บทที่ 3 ภาค 3 Ep.2 พูดไม่คิด (1)
เมื่อคืนหลังจากวางสายจากฉลามไป ฉันก็นอนไม่หลับทั้งคืนเลย
จริงๆ แล้วฉันเป็นห่วงเขานะ กลัวว่าเขาจะเมาจนขับรถไปชนกับคนอื่น กลัวว่าฉลามจะกลับบ้านไม่ถูก กลัวว่าเขาจะเกิดอุบัติเหตุที่ไหนเหมือนกัน ความจริงแล้วถึงฉันจะทำนิ่งเฉยกับทุกสิ่งที่เขาทำ แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจเลย
แต่เพราะฉันกลัวว่าจะถูกเขาบ่นว่าตัวเองเป็นผู้หญิงงี่เง่าอีก ก็เลยพยายามอดทนไม่โทรหา ไม่ทักไปให้เขารำคาญ แล้วฉันก็น้อยใจเขาด้วย ก็แค่อยากให้เขาลองมีอิสระ เป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ดูบ้าง ไม่ต้องมีคนมาคอยบ่น คอยเป็นห่วงเวลาเขากลับดึก คอยห้ามเวลาเขาจะไปไหน ฉันว่าแบบนี้ฉลามน่าจะชอบมากกว่านะ
แต่จริงๆ ฉันก็แอบกลัวเหมือนกันว่าพอทำแบบนี้ฉลามอาจจะโกรธแล้วก็บอกเลิกฉัน ความจริงก็กลัวไปหมดทุกอย่างเลย แต่ฉันไม่อยากได้ยินคำนั้นแล้ว มันฝังใจฉันมากเลย
แบบนี้อาจจะดีกว่าก็ได้นะ
วันนี้ฉันมีเรียนตอนเที่ยงก็เลยตื่นช้าได้ ตอนแรกฉันว่าจะทักไลน์ไปบอกเขาว่ามารับฉันได้แล้วนะ แต่ก็เม้มริมฝีปากเมื่อนึกขึ้นได้ว่าทำแบบนั้นไม่ได้แล้วเพราะเมื่อคืนฉลามก็โทรมาบอกอยู่ว่าเขาอยู่จนถึงตีสาม ก็เลยวางโทรศัพท์ลงที่เดิม
แปดโมงเช้าเอง ฉลามคงตื่นมารับฉันไม่ทันหรอก
ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะเก็บกระเป๋าไว้เพราะวันนี้มีเรียนไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่จะเดินลงลิฟต์ไปด้านล่าง
แต่ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก ฉันก็ตกใจตอนที่เห็นผู้ชายคนหนึงยืนดักอยู่หน้าลิฟต์ด้านล่าง ผมสีทองสว่างเด่นมาแต่ไกลพร้อมกับตัวสูงๆ และเสื้อยืดในสไตล์ที่คุ้นเคย พอเงยหน้าขึ้นไปมองก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าเป็นฉลามดุ เขาทำผมทองมาด้วยอ่ะ ฉันแทบจำไม่ได้เลย
“ไง นิ้ง” เขายักคิ้วให้ฉันตอนที่ใช้มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง
ฉันมัวแต่ตกใจอยู่ จนประตูลิฟต์กำลังจะปิดเพราะฉันยืนมองเขาอยู่ข้างในนานเกินไป ฉลามเลยต้องเอามือมาดันไว้ให้มันเปิดออกแล้วแทรกตัวเข้ามานิดหน่อยตอนที่เอามือท้าวลิฟต์ไว้ไม่ให้มันปิด
เขาขยี้ผมตัวเอง แล้วกระตุกยิ้มให้ฉันด้วย
“ตกใจเหรอ”
“...”
“ทำทรงนี้แล้วเท่ปะ?”
ฉันกระพริบตาปริบๆ มองเขา ก่อนที่จะเม้มริมฝีปากแล้วก้มหน้างุดแทรกตัวเขาออกไปจากลิฟต์โดยที่ไม่ยอมตอบอะไร
ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเขาคิดอะไรอยู่ถึงทำผมสีนี้ แล้วก็ไม่คิดว่าเขาจะมาดักรอฉันที่หอพักแบบนี้ด้วย
หมับ
“เดินหนีเราทำไมวะ” ฉันสะดุ้งเฮือกเมื่ออยู่ดีๆ ข้อมือก็ถูกคว้า ก่อนที่ฉลามจะดึงฉันให้หันมาเผชิญหน้ากับเขา ฉันหน้าแดงขึ้นมาพอได้เห็นเขาชัดๆ อยากจะทำเป็นไม่สนใจเหมือนกัน
ตะ... แต่มันก็เขินอ่ะ
เพราะจะว่าไปฉลามก็ดูดีนะ
“... ฉลามตื่นทันด้วยเหรอ” ฉันถามเสียงสั่นตอนที่ก้มหน้าก้มตาไม่มองหน้าเขา แล้วฉลามก็แค่นหัวเราะ
“ไม่ทันก็ต้องทันปะ ก็เธอทักมาบอกเราที่ไหน”
“...”
