บทที่ 8 บทเรียนร้อนที่เท่าเทียม
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักสลัว มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของมิลินที่ดังแข่งกับสายฝนด้านนอก
ควีนสาวนอนทอดกายหมดสภาพอยู่บนโซฟาหนังเทียม ใบหน้าสวยเฉี่ยวซับสีเลือดฝาดระเรื่อด้วยความอับอายและความเสียวซ่านที่ยังคงตกค้างอยู่กึ่งกลางลำตัว
เธอกัดริมฝีปากแน่นจนช้ำ พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา
เมื่อกี้เธอเพิ่งจะ... ‘เสร็จสม’ …ออกมาอย่างน่าอาย ทั้งที่เขายังลากลิ้นไปไม่ถึงต้นขาด้วยซ้ำ!
ความทรนงในศักดิ์ศรีของควีนพังทลายลงไม่เป็นท่าต่อหน้า ‘หุ่นฝึกหัด’ ที่เธอคิดว่าจะคุมเกมได้อยู่หมัด
"ขะ…คุณ!"
มิลินพยายามเค้นเสียงให้ดูเรียบนิ่ง แต่กลับกลายเป็นเสียงสั่นพร่าอย่างขัดใจ เธอรีบขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ดึงรั้งชายเดรสรัดรูปสีดำที่ร่นขึ้นมาให้คลุมต้นขาผิวสีน้ำผึ้งอย่างลนลาน
ที่คิดไว้ว่าเธอกำลังถือไพ่เหนือกว่า แต่พอเอาเข้าจริงกลับอ่อนหัดจนน่าหัวเราะ
หรือเธอเลือกหุ่นฝึกหัดที่เลเวลสูงเกินไป?
มิลินเกิดความไม่มั่นใจว่าจะคุมเกมนี้ได้ ที่จริงเธอควรจะต้องเลือกหุ่นที่เลเวลต่ำกว่านี้มาลองฝึกก่อนหรือเปล่า แบบเริ่มจากเลเวลหนึ่ง..สอง..สาม ไม่ใช่เริ่มจากเลเวลระดับร้อยเลยแบบนี้!
เขาเก่งเกินไป ทั้งเจนจัดและฉลาดรู้ว่าจุดอ่อนของผู้หญิงอยู่ตรงไหน!
ค่ำคืนนี้อาเยี่ยทำให้เธอรู้ว่า การประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป อาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุด
และในความคิดของนักลงทุน หากเจอความเสี่ยงที่ไม่สามารถรับมือได้ ก็ควรจะรีบตัดจบไปก่อนอย่าได้เสียดาย
คิดได้ดังนั้น เธอจึงเอ่ยปากยกเลิกภาคปฏิบัติคืนนี้ทันที
"บทเรียนแรกพอแค่นี้... คุณรับเช็คเงินสดไปได้เลย อาเยี่ย"
เธอยกมือขึ้นเสยผมอย่างยุ่งยากใจ ปลายนิ้วสั่นเทาเล็กน้อยพยายามซ่อนความปั่นป่วนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในให้สงบลง
มิลินพยายามเบือนสายตาหลบหลีก ไม่ยอมสบตากับประกายคมปลาบของพญามังกรในคราบหุ่นฝึกหัด ที่ตอนนี้กำลังทอดมองเธอนิ่งนานราวกับเสือร้ายที่กำลังซุ่มรอเวลาตะครุบเหยื่อ
ทว่า... ฉินเยี่ยกลับไม่มีทีท่าว่าจะขยับถอยห่าง
มาเฟียหนุ่มในคราบพนักงานออฟฟิศยังคงนั่งคุกเข่าอยู่ระหว่างเรียวขาของเธอ ไออุ่นจากร่างกายสูงใหญ่แผ่ซ่านเข้ามาปะทะกับผิวเนื้อสีน้ำผึ้งจนเธอรู้สึกร้อนวูบวาบไปหมด
ดวงตาเรียวยาวกวาดไล่สำรวจใบหน้าตื่นตระหนกที่พยายามทำเป็นปั้นปึ่งของควีนสาว ก่อนจะเคลื่อนต่ำลงสำรวจหยาดเหงื่อบางเบาที่ผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าและลำคอระหง
มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ ชนิดที่ทำเอาคนมองรู้สึกกระสับกระส่ายจนนั่งไม่ติด
"จะกลับแล้วเหรอครับ?"
