บทที่ 11 .
เจ้าพ่ออนาคอนด้าเหรอ มันก็จะ... เฮ้ย! ไม่เอาฉันต้องไม่คิด อย่าโซดา...อย่า
“นายมันทะลึ่งที่สุดเลย!” ฉันได้แต่ขยับปากด่าเพื่อกลบเกลื่อนความคิดพิลึกของตัวเอง
“หึ” เหมือนได้ยินเสียงแค่นหัวเราะดังออกมาจากลำคอแกร่ง ริมฝีปากของฉันเม้มเข้าหากันแน่น มือที่เคยปิดตาแนบลงข้างตัว ก่อนที่ขาเล็กจะรีบก้าวออกมาจากห้องนั้นอย่างรวดเร็ว
สีหน้าที่ดูมีความสุขนั้นของเขามันคืออะไร พอเห็นว่าแกล้งฉันได้นี่มีความสุขมากเลยเหรอ
ไอซ์ไม่ได้เดินตามฉันออกมา เขาคงจะอาบน้ำในห้องนอนนั่นแหละ ฉันเลิกสนใจเขาและเดินเข้าไปในครัว ซึ่งก็เห็นว่าตรงกลางโต๊ะมีถุงของกินอยู่หลายถุง นี่คงกะให้ฉันกินจนตายไปข้างเลยมั้ง
ฉันแกะเฉพาะที่ตัวเองอยากกินและพออิ่มเท่านั้น อันไหนที่ไม่ได้แกะฉันก็เอาไปแช่ไว้ในตู้เย็นเผื่อว่าตอนดึกๆ จะหิว หรือเอาไว้อุ่นกินพรุ่งนี้ต่อ
“อร่อยมั้ย” เมื่อไอซ์อาบน้ำเสร็จและเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินเข้ามาในครัวและนั่งลงตรงข้ามกับฉันพร้อมกับเท้าคางมอง
“ลองชิมมั้ยล่ะ” ฉันใช้ช้อนตักขึ้นมาคำไม่ใหญ่มาก แล้วนำไปจ่อที่ปากหนา ก็แค่ลองประชดเขาเล่น แต่ไม่คิดว่าไอซ์จะอ้าปากกินมันเข้าไปจริงๆ
ช้อนนั้นมันผ่านปากของฉันมาแล้ว ก็ไม่แปลกที่ฉันจะมองเขาอย่างอึ้งๆ เพราะถึงแม้ว่าเราจะเป็นเพื่อนกันมานาน แต่เราก็ไม่เคยกินช้อนร่วมกันแบบนี้
“อืม อร่อย” ไอซ์พูดขณะเคี้ยวข้าวในปากไปด้วย ฉันลดมือที่ถือช้อนลงช้าๆ แล้ววางไว้ในจาน ก่อนจะก้มมองมันพลางขมวดคิ้ว
สำหรับฉันยังไงมันก็ดูแปลกๆ อยู่ดี อย่าหาว่าฉันคิดมากเลย แบบนี้มันไม่ต่างอะไรกับการจูบทางอ้อมนักหรอก
“...”
“ไม่กินต่อล่ะ” เมื่อเห็นว่าฉันเงียบไอซ์จึงเอ่ยถามออกมา ใครจะไปกล้ากินล่ะ ไม่ใช่ว่ารังเกียจหรืออะไรหรอก แต่มันแบบ...
ทำไมหัวใจต้องสั่นด้วย
ฉันละสายตาจากช้อนแล้วเงยหน้าขึ้นมองไอซ์ เอาวะ! เพื่อไม่ให้เพื่อนคิดมากงั้นฉันจะกินต่อแล้วกัน กลัวว่าไอซ์จะหาว่าฉันรังเกียจเขา ด้วยความเป็นคนที่แคร์ความรู้สึกเพื่อน ฉันก็จะทำเป็นไม่คิดอะไร
ฉันตักข้าวขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะอ้าปากกินเข้าไปอย่างอ้อยอิ่ง
“เราเหมือนจูบกันทางอ้อมเลยเนอะ”
พรวด!