“รู้ปะว่าเมื่อคืนเรากลับห้องกี่โมง?” ฉันชะงักไป ก่อนที่จะเงยหน้ามองเขาเมื่อไม่รู้ว่าเขาจะพูดถึงเรื่องนี้ทำไม แล้วก็เห็นว่าฉลามกำลังจ้องหน้าฉันอยู่เหมือนลองเชิงอะไรบางอย่าง “หกโมง”
ฉันเบิกตากว้างเมื่อได้ยินแบบนั้น แล้วฉลามก็ไหวไหล่พอเห็นว่าฉันเงียบไป
“... เช้าจัง”
“เอ้า ก็เห็นนิ้งบอกตามใจเราก็เลยกลับเช้าแม่งเลย” ฉันก้มหน้าลงมองมือของเขาที่คว้าข้อมือของฉันไว้อยุ่เมื่อเขาตอบกลับมา อยู่ๆ น้ำตาก็รื้นขึ้นมา แต่ฉันก็กระพริบตาถี่ๆ ให้มันหายไป “เป็นไง แบบนี้จะบ่นเราปะ”
“...”
“จะบ่นมาได้ยัง?”
ฉันบีบมือตัวเองไว้แน่น ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยรอยยิ้มฝืด
“เราไม่บ่นหรอก” ฉลามดุชะงักไป เขามองหน้าฉันเหมือนไม่เข้าใจ แล้วฉันก็หัวเราะแหะๆ ออกมา “เราจะบ่นฉลามทำไมอ่ะ ในเมื่อเราเป็นคนตามใจฉลามเอง”
“...”
“ความจริงถ้าฉลามกลับเช้าแบบนี้น่าจะนอนพักผ่อน ไม่น่ามาส่งเราเลย”
“...”
“... เราเกรงใจนะ” ฉันพูดแล้วก็ก้มหน้าอีกเพราะเสียงสั่นเหมือนจะร้องไห้ออกมา ต้องฝืนพูดไปแบบนั้นทั้งๆ ที่ในใจฉันก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมาเหมือนกัน ฉันพูดแบบนั้นก็จริงว่าตามใจฉลาม แต่ในใจลึกๆ แล้วฉันก็อยากให้เขาเข้าใจฉันขึ้นมาบ้าง เข้าใจความเป็นห่วงของฉันบ้าง
แต่พอเขาดันทำตามที่พูดอย่างง่ายๆ แบบนั้นในใจฉันก็รู้สึกผิดหวังแบบบอกไม่ถูกเลย
หรือฉันจะไม่สำคัญกับเขาจริงๆ แล้วอ่ะ
“เป็นไรของนิ้งวะ จะมาเกรงใจเราทำไม” เขากระแทกเสียงเหมือนขัดใจ แล้วบีบข้อมือของฉันแน่นขึ้นด้วย “แล้วห้าวันนี่เป็นไรกับเรามากปะ ไม่โทรไม่บอกไรเลย ทำไมทำงี้วะ”
“...”
“ไม่เป็นห่วงเราเลยไง?” เขาพูดแล้วกระชากแขนฉันให้เข้ามาใกล้เหมือนว่าอยากให้สบตาเขาตรงๆ คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเริ่มหันมาให้ความสนใจเราทั้งคู่ ในขณะที่ฉันเองก็พยายามจะดันเขาออกไปด้วย “ถ้าเราขับรถดึกๆ แล้วรถคว่ำตายขึ้นมานิ้งจะสนใจปะ”
“...”
“หรือเฉยๆ คิดว่าเราตายได้ก็ดี ว่างั้น?” เขาเลิกคิ้วถามฉัน ฉันเบิกตากว้างทันที ก่อนที่จะมองเขาพร้อมกับเม้มริมฝีปากแน่น
“ทะ... ทำไมฉลามต้องพูดเรื่องตายๆ แบบนี้ทุกทีเลย” ฉันพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงขาดห้วง แล้วฉลามก็ชะงักไป “เราก็บอกไปแล้วว่าเราอยากตามใจฉลาม”
“...”
