บทที่ 8 พี่รุกนะ หนูไหวเหรอ 2
จ้ะ เอาที่เธอสบายใจไปเลย
นั่นแหละค่ะ นี่ก็เป็นบทสนทนายามเช้าของฉันและพี่เขาที่คุยแบบงงๆ ว่าทำไมถึงมาคุยกันได้
ย้อนยาวไปหน่อยกลับมาที่ปัจจุบันที่ยัยซูซี่ให้เล่าให้นางฟังว่ามีอะไรลับหลังพวกนางไหม คิดว่าฉันจะบอกไหมล่ะ เรื่องแบบนี้ใครจะเล่ากัน มันก็...เขินเป็นเหมือนกันนะ
“ก็ไม่มีอะไรหนิ” ฉันตอบพวกนางไปด้วยใบหน้าเรียบนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ฉันไม่เชื่อ!!!” สองนางตะโกนขึ้นมาพร้อมกันจนคนที่อยู่รอบข้างหันมามอง นี่กะจะให้คนอื่นมารู้ด้วยเลยรึไง
“ไม่มีจริงๆ น่า”
“เออออ ปิดได้ปิดไปนะชะนีน้อย”
“นี่พวกแกเห็นในไลน์กลุ่มไหม ที่พี่เขาประกาศ” ยัยแพรวถามขึ้นมาหลังจากที่เข้ามานั่งเรียนได้สักพัก
“ประกาศอะไรเรื่องอะไรยะ” ซูซี่ที่ไม่ได้สนใจฟังอาจารย์อยู่แล้วหันไปถามทันที
ส่วนฉันตามองอาจารย์แต่หูก็ฟังเพื่อน ห้องนี้เป็นห้องเรียนที่นั่งแบบสโลปและตรงที่ฉันนั่งอยู่ก็เป็นหลังห้องตรงมุมที่อาจารย์ไม่ค่อยสังเกต ยัยเพื่อนของฉันเลยทำตัวตามสบายกัน
“พี่เขาบอกว่าเดือนหน้าจะมีการมอบเสื้อช็อปคณะ” อ๋อ...เรื่องนี้นี่เอง คืออย่างที่รู้ๆ กันว่าคณะวิศวะ จะต้องใช้เสื้อช็อปในการเข้าเรียนภาคปฏิบัติของแต่ละวิชาที่ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือ เพราะฉะนั้นนักศึกษาคณะนี้ทุกคนจะต้องมีเสื้อช็อปก่อนที่จะได้เรียนภาคปฏิบัติ เพราะงั้นพี่เขาเลยจะให้ตั้งแต่ก่อนจะจบชั้นปีหนึ่งเพราะชั้นปีที่สอง วิชาเรียนจะเริ่มเข้าเนื้อหาวิชาของแต่ละสาขาแล้ว
แต่จริงๆ แล้ว จากที่รู้มาวิชาเรียนปกติที่ไม่ได้เข้าช็อป ก็สามารถใส่เสื้อช็อปมาเรียนได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์ผู้สอนในแต่ละวิชาว่าจะอนุญาตหรือเปล่า ซึ่งฉันก็อยากได้แล้วเหมือนกัน เบื่อจะต้องใส่ชุดนักศึกษาทุกวัน
“ดีๆ ฉันอยากใส่แล้ว จะได้ดูกลมกลืนไปกับคนอื่นสักที” ซูซี่ว่า มันก็เรื่องจริง เพราะในคณะเราส่วนใหญ่จะใส่เสื้อช็อปกันทั้งนั้น ถ้าเห็นว่าใครใส่ชุดนักศึกษาคือสามารถรู้ได้เลยว่าเป็นเด็กปีหนึ่งแน่นอน
“ส่วนฉันไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไร ใส่บ่อยแล้ว” ยัยแพรวว่าด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้
“เหม็นความรัก!” ครั้งแรกที่ฉันกับซูซี่พร้อมใจกันพูดขึ้นเป็นเพราะยัยแพรวมีแฟนเป็นรุ่นพี่เลยพลอยทำให้ได้ใส่บ้าง
“นิดหน่อยยย คิคิ” เบื่อคนมีความรักจริงๆ อะไรนิดอะไรหน่อยก็หัวเราะ
“อย่าให้ฉันมีบ้างนะ ฉันจะพาแห่อ้อมมหาลัยเลย” เออสงสารคนคนนั้นรอเลยได้ไหม
เรียนเสร็จฉันกับยัยซูซี่ก็ไปกินข้าวเย็นกันที่ร้านอาหารตามสั่งป้าสายใจเหมือนเดิม แต่ไม่เหมือนเดิมตรงที่ยัยคนติดแฟนมีนามว่าแพรว ปลีกตัวไปกินข้าวกับแฟนนางตั้งแต่เลิกเรียน เพราะพอลงมาจากตึกเรียนปุ๊บก็เห็นพี่สิบทิศยืนรออยู่ที่หน้าตึกแล้ว นี่คงห่างกันแค่เวลาเรียนกับเวลานอนเท่านั้นล่ะมั้ง ความจริงสองคนนั้นก็ชวนให้ไปด้วยกันนะ แต่ใครอยากจะไปเป็นก้างขวางคอกันล่ะ
