บทที่ 1 1. บทนำ
“พี่...เราเลิกกันเถอะ”
ในที่สุดเธอก็พูดมันออกมา...
ทันทีที่ประโยคนั้นออกมาจากปากของหญิงสาว ในห้องก็ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบ เงียบจนกระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจอย่างชัดเจน
พอพูดออกไปแล้วกลับไม่โล่งอย่างที่คิดเอาไว้ เอาเข้าจริงไม่มีตรงไหนใกล้เคียงคำว่าโล่งเลย เพราะตอนนี้ คนโปรด รู้สึกผิดจนหายใจไม่ออก เหมือนกำลังจะจมน้ำตายจริง ๆ
คนฟังนิ่งจนเหมือนว่ากลายเป็นหินไปแล้ว มีเพียงคนพูดที่ลำคอตีบตันไปหมดแล้ว หญิงสาวยืนกำแก้วน้ำซึ่งคนตรงหน้าเพิ่งเป็นคนเอามาให้แน่นจนแทบจะแตกคามือ
เธอวางมันลงบนเค้าน์เตอร์ทั้งที่ยังไม่ได้ดื่มสักอึก เอาแต่มองหยดน้ำที่เกาะอยู่รอบแก้วเพราะไม่กล้าสู้หน้าเขา ไม่อยากให้เขารู้เลยว่าตัวเองรู้สึกอะไรอยู่ในตอนนี้
เพราะถ้าครามไม่รู้ เขาจะได้โกรธเธออย่างเต็มที่
“เพราะอะไร เพราะเรื่องช่วงนี้ใช่ไหม” ชายหนุ่มไม่พูดคะขาเหมือนอย่างก่อนหน้านี้แล้ว เขาไม่ยิ้มง้อเธอเหมือนอย่างตอนที่ไปเปิดประตูให้ และถามคำถามที่ทำเอาหญิงสาวต้องกลืนน้ำลาย
เพราะคำว่า ‘เรื่องช่วงนี้’ เป็นสิ่งที่เธอไม่คิดว่าเขาจะสนใจ แต่คนโปรดคิดผิด เธอดูถูกเขาไปมากเลยทีเดียว
“โปรดอยากเลิกกับพี่จริง ๆ หรือแค่คิดว่าจำเป็นต้องเลิก”
“…”
สิ้นคำถามนั้นคนโปรดก็ได้แต่เงียบ เธอก้มหน้าอยู่อย่างนั้นไม่กล้าเงยขึ้นมา คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าคนอื่นยังจับสังเกตได้ว่าบรรยากาศระหว่างเรามันผิดปกติ แล้วเขาจะไม่รู้ได้ยังไง
เขารู้เรื่องนั้น และรู้ทันเธอมากกว่าที่คิดด้วยซ้ำ
“ถ้าอยากเลิกกันจริงก็พูดมาเลยว่าอยากเลิกกับพี่ พูดมาว่าโปรดไม่ได้รักพี่แล้ว พูดมาสิโปรด” น้ำเสียงทุ้มสั่นระริกจนแทบคุมไม่อยู่ ประโยคสุดท้ายควรตะคอกแต่เขาก็ไม่ทำ
เพราะครามไม่เคยเสียงดังกับคนโปรดเลยสักครั้ง แม้แต่จะว่าให้เจ็บช้ำน้ำใจก็ยังไม่เคย
ประโยคสุดท้ายที่มาพร้อมน้ำเสียงเว้าวอนนั้นทำให้เธอไม่สามารถก้มหน้าฟังเขาเฉย ๆ ได้อีก หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาสบตาแฟนที่รักกันมาเป็นปี
สบกับดวงตาของเขาที่แดงก่ำไม่แพ้ตาตัวเอง ครามไม่ได้ดูโกรธเธออย่างที่จินตนาการเอาไว้ แต่เขากำลังมองกลับมาอย่างเสียใจ สายตานั้นทำให้ถ้อยคำที่เตรียมมามากมายมันหายไปหมด
เธอนอนคิดคำพูดที่จะใช้โน้มน้าวเขาทั้งคืนจนแทบไม่ได้นอน ตอนนี้กลับพูดมันไม่ออกเลยสักประโยคเพราะเห็นน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตาคม
เขาร้องไห้...