เสียงทุ้มต่ำพร่าขยับกระซิบเข้ามาชิดริมฝีปากของเธอ ลมหายใจอุ่นจัดเจือกลิ่นกายผู้ชายจางๆ ผสมผสานกับความชื้นของสายฝนด้านนอก ชวนให้สติที่เพิ่งรวบรวมกลับมาของมิลินแทบจะกระเจิดกระเจิงไปอีกรอบ
เขาเอียงหน้าเล็กน้อย ดวงตาเรียวยาวลุ่มลึกไม่ละจากเธอแม้แต่วินาทีเดียว ก่อนที่หญิงสาวจะทันได้ถดกายหนี ชายหนุ่มก็ค่อยๆยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างไม่เร่งร้อน
เงาร่างใหญ่โตทาบทับลงมาครอบคลุมร่างบอบบางของเธอไว้จนมิดราวกับกรงขัง มือหนาแกร่งทั้งสองข้างยกขึ้นทาบลงบนพนักโซฟาทั้งสองฝั่ง กักขังควีนสาวไว้ตรงกลางอย่างสมบูรณ์แบบ
รังสีการคุกคามที่ทรงอำนาจและดิบเถื่อนแผ่ซ่านรุนแรง จนมิลินเผลอตัวหดคอหนีโดยสัญชาตญาณ หัวใจที่เคยถือดีกระหน่ำตีซี่โครงราวกับจะหลุดออกมาข้างนอกอก
แรงกดดันจากคนตรงหน้าไม่ได้เกิดจากการใช้กำลัง หากแต่เป็นความมั่นใจและความนิ่งสงบที่แผ่ออกมาจากร่างสูงตระหง่าน จนทำให้เธอรู้สึกตัวเล็กลงโดยไม่รู้ตัว
"ในเมื่อผมทำตามคำสั่งของเจ้านายครบถ้วนแล้ว..."
ใบหน้าหล่อเหลาโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ จนปลายจมูกโด่งคมเกือบจะสัมผัสกับปลายจมูกของเธอ ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินขอบเขตทำให้มิลินต้องหลับตาลงเสี้ยววินาทีเพื่อตั้งสติ
"ผมใช้ลิ้นทำให้เจ้านายร้องครางออกมาได้... และก็ยังไม่ได้ทำอะไรเกินเลยไปกว่าตรงนี้เลยด้วยซ้ำ"
นิ้วมือเรียวใหญ่ชี้ตรงไปยังหัวเข่ามนงามที่ยังขึ้นสีแดงระเรื่อ ก่อนจะลากไล้แผ่วเบาผ่านผิวเนื้อช้าๆจนเธอสะดุ้งวาบ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวหน้าเนียนจนมิลินตาพร่า
"ในเมื่อผมสอบผ่านบทเรียนแรกอย่างดีเยี่ยม..."
เสียงกระซิบพร่าเลือนราวกำลังร่ายมนตร์สะกด
"เจ้านายจะใจร้าย ไม่ให้รางวัลคนเก่งหน่อยเหรอครับ?"
"ฉัน... ฉันจ่ายเงินมัดจำให้คุณไปแล้วไง"
มิลินเค้นเสียงประท้วงออกไป แม้หางเสียงจะสั่นพร่าอย่างห้ามไม่อยู่ยามที่สบเข้ากับนัยน์ตาเรียวยาวที่แฝงแววคุกคามคู่นั้น
"เงินพวกนั้นมันสำหรับค่าตัวครับ ไม่ใช่รางวัลสำหรับ 'เด็กดี' ที่เชื่อฟังคำสั่ง"
ฉินเยี่ยหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาวาวโรจน์ขึ้นด้วยความกระหาย เมื่อเห็นแม่เสือสาวกำลังกลายร่างเป็นกระต่ายตื่นตูมเตรียมชิ่งหนี
"เมื่อกี้เจ้านายมีความสุขจนร้องเสียงหลงขนาดนั้น... แต่ผมยังไม่ได้ 'ชิม' ส่วนที่หวานที่สุดของเจ้านายจริงๆเลยนะครับ"
สายตาร้ายกาจของเขาจงใจกดลงต่ำ มองผ่านชุดเดรสรัดรูปสีดำที่แนบเนื้อเน้นสัดส่วนอวบอิ่มตรงกึ่งกลางกาย ซึ่งร่องรอยความเปียกชื้นยังคงส่งกลิ่นหอมฟุ้งยั่วยวนสัญชาตญาณดิบในตัวเขาให้ตื่นตัวคึกคักขึ้นมา
คำพูดโลมเลียที่จาบจ้วงถึงเพียงนั้น ทำเอาใบหน้าของมิลินร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิด
สมองที่เคยเฉียบคมของนักบริหารกองทุนระดับพันล้านกำลังรวนเร เธอกำลังตระหนักว่าการพาตัวเองก้าวเข้ามาในห้องนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าถ้ำเสือโดยไม่รู้ตัว
ความมั่นใจที่คิดว่าจะคุมเกมนี้ได้แต่แรกอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความตื่นกลัวและความหวั่นไหวที่ถาโถมเข้ามาโจมตี
จนความมั่นใจที่สูงปรี๊ดลดฮวบฮาบ!