“ฉลามก็อยากให้เราตามใจแบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“ก็ใช่ แต่แม่ง...” เขาเหมือนพูดไม่ออกเพราะเรื่องที่ฉันพูดมันเป็นความจริง แต่ต่อมาก็ขยี้ผมตัวเองอย่างแรงตอนที่เขย่าแขนฉัน “แต่ไม่ใช่แบบนี้ดิ”
“...”
“ไม่ได้อยากได้แบบนี้ไง เข้าใจปะ” เขาเหมือนไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่ก็พยายามจะพูดให้ฉันฟัง แล้วอยู่ดีๆ ฉันก็รู้สึกว่า... ไม่ว่าฉันจะทำยังไงฉลามก็ไม่เคยพอใจเลย
พอบ่นเขาก็ไม่ชอบ พอตามใจเขาก็ไม่ชอบ
ฉันเหนื่อยแล้วอ่ะ ฉันพยายามมากเลยที่จะเป็นผู้หญิงที่ไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของแฟน แต่มันก็ไม่เคยพอดีสักที
“เรารู้แล้ว” ฉันโพล่งขึ้นมา ก่อนที่จะเม้มริมฝีปากแน่น
“...”
“ในสายตาของฉลามเราทำอะไรก็ไม่ดีเลยใช่มั้ยอ่ะ”
“นิ้ง” เขาเรียกชื่อฉันตอนที่เห็นว่าฉันเสียใจ แล้วฉันก็มองเขาอย่างตัดพ้อ ก่อนที่จะตัดสินใจหมุนตัวกลับขึ้นไปบนหอพักเหมือนเดิม เพราะถ้าคุยกับเขาไม่รู้เรื่องฉันก็ไม่อยากไปไหนแล้ว ฉันเหนื่อยมากเลย ฉันอยากพักแล้ว “นิ้ง!”
ฉันใช้หลังมือปาดน้ำตาตอนที่ได้ยินเสียงคนตัวใหญ่ไล่หลังมา เขาเดินเร็วมากเลย แต่ฉันก็กดปิดลิฟต์ทันตอนที่เขาเดินตามมาจะถึงตัวพอดี
ฉันได้ยินเสียงทุบประตูลิฟต์พร้อมกับเสียงสบถของเขา ก่อนที่เสียงนั้นจะค่อยๆ หายไปตอนที่ลิฟต์เคลื่อนตัวไปที่ชั้นบน
ติ๊ง
พอเห็นว่าลิฟต์มาถึงชั้นห้องของฉันแล้วฉันก็รีบเดินออกไป แต่ก็สะดุ้งโหยงเมื่อเห็นว่าฉลามวิ่งขึ้นบันไดหนีไฟออกมาดักหน้าฉันไว้ได้ทัน
เขาหอบหายใจหนักเหมือนรีบวิ่งขึ้นมาเพราะชั้นห้องของฉันอยู่ไม่สูงมาก ร่างสูงคว้าข้อมือของฉันไว้ไม่ให้หนีไปไหน ในขณะที่ฉันก็เห็นเหงื่อบนต้นคอเขาด้วย
“ทำไมถึงชอบหนีวะ” เขาพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ ตอนที่พูดกับฉัน “เป็นไรถึงชอบหนีเรา”
“...”
“ไม่คิดจะคุยให้รู้เรื่องก่อนเลยไง!” ท้ายประโยคเขาตะคอกใส่หน้าจนฉันสะดุ้ง แต่ต่อมาก็ตัดสินใจที่จะดึงมือของเขาออก
“เราว่าเราคุยกันไม่รู้เรื่องหรอก” ฉันพูดทั้งน้ำตาตอนที่เห็นว่าดึงมือของเขาออกไม่ได้เพราะฉลามบีบข้อมือของฉันไว้แน่นมากจนรู้สึกเจ็บนิดๆ คนตัวโตเสยผมขึ้นเหมือนไม่รู้จะทำยังไงกับฉันดี
“ทำไม”
“...”
“เป็นเราเหรอวะนิ้งถึงได้รู้ว่าจะคุยไม่รู้เรื่อง?” เขาขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ฉันอีกตอนที่ยึดข้อมือของฉันไว้ข้างหนึ่ง ในขณะที่อีกข้างก็รั้งท้ายทอยฉันให้เข้ามาใกล้ “หรือแค่หาข้ออ้างเฉยๆ”
“...”