“แค่กๆๆ...นะ...นาย...แค่ก!” ข้าวที่กินเข้าไปไม่กี่นาทีพุ่งออกมาจากปาก ฉันสำลักแทบเป็นแทบตายหลังจากที่ได้ยินประโยคนั้น
“ใจเย็นดิ ไม่มีใครแย่งกินหรอก อะน้ำ” ไอซ์รีบลุกขึ้นยืน พร้อมกับรินน้ำใส่แก้วแล้วยื่นมาให้ฉัน ฝ่ามือหนาก็ช่วยลูบแผ่นหลังให้ เป็นเพราะเขาที่พูดอะไรบ้าๆ แบบนั้นออกมา
ฉันยกแก้วขึ้นดื่มน้ำจนหมดรวดเดียว พลางหอบหายใจอย่างรุนแรง
“เวลากินข้าวอย่าพูดอะไรแบบนั้นอีกนะ” ฉันพูดเอ็ด พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงที่ยืนค้ำหัวอยู่ แต่ไอซ์ก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนจะเดินหนีออกจากห้องครัวไปเสียดื้อๆ
“ถ้าเธอไม่คิดตามที่ฉันพูด เธอก็ไม่เป็นแบบนี้หรอก” และเขาก็ไม่วายที่จะตะโกนทิ้งท้ายเอาไว้ นี่เขากำลังหาว่าฉันคิดลึกเหรอ? ฉันไม่ปฏิเสธนะ เพราะก่อนหน้านี้ฉันก็คิดแบบนั้นจริงๆ แต่ฉันก็ไม่ได้พูดออกมาอย่างโจ่งแจ้งเหมือนเขาสักหน่อย
ฉันมองสภาพบนโต๊ะที่ตอนนี้ค่อนข้างเละเทะเลยทีเดียว มีเศษอาหารที่พุ่งออกมาจากปากฉันเมื่อกี้เกลื่อนเต็มไปหมด
ทำไมนะ....ทำไมมันไม่พุ่งใส่หน้าเขาไปเลย
“เสียอารมณ์กินข้าวหมด” ฉันบ่นอุบ ขณะลุกขึ้นยืน มือบางของฉันก็เอื้อมไปหยิบทิชชู่และถุงพลาสติกมาถือไว้ เพื่อโกยเศษอาหารเหล่านั้นทิ้งขยะ
“ปากเสียไม่พอยังจะมาทำให้ฉันลำบากอีก” ขณะที่เคลียร์เศษอาหารและเก็บจานไปล้าง ปากของฉันก็ยังคงขยับพูดบ่นไอซ์ไม่เลิก แม้ว่าเขาจะไม่ได้ยินเสียงบ่นนั้นของฉันก็ตามที
หลังจากที่ทำอะไรเรียบร้อยฉันก็เดินออกมาจากครัว ขาของฉันก้าวตรงไปหาไอซ์ที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ตรงโซฟา ฉันหย่อนก้นลงนั่งข้างๆ ร่างสูง โดยเว้นระยะห่างเอาไว้นิดหนึ่ง ไอซ์เหล่มองฉันด้วยหางตา ก่อนจะหันไปสนใจหนังที่กำลังดูต่อ
“จะกลับไปเอาเสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียนที่บ้านหรือเปล่า” ไอซ์ถามโดยที่ไม่มองหน้าฉัน ยอมรับเลยว่าฉันลืมไปแล้วจริงๆ ลืมซะสนิทว่าถูกเฉดหัวออกจากบ้านแล้ว
“ไปตอนนี้เลยได้มั้ย แม่ฉันไม่น่าจะอยู่บ้านหรอก รีบไปรีบกลับ” ฉันย้อนถามหลังจากที่หันไปมองนาฬิกาข้างผนังตอนนี้มันถือว่าดึกมากแล้ว แม่น่าจะออกไปข้างนอกเหมือนอย่างทุกวัน