หรือเธอคิดผิดจริงๆ ที่เลือกอาเยี่ยคนนี้มาเป็นหุ่นฝึกหัด?
ฉินเยี่ยสังเกตเห็นประกายความลังเลและตื่นตระหนกที่ฉายชัดผ่านแววตาคู่นั้น เขาจึงแกล้งหยิบยกคำพูดเดิมของเธอขึ้นมาขยี้ซ้ำ เพื่อดึงเธอกลับมาสู่สนามประลองอีกครั้ง
"ไหนเจ้านายบอกว่า... บนกระดานนี้ เจ้านายคือคนคุมเกมไงล่ะครับ?"
ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก เอ่ยท้าทายกลายๆ
"งั้น... ออกคำสั่งต่อไปสิครับ เจ้านายอยากจะให้ลิ้นของผม... เดินทางขึ้นไปสูงกว่าหัวเข่าหรือเปล่า?"
คำพูดท้าทายแกมบังคับกลายๆนั้น เปรียบเสมือนประกายไฟที่ตกลงบนกองเชื้อเพลิงเพลิง จุดชนวนความรู้สึกบางอย่างในสมองของมิลินให้กลับมาลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
ในวินาทีที่ความวาบหวามและความพ่ายแพ้กำลังจะกลืนกินเธอ สัญชาตญาณแห่งความทะนงตนก็กระชากสติของ ‘ควีน’ ให้ดีดผึ่งกลับคืนมา!
ใช่… บนกระดานนี้ เธอคือคนจ่ายเงิน
และเธอนั่นแหละ คือผู้คุมเกมตัวจริง!
ไม่ใช่เหยื่อที่จะปล่อยให้หุ่นฝึกหัดราคาแพงคนนี้ต้อนจนมุมได้ตามใจชอบ!
ความหยิ่งผยองและศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ ทำให้มิลินฮึดสู้กลับอย่างไม่ยอมแพ้
เธอหวนนึกถึงสัจธรรมข้อหนึ่งในตลาดทุน
‘ ในเมื่อหุ้นตัวเล็กๆ นี้มีแนวโน้มจะสร้างผลกำไรมหาศาลได้ หากใจถึงพอที่จะถือครองและควบคุมทิศทางให้ดี ความคุ้มค่ากับผลตอบแทนที่งดงาม ย่อมคุ้มกับการลงทุนต่ออย่างแน่นอน! ’
ควีนสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อข่มความพ่ายแพ้ลงไป ดึงเอาความเย่อหยิ่งและมาดราชินีที่ถูกสั่นคลอนให้กลับคืนมาไว้บนใบหน้าสวยเฉี่ยวได้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว
ดวงตาโตหวานที่เมื่อครู่ยังตื่นตระหนก บัดนี้เปลี่ยนเป็นประกายระยิบระยับด้วยความท้าทายและดื้อรั้น
เธอจะไม่ยอมให้หุ่นฝึกหัดราคาแพงคนนี้ มาต้อนให้เธอจนมุมอยู่ฝ่ายเดียวแน่!
นักลงทุนที่ดีไม่ใช่คนที่ไม่เคยพลาด แต่คือคนที่รู้จักปรับกลยุทธ์เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนต่างหาก
ควีนสาวคลี่ยิ้มร้ายกาจ ปรับสีหน้าให้กลับมาทรงอำนาจอีกครั้ง ก่อนที่มือเรียวบางทั้งสองข้างจะยกขึ้นคว้าหมับเข้าที่ปกคอเสื้อเชิ้ตของเขาเอาไว้แน่น แล้วออกแรง ‘กระชาก’ เข้าหาตัวเต็มแรงจนหน้าอกแกร่งชนเข้ากับร่างอิ่มนุ่มของเธอ!
