บทที่ 12 ค่าปิดปาก
“ถ้าไม่อยากให้พูด ก็มีค่าปิดปากกันหน่อย” เขาหยุดการจู่โจมชั่วคราวแต่ยังคงคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง
“ตกลงค่ะ... คุณต้องการค่าปิดปากเท่าไหร่ว่ามาเลย” มนต์นภาละล่ำละลักถาม หวังจะใช้เงินแก้ปัญหาให้จบๆ ไป
“ถ้าคุณคิดจะใช้เงินปิดปากผมละก็ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก” เขายักไหล่ยียวน
“เงินผมมีเหลือเฟือแล้ว และสิ่งที่ผมต้องการมันก็มากกว่านั้น”
“แล้วคุณต้องการอะไร!”
“ผมอยากเป็นแฟนกับคุณ”
“ฝันไปเถอะ!!!!” หญิงสาวอุทานเสียงหลง ดวงตาเบิกกว้าง
“แฟนคุณมีเป็นโหลๆ จะมาต้องการฉันไปทำไมกัน!”
“ใครบอกคุณล่ะครับ ผมน่ะ โสดสนิท ไม่เชื่อถามคุณแม่ผมหรือคุณแม่ของคุณดูก็ได้” เขาโกหกหน้าตายพลางเลื่อนหน้าเข้าใกล้จนจมูกโด่งแทบจะชนกัน
“และผมเชื่อว่าถ้าคุณยอมเป็นแฟนกับผม ทั้งแม่ของคุณและแม่ของผมคงจะพอใจอยู่ไม่น้อย เพราะมันเป็นความต้องการของพวกท่านอยู่แล้ว และนี่ก็เป็นสาเหตุที่คุณต้องถูกส่งมาฝึกงานกับผมไง... ถูกไหมล่ะครับ?”
มนต์นภานิ่งอึ้ง สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว เธอไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อความลับของเธอก็คือระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำลายชื่อเสียงของครอบครัวหากเขาพูดออกไป
“ก็ได้ๆ! ถ้าคุณยอมปิดปากสนิท... ฉันจะยอมเป็นแฟนกับคุณ” เธอเค้นเสียงตอบอย่างจำยอมก่อนจะรีบยื่นเงื่อนไข
“แต่ว่าระหว่างนี้เราต้องไม่มีเรื่องเกินเลยกันอีกเด็ดขาด! ... คุณตกลงไหม!” พีรวิทย์กระตุกยิ้มอย่างผู้ชนะ แววตาคมเข้มฉายแววเจ้าเล่ห์
“ตกลงครับ... ที่รัก” น้ำเสียงทุ้มต่ำทำเอาคนฟังถึงกับใบหน้าร้อนผ่าว เธอรีบขยับตัวถอยห่างจากพันธนาการของเขาจนแผ่นหลังพิงสนิทกับขอบโต๊ะทำงาน
“หยุดนะ! อย่ามาเรียกฉันแบบนี้ ฉันไปเป็นที่รักของคุณตอนไหนไม่ทราบ!” เธอตวาดเสียงสั่น พยายามรวบรวมความกล้าเพื่อเผชิญหน้ากับสายตาคมกริบที่ดูเหมือนจะล่วงล้ำเข้าไปใต้เสื้อผ้าของเธอได้ทุกวินาที
พีรวิทย์ไม่ได้ถอยหนี เขากลับก้าวล้ำเข้ามาอีกหนึ่งก้าว มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นเท้าขอบโต๊ะคร่อมร่างบางเอาไว้ แววตาของเขาพราวระยับอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
“อ้าว!!... ก็เราตกลงเป็นแฟนกันแล้วไม่ใช่เหรอครับ?” เขาเลิกคิ้วถามพลางแสร้งทำหน้าสงสัยอย่างยียวน
“คนเป็นแฟนกัน... จะเรียกว่าที่รักไม่ได้เหรอไง หรือคุณอยากให้ผมเรียกว่า เมีย แทนดีล่ะ?”
“ไอ้คนบ้า! ไอ้คนทุเรศ!”