“เธออาจจะไม่รักเราแล้วก็ได้ ถูกปะ?” ฉันเบิกตากว้าง แล้วฉลามก็แค่นหัวเราะออกมา “ไม่งั้นคงจะไม่ทำตัวเหมือนไม่สนใจเรางี้หรอก”
“...”
“ถ้าไม่รักแล้วก็อย่ามาอ้างดิ อยากตามใจเรา? คิดว่าเราโง่ไง”
“...”
“ก็งี้ไง เราแม่งเหี้ยอ่ะ ทำห่าไรก็ไม่เคยดี คนไหนคบด้วยก็เลิก” เขาพูดแล้วหัวเราะออกมาอีก “ก็คิดอยู่แล้วว่ะว่าต้องเป็นงี้”
“...”
“นิ้งจะทิ้งเราจริงปะ” ท้ายประโยคเสียงของเขาอ่อนลง ฉันเองก็มองหน้าเขาทั้งน้ำตาเหมือนกัน ฉันรู้นะว่าเขาน้อยใจ ฉันคิดว่าฉันเข้าใจเขานะว่าเขารู้สึกยังไงถึงพูดออกมาแบบนั้น แต่พอมันเป็นแบบนี้ ฉันก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วอ่ะ
ฉลามยังใช้แต่อารมณ์กับฉันอยู่เลย
“ฉลามปล่อยเราก่อน” ฉันพูดเสียงแผ่วลง ก่อนที่จะดึงมือของเขาออกอย่างเบามือ “เราขอโทษนะ”
“...”
“... แต่เราขออยู่คนเดียวก่อนได้มั้ย”
[SALAMDU : SIDE]
“แล้วสรุปมึงได้เลิกกันปะ?”
เจ๊ถามผมหลังจากที่มาเจอหน้ากัน ความจริงผมก็ไม่ได้มาหามันหรอก แต่ก็ต้องมาทำงานเลยพ้นหน้ามันไม่ได้ เอาจริงๆ อารมณ์ผมตอนนี้แม่งก็อยากเก็บตัวอยู่เงียบๆ คนเดียวเหมือนกัน
ตอนนี้ผมกับมันนั่งอยู่ที่ร้านเหล้า ไอ้เดี่ยวก็มาด้วย ผมไม่อยากพูดเรื่องนิ้งแต่ถ้าไม่พูดแม่งก็อึดอัด ก็เลยตอบสั้นๆ
“ไม่ได้เลิก”
“...”
“แค่เค้าไม่สนใจ” ผมตอบแล้วเซ็งๆ ที่จะเทเบลนด์ใส่แก้วเหล้าให้ตัวเอง ปกติผมแม่งแดกได้ทั้งวันไง แต่พอทะเลาะกับเธอเมื่อเช้าผมก็เบื่อๆ ไม่รู้จะทำห่าไรดี
หลังจากที่นิ้งบอกอยากอยู่คนเดียวเธอก็กลับเข้าไปในห้อง เอาจริงๆ พอเห็นเธอร้องไห้ผมก็รู้สึกตัวเองเหี้ยมากเหมือนกัน ยิ่งคนที่ทำให้เธอร้องเป็นผมเองก็ยิ่งไม่โอเคเลยว่ะ แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ให้พูดแย่ๆ ใส่เธอไม่ได้ ผมน้อยใจ ผมอยากไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย รู้ปะ
หรือว่าตัวผมมันไม่เหมาะกับนิ้งมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ววะ
มามองดูดีๆ ผมกับเธอแม่งก็ต่างกันจริงๆ ใช้ชีวิตต่างกัน ความคิดต่างกัน ตอนแรกก็คิดว่าพอถูไถได้ แต่ไปๆ มาๆ หลายอย่างระหว่างผมกับเธอแม่งไม่ไปด้วยกันสักอย่าง
“แต่เอาจริงๆ กูก็พอมองออกมาตั้งแต่แรกแล้วว่ะว่ามึงต้องเป็นงี้” ไอ้เดี่ยวโพล่งขึ้นมาตอนที่ยกขวดเหล้ามาไว้ฝั่งตัวเอง ผมเงยหน้าขึ้นมองมันทันที แล้วเพื่อนผมก็เทเหล้าใส่แก้วผมให้แทนตัวผมเอง “มึงกับเมียมึงแม่งต่างกันเกินไปว่ะไอ้หลาม สไตล์มันไม่ใช่ตั้งแต่แรกแล้ว”
“...”