"ในเมื่อคุณสอบผ่าน... ว่าเป็นคนที่มีทักษะสูงในเรื่องนี้จริงๆ"
น้ำเสียงของเธอกลับมานิ่งสนิท ทว่าซ่อนกระแสความเอาแต่ใจเอาไว้อย่างเปี่ยมล้น
ประกายตาโตหวานคู่นั้นไม่ได้มีแววตื่นตระหนกหลงเหลืออยู่เลย มันถูกแทนที่ด้วยความพึงพอใจและแววตาของผู้แพ้ที่ยอมรับในความสามารถของเขา แต่ก็พร้อมจะกดเขาให้อยู่ใต้ส้นเท้าในเวลาเดียวกันด้วย
ผิวสีน้ำผึ้งเลอค่าเคลือบทองคำของเธอยังคงซับสีระเรื่อ ยิ่งขับให้ควีนสาวในชุดเดรสรัดรูปสีดำดูเย้ายวนใจและน่ากำราบมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
"ฉันเป็นคนแฟร์ๆ อาเยี่ย... ในเมื่อสัญญาระบุว่าคุณต้องสอนทฤษฎีบทเรียนบนเตียงให้ฉัน และคุณก็พิสูจน์แล้วว่าเก่งจริง"
มิลินเชิดใบหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมเรียวของชายหนุ่มอย่างท้าทาย
"งั้นก็ขึ้นมานั่งบนนี้... นิ่งๆ แล้วทำตามคำสั่งฉัน"
ท่าทีที่พลิกเกมกลับมาอย่างกะทันหัน ทำให้ฉินเยี่ยเลิกคิ้วหนาด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งแรก
นัยน์ตาเรียวยาววาวโรจน์ด้วยความสนุกสนานถูกใจที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี ชายหนุ่มไม่ได้ขัดขืน เขายอมผ่อนแรงขยับกายขึ้นมานั่งลงบนโซฟาหนังเทียมข้างๆเธอตามบัญชา
ร่างแกร่งกำยำแผ่ไอร้อนและกลิ่นอายดิบเถื่อนสายหนึ่งกดดันข่มขวัญ ทว่าท่าทีที่แสดงออกมาของเขากลับประสานมือวางไว้บนตักนิ่งๆ แสร้งทำตัวเป็นลูกจ้างผู้อ่อนน้อมเชื่อฟัง
"เจ้านายจะกวดวิชาเพิ่มเหรอครับ?"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเย้า
มิลินไม่ตอบคำถามนั้น เธอโน้มตัวลงไปใกล้เขาช้าๆ ปล่อยให้เส้นผมยาวสลวยเคลียคลออยู่ข้างแก้ม
มือเรียวบางนุ่มนิ่มข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นไปแตะสัมผัสเบาๆ ที่สันกรามคมสันของชายหนุ่ม ก่อนจะลากปลายนิ้วผ่านผิวสากระคายลงมาตามลำคอแกร่ง และหยุดอยู่ที่ ‘ลูกกระเดือก’ ที่กำลังขยับขึ้นลงตามจังหวะการกลืนน้ำลายของเขาช้าๆ
มือเล็กนุ่มนิ่มกดน้ำหนักลงเล็กน้อย สัมผัสถึงชีพจรที่เต้นตุบๆใต้ผิวหนังของหุ่นฝึกหัด ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มเคลือบลิปสติกสีแดงก่ำจะขยับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งเย้ายวน
"ฉันไม่ชอบเป็นฝ่ายรับอยู่ฝ่ายเดียวหรอกนะ... อาเยี่ย"
เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ประกาศกร้าวด้วยศักดิ์ศรีของควีนที่ไม่มีวันยอมจำนน
"ในเมื่อคุณบอกว่าบนกระดานนี้ ฉันคือคนคุมเกม... งั้นคืนนี้ ฉันจะแสดงให้คุณดูเอง ว่าการเป็น 'ผู้คุมเกม' ของจริง... เขาทำกันยังไง!"
จะไหวเร้อออ…อิน้อง
แต่ก็เอาใจช่วยอยู่นะ
อิอิ BY ไรริล
