บทที่ 8 หนูจะได้อยู่บ้านหลังนี้จริงๆ หรือคะ

หมอหนุ่มพาเด็กในปกครองไปส่งที่บ้านไม้กลางสวน ทันทีที่เดินออกจากประตูด้านข้างของตัวบ้าน ก็ปรากฏบ้านไม้สักชั้นเดียวหลังน้อยยกพื้นสูงตั้งอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้นานาพันธุ์ที่ออกดอกสีสวยและส่งกลิ่นหอมฟุ้งทั่วบริเวณ

สาวน้อยเบิกตากว้าง ภาพตรงหน้ามันอย่างกับภาพฝัน มันสวยเกินกว่าจะคิดว่าเป็นเรื่องจริงได้

ตอนแรกที่เขาบอกว่าจะให้เธอไปอยู่บ้านไม้กลางสวน เธอก็จินตนาการถึงบ้านไม้หลังเล็กๆ ท่ามกลางสวนรกทึบของไม้ผลชนิดต่างๆ ที่ในยามค่ำคืนคงมืดมิดและเงียบเหงาวังเวง แต่เพราะต้องการตอบแทนบุญคุณและทำตัวให้เป็นประโยชน์ จึงตกปากรับคำจะไปอยู่ที่นั่นเพื่ออาสาเฝ้าสวนผลไม้ให้กับผู้มีพระคุณ

ที่ไหนได้ บ้านไม้กลางสวนที่เขาพูดถึง มันหมายถึงสวนดอกไม้สีหวานทั้งของไทยของเทศที่ส่งกลิ่นหอมหวนทั่วบริเวณแบบนี้นี่เองหรอกหรือ สวยอย่างกับในนิทานไม่มีผิด

“เป็นไง สวยไหม”

“สวยมากค่ะ นี่เรื่องจริงหรือคะหมอ หนูจะได้อยู่บ้านหลังนี้จริงๆ หรือคะ”

“ใช่ ชอบไหม”

จริงๆ ก็ไม่เห็นต้องถาม แค่ดวงตากลมโตส่องประกายวิบวับราวกับมีเพชรน้ำงามอยู่ในนั้น ก็พอจะเป็นคำตอบให้กับเขาได้แล้ว ว่าสาวน้อยตรงหน้าชอบบ้านหลังนี้มากมายแค่ไหน

“ชอบค่ะ ชอบมาก ขอบคุณมากนะคะ หมอน่าน”

ทุกที พอได้ของถูกใจ ก็จะหันมายิ้มหวาน ทำตาวิบวับ และพนมมือไหว้เขาอย่างงดงามเช่นนี้ทุกที

“ฮึ่ม อืม อยู่ให้มีความสุขนะ ไป เข้าไปดูในบ้านกันดีกว่า”

ภายในบ้านหลังน้อยแบ่งแยกกั้นห้องเป็นสัดเป็นส่วน มีห้องนั่งเล่นกว้างขวางที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือเต็มฝาผนังด้านที่ติดกับผนังห้องนอน มีโซฟารูปตัวแอลชิดติดผนังอีกด้าน หน้าต่างกระจกที่มีผ้าม่านสีชมพูหวานผืนหนาสองชั้น โดยชั้นบนเป็นผ้ามุ้งสีขาวโปร่งลายลูกไม้ฉลุน่ารักแทนผืนเดิมที่เป็นสีน้ำเงินเข้มที่เพิ่งโดนสั่งให้ติดตั้งใหม่เมื่อวานนี้

อีกมุมหนึ่งมีโต๊ะตัวยาวและลิ้นชักมากมายใช้วางทีวีจอยักษ์และเครื่องอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ

“หนังสือเยอะจริงๆ ด้วย”

“นี่แค่ส่วนหนึ่ง ฉันยังไม่ได้ให้เด็กมาขนไปเก็บที่ห้องทำงานของฉันด้านบน เพราะกำลังจะสั่งทำชั้นหนังสือเพิ่มพอดี มันเก็บไม่พอ เกะกะหรือเปล่า ให้เด็กเก็บลงลังก่อนก็ได้นะ”

“ไม่ค่ะ ไว้แบบนี้ก็สวยดี”

“ไปดูในห้องนอนกันเถอะ”

ประตูห้องนอนถูกเปิดออกจนกว้าง ตรงกลางห้องมีเตียงนอนขนาด 6 ฟุต ปูด้วยชุดเครื่องนอนสีชมพูหวาน สีเดียวกับผ้าม่านสีชมพูสองชั้นแบบเดียวกันทั้งบ้าน

