บทที่ 5 5. รักลับ ๆ
“เจ็บไหมคะ” เพราะคิดแบบนั้นสุดท้ายเขาจึงทำเพียงถามไปอย่างนุ่มนวล พาให้คนเตรียมตัวคิดหาวิธีการโอ๋เขากลับแล้วเงยหน้าขึ้นมามองตาปริบ ๆ
พอเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าจะว่าอะไรก็ขยับเข้าไปใกล้ มือจับชายเสื้อโปโลสีครีมของครามเอาไว้หลวม ๆ
“ก็เจ็บ...แต่ว่าแค่นิดเดียว” ไม่รู้ว่าคนโปรดไปเรียนมาจากไหน ไอ้การช้อนตาตอบด้วยเสียงเบา ๆ แบบนั้น แต่ครามยอมรับเลยว่ามันทำให้เขาแพ้มาก จากไม่คิดบ่นอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งแล้วใหญ่
คนโปรดเห็นแฟนตัวเองเสียอาการจนเก็บไม่อยู่ก็ยิ้มอยู่ในใจ เธอพิงหน้าผากกับแผงอกแข็ง มือลูบต้นแขนแกร่งเบา ๆ
“แต่บนหน้าอ่ะ เหมือนมันระบมเลยพี่คราม”
คนโดนอ้อนมองนิ้วชี้พันพลาสเตอร์ที่ชี้ตรงโหนกแก้ม ก่อนก้มมองเจ้าของนิ้วที่ตะแคงหน้ามาให้ดูใกล้ ๆ อย่างไม่เขินอายเลยแม้แต่นิด แถมยังเรียกเขาว่าพี่ตามด้วยชื่อเต็มยศอีก
ท่าทางน่ามันเขี้ยวจนอยากบีบให้ร้อง ไม่ติดว่าแผลเต็มตัวจนไม่รู้ว่าจับตรงไหนได้บ้างแบบนี้ เขาไม่อยากให้เธอเจ็บตัวอีกจึงทำเพียงถอนหายใจ มือใหญ่ยกขึ้นลูบเส้นผมนุ่มบางเบา
“ไปนั่งค่ะ เดี๋ยวพี่ทายาให้”
“อือ”
คนโปรดตอบสั้น ๆ แค่นั้นตามนิสัย แล้วเดินตามเขาไปนั่งที่โซฟาต้อย ๆ ครามเดินไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลออกมาจากตู้ ก่อนจะเดินกลับมานั่งยอง ๆ ตรงหน้าเธอ
คนโปรดเองเมื่อเห็นอย่างนั้นก็ยกชายเสื้อขึ้นอย่างรู้งาน ปล่อยให้แฟนหนุ่มป้ายยาแก้ฟกช้ำลงบนรอยช้ำขนาดเท่าฝ่ามือที่ชายโครง
ครามมือเบามากจนเธอไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด จึงมีเวลามาสังเกตคนที่กำลังทายาให้ตัวเองอย่างตั้งใจ ไม่รู้นานเท่าไหร่แล้วที่ระหว่างเราสองคนมันเป็นแบบนี้
ปีหนึ่งได้แล้วมั้ง หรือบางทีอาจจะมากกว่านั้น เพราะเขาเองก็ดูแลเธอแบบนี้มาตั้งแต่ก่อนเราคบกันจริงจังเสียอีก
“เจ็บไหมคะ”
“ไม่ ทนได้”
“เก่งตลอดนะ เมื่อไหร่จะเป็นคนไม่เก่งบ้างก็ไม่รู้ จะได้เลิกเอาแผลมาฝากพี่ทุกวัน” ครามบ่นอย่างไม่จริงจังนักแล้วเริ่มทำแผลบนหน้าเธอต่อ
ก่อนจะต้องยอมหุบปากสนิท เมื่อยัยนี่เขาเล่นเอาหน้ามาแนบฝ่ามือตอนเขาติดพลาสเตอร์ วันนี้แค่วันเดียวครามไม่รู้แล้วว่าโดนอ้อนไปกี่รอบ คนแพ้หมาเด็กมันจะไปสู้ไหวได้ยังไง
ยิ่งเป็นหมาเด็กนักเลง ๆ
“พอรู้ว่าอ้อนแล้วพี่ไม่บ่นก็เอาใหญ่เลยนะ”
“แล้วได้ผลไหมล่ะ”
“มากค่ะ”
ได้ยินอย่างนั้นคนโปรดก็หัวเราะออกมาทันที
