้ ไม่เพื่อกินก็เพื่อเปย์ผู้ชายเท่านั้น ดีไหมล่ะคะทุกคน ลองเอาเทคนิคนี้ไปใช้ได้นะ จะได้มีเงินเก็บเยอะๆ เหมือนนาง แต่ต้องในกรณีที่ไม่ค่อยมีผู้ชายให้เปย์เยอะอะนะ
“ฝนไม่ตกหรอกย่ะ เพราะของแกได้ฟรีมา ที่ร้านเขามีโปรสองแถม หนึ่ง” นั่นไงว่าแล้ว ฉันคงไม่มีบุญได้กินเงินยัยซูซี่จริงๆ แต่ไม่เป็นไรถึงจะเป็นของแถมแต่เพื่อนก็ยังมีน้ำใจนึกถึง
“นี่ชะนีแพรว ไหนตกลงกันแล้วไงว่าจะไม่บอก” ซูซี่แห้วใส่ยัยแพรวเสียงดัง ตลกสองคนนี้จริงๆ
“ฉันหมั่นไส้แก” ยัยแพรวว่าพร้อมกับความแก้วน้ำซูซี่มาดูดไปซู้ดใหญ่ ครึ่งแก้วไปแล้วนั่น เชื่อสิว่าต้องมีเสียงโวยวายจากซูซี่
“กรี๊ดดดดด” แล้วก็เกิดการตีกันระหว่างทั้งสองคน
“พอๆ หยุดได้แล้ว ยังไงก็ขอบใจนะยะ” ฉันต้องห้ามทัพสองคนนี้อีกเช่นเคย
“หยุดก็ได้...เพราะฉันมีเรื่องที่สำคัญกว่าที่จะต้องถามแก” พอห้ามทัพได้ เพื่อนฉันก็เปลี่ยนเป้าหมายทันที
“ใช่!!!” ทำไมอยู่ดีๆ งานมาตกที่ฉันซะงั้น รู้สึกได้ถึงรังสีบางอย่างที่ส่งมาจากสายตาทั้งสองคู่
“อะไร มีอะไรจะถามก็ว่ามาสิ ทำไมต้องมองแบบนั้น” ถามไปด้วยความหวาดระแวงเพื่อนตัวเอง
“วันนั้น!” เออวันไหนล่ะ
“แกกับพี่อัคคีสุดหล่อของฉันเป็นยังไงกัน พวกแกไปแอบแชตลับหลังพวกฉันใช่ไหม”
“เล่ามาให้หมด!!!”
ว่าแล้วฉันต้องไม่รอด หลายวันที่ผ่านมาก็ไม่เห็นจะถามอะไร นึกว่าไม่ได้สนใจอะไรซะอีก นี่คงกะจะมาถามต่อหน้าเพื่อให้หลีกเลี่ยงไม่ได้สินะ หลังจากที่เขาบอกให้แชตหา กลับถึงห้องแล้วฉันก็ไม่ได้แชตไปบอกพี่เขาหรอกนะ
จะให้ฉันพิมพ์ไปว่าอะไรล่ะ ‘ถึงห้องแล้ว ฝันดีราตรีสวัสดิ์ค่ะ’ มันจะดูสะเหล่อไปหน่อยไหมกับคนที่พึ่งรู้จักกัน ที่จริงพี่เขาอาจจะแค่บอกไปอย่างนั้น ไม่ได้ต้องการให้แชตไปจริงๆ ก็ได้ เมื่อคิดได้แบบนั้นฉันเลยไม่แชตไปบอกน่าจะดีกว่า แต่เรื่องก็ไม่จบง่ายขนาดนั้น ในตอนเช้าวันเสาร์ฉันตื่นขึ้นมาและเช็กโทรศัพท์ตามปกติก็มีแชตเด้งเข้ามา
อัคคี > ยังไม่ถึง?
ก็คนที่พึ่งแอดไลน์มาเมื่อคืนนั่นแหละค่ะ ถามได้กวนมาก นี่ก็เช้าแล้ว ฉันไม่ได้เดินทางข้ามจังหวัดสักหน่อย
ถึงตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ < ซิน
ฉันตอบกลับไปทันที ก็ไม่รู้จะลีลาไปทำไมในเมื่อเขาเป็นคนทักมาเอง และอีกอย่างถ้าไม่เห็นหน้าฉันก็กล้ากว่าปกติอยู่แล้ว เหมือนกับเขาที่ถนัดพิมพ์ไม่ถนัดพูดนั่นแหละ
อัคคี > ทำไมไม่แชตมาบอก
ลืมค่ะ < ซิน
ก็อย่างที่รู้แหละค่ะ ว่าฉันไม่ได้ลืมหรอกเป็นความตั้งใจเลยต่างหาก
อัคคี > คราวหลังอย่าลืม...ฉันรอ
ช็อกครั้งที่หนึ่ง ใจฉัน...หยุดเต้นไปแล้ว ไม่ตายก็ใกล้ตายแล้วตอนนี้ ทำไมเขาต้องรอฉันด้วย อย่ามาทำแบบนี้ได้ไหม คนทางนี้มันคิดไปไกล นี่พึ่งรู้จักกันได้วันเดียว ไม่สิไม่ถึงวันเลยด้วยซ้ำ เป็นแค่คนที่เป็นเพื่อนของแฟนเพื่อน และแค่มีเหตุให้มีช่องทางติดต่อกันแค่นั้นเอง ในความสัมพันธ์แบบนี้ เขาสามารถมาพูดอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอ นี่ฉันควรทำยังไง หรือจริงๆ แล้วเขาแค่รอ...ในฐานะที่เป็นรุ่นพี่
คราวหลัง? < ซิน
อัคคี > อืม...
อัคคี > คราวหลัง
ยังไง คือจะมีครั้งต่อไปเหรอ
อัคคี > แล้วก็...
อัคคี > อย่าใส่กางเกงให้มันสั้นนัก ผู้ชายมอง
ช็อกครั้งที่สอง เขามีสิทธิ์อะไรกัน!
พี่ก็ผู้ชายไหมล่ะ < ซิน
เอาสิ มาอีกสิ ฉันสู้นะ ไม่ว่าการกระทำคำพูดแบบนี้ จะทำไปเพราะอะไรก็ตาม ฉันจะไหลไปตามน้ำแล้วกัน เดี๋ยวมันก็คงจะมีทางออกของมันเอง
อัคคี > อืม...นี่ก็มอง