“ป้าคะ หนูเอากะเพราไก่ใส่หมูสับใส่เห็ดนางฟ้า ไข่ดาวกรอบ ขอแบบเผ็ดๆ เลยนะคะ”
เดินเข้ามาที่ร้านฉันก็รีบสั่งอาหาร ลูกมือป้าสายใจก็จดตามที่สั่งทันที ไม่ต้องสงสัยนะคะว่าทำไมสั่งไปแบบนั้น ไม่โดนโยนออกจากนอกร้านเหรอ คือมันเป็นเรื่องปกติมากๆ สำหรับร้านนี้ และเป็นที่รู้กันดี
เพราะก็ตามชื่อร้านอาหารตามสั่ง อยากกินอะไรยังไงก็สามารถสั่งได้ ซึ่งป้าเขาก็ทำได้ทุกอย่าง แต่ก็ต้องดูด้วยว่าวัตถุดิบมีรึเปล่า ที่ฉันสั่งไปยังถือว่าเบสิกมากๆ
“ส่วนหนูเอาผัดซีอิ้วหมูกรอบ ขอสั่งแบบเบาๆ ละกันค่ะ” ซูซี่ที่เดินตามหลังมาสั่งต่อทันที
“ได้จ้า ไปนั่งรอเลยลูก วันนี้คนเยอะ รอนานหน่อยนะ” ป้าสายใจพูดด้วยหน้าตายิ้มแย้มและทำอาหารของลูกค้าคนอื่นไปด้วย
“เดี๋ยวฉันไปหยิบแก้วน้ำเอง” พูดจบฉันก็เดินมาหยิบแก้วน้ำพร้อมกับตักน้ำแข็ง หลังจากที่ได้ที่นั่งแล้ว วันนี้คนเยอะเป็นอันรู้กันว่าต้องบริการตัวเอง
พอตักเสร็จฉันก็เดินกลับมาที่โต๊ะเดิม แต่ตอนนี้เหมือนจะไม่เหมือนเดิมแล้วเพราะคนที่นั่งอยู่ร่วมโต๊ะมีเพิ่มขึ้น นั่นทำให้ฉันชะงักไม่ได้เดินเข้าไปนั่งในทันที
“น้องซินนน มาแล้วๆ ขอพวกพี่นั่งด้วยนะ พอดีโต๊ะมันเต็มหมด” เป็นพี่ดินนั่นเองที่หันมาเจอฉันพอดีแล้วทักขึ้น
“เอ่อ...ค่ะ” ฉันตอบและเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่ทันที
“หวัดดีค่ะ พี่ดิน พี่...อัคคี” พอนั่งลงและวางแก้วเรียบร้อยฉันก็หันไปทักทายพี่ดินและเพื่อนของเขาที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“หวัดดีค่ะ น้องซิน/อือ” พี่ดินกับเขาตอบกลับมาพร้อมกัน คนบางคนนี่นะ พอแบบนี้แล้วดันพูดน้อย
“แล้วนี่น้องซินกับน้องซูซี่ชอบกินข้าวร้านนี้เหมือนกันเหรอคะ วันหลังจะได้ชวนมาด้วย” ก็ยังคงเป็นพี่ดินที่ถามขึ้นมา และตามประสาผู้ชายเจ้าชู้ เอ๊ย เฟรนลี่พูดจาคะขากับผู้หญิงเสมอ
เมื่อมองไปทางอีกคนที่นั่งตรงข้ามก็เหมือนจะเห็นเขามองมาและส่งสายตาดุ ๆ ประมาณว่าไม่ให้ตกลง นี่ฉันเก่งถึงขนาดอ่านสายตาคนออกแล้วเหรอ พูดบ้างได้ไหมให้อ่านสายตาอยู่ได้
“กินแทบทุกวันเลยค่ะ นี่ร้านโปรดถ้าพี่ดินสุดหล่อจะมาก็ชวนพวกเรามาได้เลยค่า หรือจะมากับซูซี่แค่สองคนก็ได้นะคะ คิคิ” ซูซี่ตอบไป
ด้วยกิริยาเกินงามตามประสาตุ๊ดน้อย ท่าทางแบบนี้เรียกว่าอะไรนะ ดี๊ด๊าล่ะมั้ง
“ถ้ามาสองคนกับน้องซูซี่พี่มาคนเดียวดีกว่า ฮ่าๆ”
“พี่ดินอะ”
“เอ่อ...พอดีไม่รู้ว่าพวกพี่มานั่งด้วยเลยไม่ได้เอาแก้วมาเผื่อดะเดี๋ย...ว” ฉันว่าและกำลังจะลุกขึ้นเพื่อไปเอาแก้วมาให้พี่เขาเพิ่ม ก็มันทำตัวไม่ถูกกับสายตาที่มองมาหาทางนี้ดีกว่า สักแป๊บก็ยังดี
“ไม่เป็นไรครับๆ เดี๋ยวพี่ไปเองดีกว่า” พี่ดินพูดขัดพร้อมกับลุกขึ้นออกไป
“เดี๋ยวซูซี่ไปช่วยแบก เอ๊ย! ช่วยถือแก้วนะค้า” ว่าแล้วนางก็รีบเดินตามไป
คราวนี้ทั้งโต๊ะก็เงียบขึ้นมาทันที เพราะมีคนเงียบทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกัน ไม่มีใครเริ่มบทสนทนาอะไร เอาจริงฉันก็รู้สึกขัดเขินยังไงก็ไม่รู้
“ถ้าจะมา...” และอยู่ดีๆ เขาก็พูดขึ้น
“……..”
“ชวนฉันก็ได้”
อืมม...นี่ช็อกครั้งที่เท่าไรแล้วนะ