ที่ผนังห้องด้านหนึ่งมีตู้เสื้อผ้าแบบบิลต์อินยาวสุดผนัง ติดกันนั้นเป็นประตูห้องน้ำที่เมื่อเปิดเข้าไปก็มีทั้งโซนเปียกและโซนแห้งแยกกันอย่างดี แถมด้านในสุดยังมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในมุมที่มีต้นไม้ล้อมรอบอย่างสวยงาม

“เสื้อผ้าของเธอ ฉันจัดการให้หมดแล้ว อยู่ในตู้”

เธอเดินกลับมาเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง ภายในอัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าแบรนด์ดังราคาแพงที่ลูกข้าราชการอย่างเธอไม่อาจแตะต้อง แม้จะไม่เคยลำบากเลยในชีวิต แต่ก็ไม่สามารถใช้เงินฟุ่มเฟือยขนาดนี้ได้

สาวน้อยเปิดลิ้นชักชั้นล่างก็ยิ่งต้องตกใจกว่าเดิม เมื่อภายในเต็มไปด้วยชุดชั้นในสีหวานที่ขนาดของมันคือไซซ์ที่เธอใส่อยู่ไม่มีผิดเพี้ยน

“เอ่อ อันนี้ใครเลือกให้คะ”

“ฉันเอง”

“ห๊ะ หมอ ทำไมหมอ..”

“แล้วถูกไซซ์ไหมล่ะ”

“ถะ ถูกค่ะ”

“อืม ก็แค่นี้แหละ”

สาวน้อยก้มหน้างุด รีบปิดลิ้นชักกลับคืนอย่างรวดเร็ว เพราะแค่นี้ก็รู้สึกอับอายขายขี้หน้าจะแย่อยู่แล้ว

“ชอบไหม”

“เอ่อ ชอบมากค่ะ นี่หมอให้หนูอยู่ห้องสวยขนาดนี้เลยหรือคะ มันสวยมากจริงๆ”

“นี่ยังธรรมดา บ้านเล็กจะตาย ข้างบนใหญ่กว่านี้อีกนะ แค่อาจไม่มีห้องรับแขกเป็นสัดเป็นส่วนแบบนี้”

“แค่นี้ก็ดีมากเกินไปแล้วค่ะ สำหรับคนอย่างหนู”

“อย่าคิดมากสิ อย่าลืมว่าพ่อแม่ฉันบอกว่าเธออยู่ที่นี่ในฐานะหลานท่านนะ”

“หนูไม่อาจเอื้อมขนาดนั้นหรอกค่ะ หนูยังเป็นเด็กที่หมอเก็บมาเลี้ยงเหมือนเดิมนะคะ เป็นคนที่ติดหนี้บุญคุณหมอ ที่ชดใช้ชั่วชีวิตก็ไม่หมด ถ้าหมอต้องการให้หนูตอบแทน..”

“รู้แล้วน่า ไม่ต้องคิดมากหรอก ถ้าอยากให้ตอบแทนเมื่อไหร่แล้วจะบอก ถึงวันนั้นอย่ามาอิดออดก็แล้วกัน”

“ไม่มีวันอิดออดแน่นอนค่ะ”


เรือนร่างบอบบางในชุดนักศึกษาของมหาวิทยาลัยติดอันดับของรัฐ กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ห้องครัวเหมือนกับกำลังหาอะไรบางอย่าง ดึงดูดความสนใจของหมอหนุ่มที่เดินผ่านหลังจากออกกำลังกายในยิมส่วนตัวที่อยู่ชั้นล่างของบ้านให้ต้องหยุดยืนมองอยู่หน้าประตูทางเข้าห้องครัวนั้น

เมื่อหาที่ลิ้นชักด้านล่างไม่เจอ คนตัวบางก็ยืดตัวเปิดบานประตูตู้ที่อยู่ด้านบน แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นสิ่งของที่ต้องการได้ จึงเขย่งจนสุดปลายเท้าแล้วส่งมือเข้าไปปัดป่ายควานหาของในนั้นให้วุ่นวายไปหมด

หมอหนุ่มรีบพุ่งตัวไปประชิดร่างบางของสาวน้อยตรงหน้าทันที มือใหญ่ข้างหนึ่งกอดเอวเธอไว้ แล้วมืออีกข้างก็ยื่นไปคว้าขวดซีอิ๊วในตู้นั้นที่มันโดนมือเล็กๆ นั่นปัดจนเกือบล้ม

คนตัวบางตกใจที่โดนร่างกายใหญ่โตของใครบางคนพุ่งเข้าประชิดจนสะดุ้งโหยง จึงหันหน้ากลับมามอง ก็พบว่าคนคนนั้นคือผู้ปกครองของเธอนี่เอง

“อุ๊ย หมอน่าน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป