บทที่ 4 4. อย่าบ่นได้ไหม
ด้านครามได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจยาว มือที่จับแก้มอยู่เลื่อนลงมาลูบที่ต้นขาเธอเบา ๆ เหมือนทั้งปลอบเธอและปลอบตัวเองไปด้วย
“พี่รู้ ขอโทษได้ไหมล่ะที่ขี้บ่น เป็นห่วงทั้งนั้น” พูดเสียงเล็กเสียงน้อยทั้งที่มือยังลูบ ๆ บีบ ๆ ต้นขาของเธอไม่หยุด คนโปรดเห็นแบบนั้นก็วางมือลงบนหลังมือของเขา
อย่างที่บอกว่าเอ็นดู เธอเอ็นดูคนที่ขอนักมวยคบเองแท้ ๆ แต่กลับมานั่งทำหน้าหงอยเวลาเห็นนักมวยเจ็บตัวอยู่นี่ ตั้งแต่คบกันมาก็เป็นแบบนี้ตลอด
ถึงอย่างนั้นครามก็ไม่ได้มีปัญหาไปมากกว่านี้ ไม่ได้มาสั่งห้ามเธอขึ้นชกหรือกดดันอะไร ตรงกันข้ามเขาแค่ขอเป็นคนทำแผลให้ เราจึงยังคบกันได้ยาวนานถึงปีกว่าแล้ว
“คราวหน้าเราจะระวังกว่านี้”
“พูดแล้วนะ”
“อืม กลับบ้านกันเถอะ ไหนว่าจะทำแผลให้” พอได้ยินเธอพูดอย่างประนีประนอมแบบนั้นครามก็พยักหน้า ดูพอใจขึ้นมานิดหนึ่ง แต่สายตายังวนอยู่แถวปากเธอไม่เลิก
“หิวไหม มุมปากแตกแบบนี้จะกินข้าวได้หรือเปล่า”
คนโปรดเห็นสีหน้าเขาดีขึ้นแล้วจึงรีบคว้าโอกาสเอาไว้ เธอตบ ๆ ลงบนต้นแขนล่ำ ก่อนจะแนบใบหน้าลงไปกับกล้ามแขนของแฟนหนุ่ม เงยขึ้นสบตาเขาเป็นการเพิ่มดาเมจ
“คงต้องพึ่งท่านพี่ทำข้าวต้มให้แล้ว” ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงพินอบพิเทา ครามได้ยินดังนั้นก็นิ่งไปเล็กน้อย ตาคมมองคนปล่อยมุกหน้าตายก่อนหลุดหัวเราะในลำคอ
เห็นลุคแมน ๆ คุยกันแบบนี้ ยัยนี่ไปเอามุกพิฆาตใจเขามาจากไหนนักหนาก็ไม่รู้ แถมเวลาทำก็ทำนิ่ง ๆ ไม่ได้มีจริตจก้านแต่ก็ยังทำให้ใจสั่นได้เสมอ
แล้วมันก็ได้ผลดีเสียด้วย เพราะเขาแพ้ทุกครั้งไป
“ตามแต่น้องหญิงจะบัญชา” เขาพยักหน้ารับอย่างปลง ๆ คนโปรดได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มตาม ถึงแม้ว่าพอยิ้มแล้วมุมปากจะตึงจนต้องรีบหุบก็เถอะ
เสียงหัวเราะสองเสียงประสานกันอยู่ในรถคันหรู ชายหนุ่มบีบนวดต้นขาของเธอเบา ๆ อีกครู่หนึ่งแล้วจึงยอมถอนมือกลับไปคาดเข็มขัดให้ตัวเอง
ไม่นานเบนซ์คันงามก็เคลื่อนตัวออกมาจากร่มไม้ มุ่งหน้าตรงไปยัง ‘บ้าน’ ซึ่งที่จริงแล้วมันเป็นคอนโดของครามที่เธอไปค้างอยู่บ่อย ๆ
คนโปรดเอนหัวพิงเบาะมองแฟนหนุ่มที่กำลังตั้งใจขับรถยิ้ม ๆ ก่อนจะหันไปมองวิวข้างทางที่เคลื่อนผ่านกระจกไปเรื่อย ๆ นึกขำตัวเองอยู่เหมือนกันที่เมื่อครู่ยังทำเป็นไม่รู้จักกันอยู่เลย
ตอนนี้เธอกลับมานั่งอยู่ในรถให้เขาพากลับบ้านไปด้วยเสียแล้ว แถมยังเพิ่งไปอ้อนให้เขาทำข้าวต้มให้ด้วย ไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือคนคนเดียวกับที่โดนเธอต่อยจนหน้ายับก่อนจะคบกัน