“พอชนกันทีแม่งก็ต้องมีนอยด์บ้างเป็นธรรมดา” มันพูดแค่นั้น ผมรู้ว่าไอ้เดี่ยวก็แค่พูดผ่านสายตามันเพราะมันก็ไม่ได้แนะนำอะไรผมเพิ่ม เพราะลำพังตัวเองก็ยังเอาตัวไม่รอด ผมรู้ว่ามันเป็นคนแบบไหน ก็เลยเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมา
“มึงไม่ไปคุยกับน้องหน่อยเหรออีหลาม” เจ๊เพทโพล่งขึ้นมา แล้วผมก็วนแก้วตัวเองเล่น
“ก็ถ้าเค้าไม่อยากคุย กูจะไปคุยทำไม”
“...”
“ก็ปล่อยไว้งี้ ถ้าเค้าพอใจจะให้เป็นงั้น” ผมตอบมันแบบนั้น เพราะนิ้งบอกผมเองว่าเธออยากตามใจผม อยากปล่อยให้ผมมีชีวิตอิสระ จะทำไรก็ทำไป แล้วในเมื่อเธอเองก็ไม่อยากคุยกับผม ผมก็คงจะไม่เสนอหน้าเข้าไปคุยกับเธอหรอกว่ะ
ถ้าเธอไม่สนใจ ผมก็จะไม่สนใจ
แบบนี้นิ้งคงชอบอยู่มั้ง
เออ แต่ผมแม่งก็ทำได้แต่พูดอวดเก่งไปงั้น
จริงๆ มันก็ทำไม่ได้
ผมยืนอยู่ในมหาลัยเธอ พิงตะแกรงเหล็กอยู่ใกล้ๆ ที่มันมีซุ้มคณะอยู่อีกฝั่ง ผมไม่รู้ว่านิ้งทำอะไรอยู่ แต่พอเลิกงานที่อู่แล้วผมก็วกกลับมาที่หอเธอ พอขึ้นไปหานิ้งที่ห้องก็เห็นว่าเธอไม่อยู่ ผมเลยคิดว่าเธอคงรอผมกลับไปก่อนถึงได้ออกมาเรียน
พอรู้งี้แม่งก็เจ็บดีว่ะ
รู้เลยว่าเธอโคตรไม่อยากคุยกับผม
เพล้ง
ผมชะงักไปพอได้ยินเสียงอะไรแตก ตอนนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นนิ้งอยู่ตรงซุ้ม ตอนแรกมองไม่เห็นเท่าไหร่เพราะคนแม่งเยอะ แต่เห็นว่ามันเสียงดังเหมือนมีอะไรผมก็เลยมองตามไป แล้วก็เห็นว่านิ้งล้มอยู่ ที่มือเธอมีเลือดออกแล้วก็มีกระถางแตกอยู่ใกล้ๆ
ผมเบิกตากว้างทันที
นาทีนั้นแม่งแทบไม่ต้องคิดอะไรเลย ผมเห็นคนมามุงเธอแต่ไม่ยอมพาคนตัวเล็กไปทำแผลเลยสักคน ก็เลยเดินเสนอหน้าเข้าไปช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มโดยที่ไม่รอใคร
ถึงจะเฟล ถึงจะนอยด์ แต่ผมไม่เคยเฉยชาถ้านิ้งเป็นอะไรไป
คะนิ้งทำสีหน้าเหมือนตกใจที่เห็นผม เธอทำท่าเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูด มีคนมองมาที่พวกเราแต่ผมไม่ได้สนใจมาก พอเห็นเลือดที่มือเธอผมก็คิดไรไม่ออกว่ะ รู้แค่ว่าไม่ชอบที่เห็นเธอเจ็บ
เออ รู้แค่นี้
ห้องพยาบาลแม่งปิด
จะพาเธอไปโรงบาลแม่งก็ไกล ผมก็เลยขับข้ามฟากไปซื้อพวกของทำแผลมานั่งทำแผลให้เธอ ระหว่างทางเราไม่ได้พูดไรกัน ตอนที่ผมทำแผลให้เธอก็ไม่พูดอะไร ผมเองก็ไม่ได้พูด มองแต่มือเธอตอนที่นั่งหันหน้าเข้าหากันเพราะนิ้งนั่งอยู่เบาะหลังแล้วทำแผลให้ตอนที่จอดรถหน้าร้านขายยา