จากที่คอยบอกตัวเองว่านี่คือทางที่ดีที่สุดสำหรับเราสองคน อย่างน้อยครามก็ไม่ต้องมารับอะไรเกี่ยวกับเธอไปมากกว่านี้ แต่ตอนนี้คนโปรดกลับไม่แน่ใจแล้ว
คนที่เธออ้างว่าทำเพื่อเขากำลังยืนร้องไห้อยู่ตรงหน้า และทั้งที่เธอทำขนาดนี้ เวลาที่สบเข้าไปในดวงตาคม ก็ยังไม่มีสักเสี้ยวเลยที่ทำให้รู้สึกเลยว่าเขาไม่รัก
ตรงกันข้าม มันคือความผิดหวัง
“ถ้าอยากเลิกเพราะไม่รักพี่แล้ว พี่จะไม่ว่าโปรดสักคำ”
แบบนี้มันแย่กว่าโดนเขาโกรธเสียอีก
คนโปรดพยายามอยู่หลายวินาทีที่จะบังคับให้ตัวเองพูดคำนั้นออกไป คำว่าไม่รัก คำง่าย ๆ แบบนั้นกลับไม่ยอมหลุดออกจากปากของเธอเลยแม้แต่ครึ่งคำ
จะให้พูดได้ยังไง ในเมื่อความจริงมันตรงกันข้ามทุกอย่าง
เพราะแบบนั้น ครามที่ยืนรอฟังคำตอบและมองเธออ้ำอึ้งอยู่นานจึงหันหน้าหนีไปทางอื่น คราวนี้เขาไม่ถามอะไรอีก ตัวเธอเองก็ไม่สามารถให้อะไรเขาได้นอกจากความเงียบ
“เราขอโทษ”
และคำขอโทษที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบอีกคำ
ครามไม่ตอบอะไร เขาไม่หันมามองหน้ากันด้วยซ้ำ เธอยืนอยู่ตรงนั้นไม่กี่วินาทีก็ทนต่อความรู้สึกย่ำแย่ที่ถาโถมเข้ามาไม่ไหว จึงคว้ากระเป๋าเป้แล้วเดินไปทางประตู
เพราะหากยืนอยู่ตรงนั้นอีกเพียงวินาทีเดียว คนโปรดก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะยังใจแข็งอยู่ได้อีกหรือไม่ หากวันนี้เธอใจอ่อนทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม ทั้งที่เธอตัดสินใจมาดีแล้ว
ทั้งที่คิดแบบนั้น แต่พอมือสัมผัสกับลูกบิดก็กลับก้าวขาไม่ออก ส่วนหนึ่งของหัวใจอยากให้ครามรั้งเธอไว้ แต่อีกใจก็ภาวนาให้เขาไม่ทำ เพราะแค่นี้ก็แทบไม่มีแรงเดินออกไปอยู่แล้ว
มันสับสนสิ้นดี ทำไมความรักมันถึงยากขนาดนี้
“…”
ครามได้แต่มองแผ่นหลังเล็กของคนที่เดินไปหยุดที่ประตู ทั้งที่ใจอยากวิ่งไปกอดเธอไว้ อยากจะลงไปนั่งกอดขาขอร้องให้คนโปรดเปลี่ยนใจ แต่เขาก็ไม่ได้ทำอย่างที่คิดเอาไว้เลย
เพราะตอนนี้หัวใจมันรวดร้าวไปหมด เจ็บเกินจะรับไหวที่คนรักมาดูถูกน้ำใจด้วยการทำอะไรไม่ปรึกษา
ตอนนี้เขาทั้งโกรธ ทั้งเสียใจเกินกว่าจะรั้งคนอยากไปให้อยู่ต่อ สุดท้ายจึงได้แต่ยืนมองเธออยู่แบบนั้น จนกระทั่งคนโปรดเปิดประตูแล้วเดินออกไปจริง ๆ
วินาทีที่ประตูบานใหญ่ปิดลง เสียงสะอื้นที่เพียรกลั้นไว้ก็หลุดออกมาท่ามกลางความเงียบ พร้อมกันกับน้ำตาที่ไหลพราก