“ชู่ววว!!!... เบาเสียงหน่อยสิครับ เดี๋ยวคุณแม่ผมที่อยู่หน้าห้องก็ได้ยินเอาหรอก” เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกับแก้มเนียน กลิ่นน้ำหอมประจำกายชายหนุ่มที่แสนจะคุ้นเคยจากคืนนั้นเริ่มเข้าจู่โจมประสาทสัมผัสของมนต์นภาอีกครั้ง มันช่างเป็นกลิ่นที่ชวนให้วาบหวามและหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน
“ในเมื่อคุณตอบตกลงรับข้อเสนอผมแล้ว หน้าที่ของคุณคือทำตัวเป็นแฟนที่ดีและห้ามนอกใจผมเด็ดขาด”
ชายหนุ่มออกคำสั่งพลางปัดปอยผมที่ปรกหน้าผากของเธอออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสจากปลายนิ้วที่ร้อนผ่าวราวกับจะเผาผิวเนื้อเธอให้มอดไหม้ มนต์นภาได้แต่ยืนนิ่งราวกับถูกมนต์สะกด เธอเกลียดตัวเองที่ร่างกายสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้ทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้
“ตกลงตามนี้นะ...คนสวย” พูดจบเขาก็กระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะผละตัวออกไปอย่างผู้ชนะ ทิ้งให้มนต์นภายืนหอบหายใจรัวอยู่กลางห้องทำงานที่เงียบสงัด เธอรู้ตัวดีว่านับจากวินาทีนี้ไป ชีวิตนักศึกษาฝึกงานของเธอจะไม่ใช่แค่การเรียนรู้งานอย่างแน่นอน แต่มันคือการเอาตัวรอดจากไฟพิศวาสของเขาให้ได้
มนต์นภายืนหอบหายใจรัวด้วยความสับสน เธอไม่รู้เลยว่าการยอมรับข้อตกลงครั้งนี้ คือการเซ็นสัญญาสละอิสรภาพให้กับซาตานในคราบเทพบุตรอย่างพีรวิทย์ไปตลอดกาล!
ช่วงเวลาพักเที่ยงที่มนต์นภาควรจะได้พักผ่อนให้หลบพักจากสายตาคมของเจ้านาย แต่เมื่อเท้าของเธอยังก้าวไม่พ้นประตูบริษัท มือหนาของพีรวิทย์ก็พุ่งมาคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้แน่น ดึงรั้งให้ร่างบางต้องเดินตามเขาไปยังลานจอดรถ
“ไปทานข้าวกับผม!” เสียงทุ้มสั่งอย่างเผด็จการ
“คุณจะมาบังคับฉันทุกอย่างแบบนี้ไม่ได้นะคะคุณพีร์!” มนต์นภาเสียงแข็ง พยายามขัดขืนสุดกำลัง แต่พละกำลังของเธอกลับดูน้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับมืออันทรงพลังของเขา
“คุณไม่มีสิทธิ์ต่อรองกับผม” พีรวิทย์หยุดเดินแล้วโน้มตัวลงมาหาจนใบหน้าห่างกันเพียงคืบ แววตาเจ้าเล่ห์พราวระยับ
“ถ้าคุณไม่ไป ผมจะพาคุณเดินกลับไปหาท่านประธานด้วยกันตอนนี้แล้วบอกว่า...”
“คุณนี่มัน!!!...” มนต์นภาหน้าแดงซ่านด้วยความโกรธระคนอับอาย เธอทำได้เพียงกระแทกส้นสูงเดินฟัดเหวี่ยงตามเขาไปที่รถอย่างขัดใจเพราะรู้ดีว่าตอนนี้เขาถือไพ่เหนือกว่าเธอทุกทาง
“ได้คืบจะเอาศอก!” เธอพึมพำด่าทอชายหนุ่มเบาๆ ขณะถูกเขาจูงมือแกมบังคับให้เดินเร็วขึ้นจนไปถึงรถสปอร์ตคันหรู พีรวิทย์รีบดันร่างบางเข้าไปนั่งประจำที่ก่อนจะอ้อมไปฝั่งคนขับและทะยานออกสู่ถนนใหญ่ทันที
บรรยากาศภายในรถสปอร์ตคันหรูที่กำลังทะยานไปบนท้องถนนเต็มไปด้วยความตึงเครียด มนต์นภานั่งตัวเกร็งพลางชำเลืองมองใบหน้าคมของคนขับด้วยความขุ่นเคือง ก่อนจะถูกแทรกซึมด้วยเสียงเรียกเข้าที่ดังกระหึ่มผ่านระบบสัญญาณบลูทูธภายในรถหรู หน้าจอคอนโซลปรากฏชื่อมารดาทำให้หญิงสาวถึงกับสะดุ้งสุดตัวและนั่งตัวแข็งราวกับถูกสตัฟฟ์ไว้
“นี่แกอยู่ไหนตาพีร์!” เสียงกัมปนาทของคุณหญิงประภาศรีดังลั่นไปทั่วห้องโดยสารที่เงียบสงัด
“อ๋อ ผมกำลังจะพา...” พีรวิทย์จงใจลากเสียงยาวพลางมองมาทางคนข้างกายด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
มนต์นภาเบิกตากว้างจนแทบถลน เธอรีบโบกมือพัลวัน พร้อมกับส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า ‘ห้ามบอกเด็ดขาดว่าเธอออกมากับเขา!’ ชายหนุ่มกระตุกยิ้มอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่าก่อนจะตอบกลับไปอย่างลื่นไหล