“ปะลุก” มือหนาฉุดแขนฉันให้ยืนขึ้น ก่อนที่ขายาวจะก้าวเดินนำไปด้านหน้า
“ไม่ล็อกประตูบ้านหน่อยเหรอ” ฉันเอ่ยถามเมื่อเราสองคนหยุดยืนข้างรถมอเตอร์ไซค์ของไอซ์ และร่างสูงก็กำลังยื่นหมวกกันน็อคมาให้ฉันใส่ ดวงตาคมหันไปมองก่อนจะหันกลับมาสบตากับฉัน
“จำเป็นเหรอ ในบ้านก็ไม่มีอะไรให้ขโมยอยู่แล้ว” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม แต่ทำไมฉันเห็นแล้วมันดูกวนบาทามากกว่า
“ก็เผื่อตำรวจมา ถ้าเขาเห็นว่าในบ้านนายมีสิ่งผิดกฎหมายเดี๋ยวก็ได้ไปนอนในคุกหรอก”
“ฉันโยนของพวกนั้นทิ้งไปแล้ว”
“อะไรนะ?” ฉันถามด้วยสีหน้าตื่นๆ อย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ขนาดฉันไม่เคยซื้อฉันยังพอรู้เลยว่าสิ่งเสพติดพวกนั้นมันแพงมาก ไอซ์โยนมันทิ้งไปแล้วจริงๆ น่ะเหรอ
นี่เขาคิดจะทำอะไร
“บอกว่าทิ้งไปแล้ว”
“ทำไม”
“ใครสั่งใครสอนให้เป็นเด็กขี้สงสัยเนี่ย จะไปไม่ไป” ไอซ์ไม่ตอบ แต่เขากลับย้อนถามฉันขึ้นมาแทน แล้วดูคำพูดคำจาของเขาสิ
มันน่านัก....
ผ่านไปหลายวันแล้วแต่ฉันก็ยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านของไอซ์ เขาคอยไปรับไปส่งฉันทุกวันจนบางทีฉันก็รู้สึกเกรงใจ ไหนจะอาศัยบ้านเขาอยู่และยังจะให้เขามาส่งที่มหา’ลัยทั้งๆ ที่บางวันไอซ์ก็ไม่มีเรียน ฉันไม่ได้ขอให้เขามาส่งหรอกนะอย่าเพิ่งด่า แต่เขาอาสามาส่งฉันเองต่างหากล่ะ
“จริงๆ ถ้านายไม่มีเรียนก็ไม่ต้องมาส่งฉันก็ได้นะ” ฉันพร่ำบอกเขาด้วยประโยคนี้เป็นล้านรอบแล้ว แต่ไอซ์ก็ทำเมินเฉยและรั้นที่จะทำตาม วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขาไม่มีเรียน แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ตื่นแต่เช้าเพื่อมาส่งฉัน
“เลิกพูดแบบนี้ได้แล้ว ฉันเต็มใจที่จะมารับมาส่งเธอ”
“เหมือนชีวิตนายจะว่างมากเนอะ” ฉันพูดประชดประชันอย่างเล่นๆ ร่างสูงไหวไหล่ พร้อมกับจ้องมาที่ฉัน
“ก็ว่างนะ ว่างทั้งตัวและหัวใจด้วย” คำพูดของเขาเริ่มจะออกนอกเรื่องทีละนิดแล้วล่ะ
“ฉันไปเรียนแล้วนะ เดี๋ยวสาย” ฉันแสร้งยกแขนดูนาฬิกาที่ข้อมือของตัวเอง ก่อนจะเดินแยกออกมาจากไอซ์ และเดินเข้าไปที่ตึกคณะของตัวเอง อีกหลายนาทีกว่าจะเริ่มเรียนคลาสแรก ที่ฉันพูดออกไปมันก็เป็นเพียงแค่การตัดบทสนทนาระหว่างเราที่มันเริ่มไปไกลเท่านั้นแหละ