ทั้งคู่พากันไปกินข้าวหลังทำแผลเสร็จ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ข้าวต้มปลาคือเมนูที่ครามเลือกทำให้คนมุมปากแตกที่เคี้ยวได้ไม่มาก ส่วนตัวเขากินข้าวที่แม่บ้านเตรียมเอาไว้ให้ตั้งแต่ช่วงบ่าย
ทำเสร็จก็มาเสิร์ฟให้น้องหญิงที่นั่งรอที่โต๊ะ คนโปรดนั่งกินเงียบ ๆ เพราะต้องระวังแผล ส่วนครามที่พูดเก่งกว่าเป็นฝ่ายเล่านั่นเล่านี่ให้เธอฟังแทน กระทั่งมาถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน
“เมื่อวานมีคนมาขอไอจีพี่ด้วย” มือที่กำลังเอื้อมหยิบแก้วน้ำชะงักไปเล็กน้อย เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนหยิบแก้วน้ำขึ้นมามาดื่มต่ออย่างเป็นธรรมชาติ
“เหรอ” เพราะสิ่งที่ครามเล่ามาเธอรู้อยู่แล้ว เมื่อวานคนโปรดมีเรียนตอนเช้าและเลิกเรียนตอนเที่ยง ตอนเรียนเสร็จจะกลับค่าย เดินผ่านโรงอาหารของคณะวิศวะ มีมี่เลยพาแวะเพราะหิว
เธอกับเพลิงไม่กินเพราะต้องรักษาน้ำหนักเตรียมขึ้นชกในวันนี้ แต่ก็ยอมไปกับมันเพราะจะไปซื้อกาแฟดำดื่มกันที่ร้านใกล้ ๆ ทว่าขณะเดินเข้าโรงอาหาร ก็เห็นช็อตเด็ดมีผู้หญิงเดินออกมาจากโต๊ะเขาพอดี
แม้ไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็พอเดาได้ เพียงแต่กำลังรอว่าครามจะเล่าให้ฟังเมื่อไหร่เท่านั้น
“ค่ะ”
“แล้วให้ไหม”
“ถ้าให้แล้วพี่จะกล้าเล่าเหรอคะ” ชายหนุ่มมองหน้าเธอยิ้ม ๆ ก่อนจะเปิดขวดน้ำเทเติมในแก้วของเธอที่พร่องไปครึ่งหนึ่งจากการดื่มเมื่อครู่ กระนั้นสายตาก็ยังลอบสำรวจอาการของแฟน
“ใครจะไปรู้”
น้ำเสียงของเธอเรียบมาก สีหน้าก็ปกติทุก ๆ อย่าง ถ้าไม่นับว่าตั้งแต่ได้ยินเรื่องนี้ คนโปรดเคี้ยวช้าลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ครามที่เห็นทุกอย่างได้แต่ยิ้มคนเดียวทว่าไม่ได้แซว เขารู้ดีว่าถ้าไปสะกิดตอนนี้ เจ้าตัวคงยิ่งทำหน้าเหมือนไม่รู้สึกอะไรเข้าไปใหญ่ มันก็ไม่ใช่ว่าเขาจะอยากยั่วให้เธอหึงไปงั้นหรอก
ไม่ได้ตั้งใจทำอย่างนั้นเลย
มันก็แค่...มีความต้องการบางอย่างที่อยู่ภายในใจมานาน เป็นความต้องการที่บอกไปตามตรงไม่ได้เพราะเขาดันรับปากเสียเอง แต่นานเข้าใจมันก็เริ่มไม่ไหว
“ไม่ได้ให้ค่ะ เจย์มันบอกเขาไปก่อนว่าพี่มีแฟนแล้ว”
คราวนี้คนโปรดเงยหน้าขึ้น เธอเลิกคิ้วน้อย ๆ
“เจย์พูดเหรอ”
“อือ”
“ไปพูดแบบนั้นทำไมล่ะ” รอยยิ้มตรงมุมปากครามจางลงเล็กน้อย แต่ก็เตรียมใจแล้วว่าต้องเจอกับอะไร “คราม ไหนเราคุยกันแล้วไง แล้วพี่เองก็เป็นคนยอมรับตรงนี้เอง”