กว่าจะมาถึงคอนโดของครามก็เป็นเวลาเกือบห้าโมงเย็นพอดี ชายหนุ่มถอยรถเข้าไปจอดที่ลานจอดรถ ก่อนทั้งคู่จะลงจากรถแล้วเดินตามกันไปห่าง ๆ
คนโปรดให้เขาขึ้นลิฟต์ไปก่อน ส่วนตัวเองก็รอขึ้นลิฟต์อีกตัวเพื่อขึ้นไปที่ชั้นเดียวกัน เป็นแบบนี้ทุกครั้งที่มาที่นี่ เพราะเธอไม่อยากให้คนที่มหาวิทยาลัยสังเกตเห็น
ไม่กี่นาทีกล่องโดยสารภายในคอนโดหรูก็พาเธอมาส่งยังชั้น 46 ออกจากลิฟต์หญิงสาวก็เดินไปยังห้องที่อยู่มุมสุดทางเดินซึ่งกินพื้นที่ไปถึงครึ่งหนึ่งของชั้นนี้
จัดการกดรหัสและสแกนคีย์การ์ดเพื่อเปิดประตู แล้วยัดตัวเองเข้าไปด้านในแบบเร็ว ๆ
หมับ!
ทว่าทันทีที่ก้าวขาเข้าไปในห้อง ยังไม่ทันจะได้ปิดประตูให้สนิทเลยด้วยซ้ำ ร่างเพรียวสมส่วนก็โดนแขนแกร่งรวบตัวเข้าไปในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว
“อ๊ะ โอ๊ย!” แรงกอดกะทันหันกดทับรอยช้ำที่ชายโครงทำเอาหญิงสาวร้องลั่น พาให้วงแขนที่กอดรัดเธอปานงูเหลือมพลันคลายออกอย่างตกใจ
“เป็นอะไรคะ” ครามก้มลงสำรวจร่างกายของแฟนสาวในอ้อมแขนอย่างตระหนก ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วเหลือบมองสีหน้าเธอที่เมื่อครู่ยังดี ๆ แต่ตอนนี้กลับเหยเกเพราะความเจ็บปวด
สายตานั้นทำให้คนโปรดรู้ทันทีว่าพลาดแล้ว
ตอนอยู่บนรถอุตส่าห์งัดมารยาที่สุดในชีวิต ไปอ้อนให้เขาทำข้าวต้มจนสีหน้าดีขึ้นแล้วเชียว แค่เห็นแผลที่หน้ายังซึมไม่ไหวแล้ว นี่ถ้าเห็นที่ตัวด้วยไม่หูตกหางลู่ไปกันใหญ่เหรอ
“ไม่เห็นบอกพี่เลยว่าเจ็บตรงนี้ด้วย ที่เขาเตะยกแรกเหรอ”
“อืม ตอนแรกมันตึง ๆ ไม่ได้เจ็บอะไร เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ”
คนโปรดหลบสายตาคมขณะที่อ้างไปอย่างนั้น ทำไมเธอจะไม่รู้ตัว รู้ตั้งแต่โดนเข่าของดวงพรแล้วว่าต้องช้ำ ตอนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าก็เริ่มเจ็บแล้วเพราะความตื่นเต้นมันลดระดับลง
แต่จะให้บอกเขาได้ยังไงล่ะ แค่นี้ก็ตกใจจะแย่แล้ว
“ตรงไหน มาดูหน่อยมา”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังขึ้นเลยสักนิด แต่คนโปรดฟังออกว่าครามเริ่มไม่โอเคเท่าไหร่นักเธอจึงยอมดึงชายเสื้อขึ้น เผยให้เห็นรอยช้ำที่เริ่มขึ้นสีม่วงจาง ๆ บริเวณชายโครงด้านขวา
ชายหนุ่มสำรวจมันอยู่เงียบ ๆ ราวสองวินาที นึกอยากจะบ่นแต่พอเงยขึ้นมาเห็นหน้าคนรักแล้วก็ไม่อยากให้รำคาญใจ เธอเพิ่งจะขึ้นชกมาเหนื่อย ๆ แถมเขาก็ได้ยินว่าโดนครูม่วงบ่น
ขืนโดนเขาบ่นอีกจะไปกันใหญ่