ร่างเล็กมองหน้าผมนิดหน่อย ก่อนที่เธอจะสะดุ้งน้อยๆ ตอนที่ผมเช็ดแผลแล้วพันผ้าก็อซให้ พอเลือดหายก็เห็นว่าแผลไม่ใหญ่มาก
“เจ็บเหรอ” ผมถาม ความจริงก็ฟอร์มๆ นิดหน่อยตอนที่พูดกับเธอ เพราะผมก็จำได้อยู่ว่าเธอได้พูดอะไรไว้บ้าง
คนตัวเล็กส่ายหน้า ก่อนที่เธอจะกุมมือตัวเองไว้ตอนที่ผมทำแผลเสร็จแล้วโยนส่วนที่ใช้แล้วลงถังขยะใกล้ๆ มือ
“... ขอบคุณนะ” เธอพึมพำพูดกับผม ผมจ้องหน้าเธอ ก่อนที่จะลูบท้ายทอยตัวเอง
“แล้วไปทำไรมา” เธอเงยหน้าขึ้นมองผมทันที แล้วผมก็หลบตาเธอ “ถึงเจ็บงี้”
“ก็...” คะนิ้งก้มหน้าลงมองมือตัวเอง แล้วตอบผม “เราจะเอากระถางไปเก็บอ่ะ แต่เราสะดุดนิดหน่อย”
“...”
“ไม่คิดว่าฉลามจะมาหาเราที่นี่เลย” เธอหัวเราะแผ่วๆ เหมือนดีใจตอนที่พูดประโยคนั้น แล้วผมก็อยากกอดเธอขึ้นมา แต่ไม่รู้ทำไมว่ะ
แม่งทำไม่ได้ เหมือนยังติดอะไรอยู่ในใจ
“ก็ไม่ได้มาหานิ้งหรอกว่ะ”
“...”
“แค่ผ่านมา ก็เลยแวะมาดู” ผมหาข้ออ้าง จะได้ไม่ดูเสียหน้าว่าผมมาง้อเธอก่อนทั้งๆ ที่ในใจก็รู้ว่ามาเพราะทนไม่ได้ถ้าไม่ได้เจอ คะนิ้งชะงักไปทันทีที่ได้ยิน ก่อนที่เธอจะเม้มปากแล้วก้มหน้าลงมองมือตัวเองที่พันแผลไว้
“อื้อ”
“...”
“เราก็ไม่คิดว่าฉลามจะมาง้อเราหรอก” ใจผมแม่งกระตุกตอนที่เธอพูดแบบนั้นเหมือนย้ำให้ตัวเองฟัง แล้วร่างเล็กก็ค่อยๆ ขยับตัวลงจากรถผมด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ค่อยเต็มใจยิ้มเท่าไหร่ “งั้นฉลามไม่ต้องไปส่งเราหรอก... เดี๋ยวเรากลับเองแหละ”
“...”
“แล้วตั้งแต่นี้เราจะกลับกับส้มแล้วนะ” เสียงเธอสั่นตอนที่พูดกับผม แล้วผมก็นิ่งไป “ส้มเพิ่งได้รถมอเตอร์ไซค์มา เราเลยคิดว่าจะไม่รบกวนฉลามแล้ว”
“...”
“ที่ผ่านมาขอโทษที่นิ้งทำให้ฉลามอึดอัดนะ”
“...”
“นิ้งจะไม่ทำแบบนั้นแล้ว”
ผมมองเธอเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง ก่อนที่ร่างเล็กจะหันหลังกลับเพราะตรงที่ที่เราอยู่มันก็แค่หน้ามหาลัย แค่ข้ามถนนไปก็ถึง แต่ผมแม่ง...
หมับ
ผมคว้าข้อมือของนิ้งไว้ได้ตอนที่เธอกำลังจะไป แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำเหี้ยอะไรอยู่ คะนิ้งชะงักทันที เธอหันกลับมามองผมเหมือนรอให้ผมพูดอะไร แต่อยู่ดีๆ ผมแม่งก็พูดไม่ออกขึ้นมา
กูไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลยว่ะ
ไม่อยากให้ระหว่างเรามันกลายเป็นแบบนี้เลยจริงๆ นะเว้ย
“ข้ามถนนดีๆ”
“...”
“ระวังรถด้วย”
แต่ทำไมพูดออกไปไม่ได้วะ เหี้ยเอ้ย
