บทที่ 3 อกหัก

“เปล่าครับ ผมอยากจะเลี้ยงเหล้าคุณต่างหาก” เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะสั่งวิสกี้มาเพิ่ม พีรวิทย์ยกแก้วขึ้นชนกับแก้วของเธอเบาๆ เสียงคริสตัลกระทบกันเบา ๆ  ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นใจ

“ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย”

“ชื่อมนต์ค่ะ...” หญิงสาวตอบเสียงแผ่ว ความร้อนแรงของเหล้าประกอบกับความเหงาที่เกาะกินใจทำให้เธอเริ่มเปิดใจรับชายแปลกหน้าคนนี้เข้ามาในวงสนทนา พีรวิทย์ใช้ทักษะการพูดล่อหลอกให้เธอผ่อนคลาย จนกระทั่งเขาเห็นสบโอกาสเมื่อหัสวีร์ลุกไปทางห้องน้ำ เขาจึงขอตัวเดินตามไปทันที

“ถ้าสนใจเธอก็ลองดูสักคืนสิ แค่เล่นๆ ก็ได้นะเพื่อน” หัสวีร์เอ่ยกระเซ้าขณะยืนอยู่ที่อ่างล้างหน้า เขารู้นิสัยเพื่อนรักดีว่าถ้ามองขนาดนี้ คงไม่จบแค่การนั่งคุย

“ก็ดีเหมือนกันนะ” พีรวิทย์พึมพำ มุมปากหยักลึกยกขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ ในหัวของเขาตีตรามนต์นภาไปแล้วว่าเป็นเพียงผู้หญิงใจแตกที่ประชดรักด้วยการมอมเหล้าตัวเอง ซึ่งนั่นก็เข้าทางเขาพอดี

“สวยดีว่ะ... แต่กินเหล้ายังกับน้ำ สงสัยคืนนี้คงได้แค่พาไปนอน”

“เฮ้ย! ชอบก็จัดสิวะ ทำไมต้องรอด้วยล่ะ”

“ฉันไม่ใช่แกนะโว้ยไอ้วีร์” พีรวิทย์สวนกลับพลางขยับปกเสื้อให้เข้าที่ แม้เขาจะขึ้นชื่อเรื่องเปลี่ยนผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า แต่เขาก็ไม่เคยต้องบังคับใคร เพราะลำพังเพียงสายตาและสัมผัสปลายนิ้ว ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็พร้อมจะโอนอ่อนตามเขาไปถึงเตียง

เมื่อกลับมาที่โต๊ะ พีรวิทย์ก็สวมบทสุภาพบุรุษผู้แสนดีแต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ทางเพศ เขาชวนเธอดื่มแก้วแล้วแก้วเล่า มือหนาเริ่มขยับเข้าไปวางบนพนักโซฟาเบื้องหลังเธอ สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผ่นหลังเนียนที่โผล่พ้นเกาะอกสีชมพูหวาน มนต์นภาที่กำลังล่องลอยอยู่บนวิมานน้ำเมาเริ่มพิงกายเข้าหาอกแกร่งอย่างไม่รู้ตัว

“เมาแล้วเหรอครับคุณมนต์...” เสียงทุ้มกระซิบชิดขมับ พร้อมกับริมฝีปากที่เฉียดใบหูเธอไปเพียงนิดเดียว

ในค่ำคืนที่ความเศร้าครอบงำ ความเร่าร้อนของชายแปลกหน้ากลับเป็นเหมือนยาแก้ปวดชั้นดีที่เธอกำลังโหยหา

เสียงดนตรีในผับเริ่มแผ่วลง แสงไฟสีส้มสลัวส่องสว่างขึ้นเป็นสัญญาณบอกเวลาเลิกรา พีรวิทย์มองดูนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือ ก่อนจะลุกไปจัดการขออนุญาตนีน่าที่กำลังกอดก่ายอยู่กับแฟนหนุ่มในสภาพที่แทบไม่ต่างจากมนต์นภานัก

“นีน่าครับ เดี๋ยวผมไปส่งคุณมนต์เองนะ เธอเมาหนักแล้ว”

“ฝากด้วยนะคะคุณพีร์ มนต์น่ะ... มันอกหัก... ยังไงก็ฝากดามใจมันหน่อย” นีน่าตอบพึมพำด้วยความเมามายพลางโบกมือหยอยๆ อย่างไม่ติดใจอะไร พีรวิทย์จึงก้าวกลับมาที่โต๊ะเห็นร่างบางในชุดชมพูหวานนั่งเอนกายหลับตาพริ้มอยู่บนโซฟา ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอทำให้หน้าอกอิ่มภายใต้เกาะอกขยับขึ้นลงจนน่าหวาดเสียว

“คุณมนต์ครับ ผมว่าคุณเมามากแล้ว กลับบ้านเถอะครับ หรือคุณจะให้ผมไปส่งก็ได้” พีรวิทย์เอื้อมมือไปเขย่าแขนเรียวเบาๆ สัมผัสผิวเนื้อที่ร้อนรุ่มทำให้เขารู้สึกถึงความผิดปกติ

“ใครว่าฉันเมา! ฉันยังดื่มไหว...” มนต์นภาสะดุ้งตื่นโวยวายออกมาเสียงดัง แววตาฉ่ำปรือพยายามจ้องมองหน้าชายหนุ่มให้ชัดเจน แต่ภาพตรงหน้ากลับซ้อนทับจนเธอต้องสะบัดหัว

“แต่ผับกำลังจะปิดนะครับ ถ้าคุณอยากดื่มต่อจริงๆ ให้ผมพาคุณไปอีกที่อื่นจะดีกว่า” พีรวิทย์กระซิบข้อเสนอที่แฝงไปด้วยนัยบางอย่าง สายตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาหม่นเศร้าของเธอ

กรึบ!...โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง มนต์นภาคว้าแก้ววิสกี้สุดท้ายบนโต๊ะกรอกลงคอรวดเดียวจบ กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกฟุ้งกระจาย แต่เธอกลับไม่ได้สะทกสะท้าน พีรวิทย์เห็นแล้วได้แต่ส่ายหัวพร้อมลอบยิ้มสมเพชแกมเอ็นดูในใจ สภาพพับเพียบเรียบร้อยแบบนี้ เขาคงทำได้แค่พาไปนอนพัก เพราะเขาเองก็มีศักดิ์ศรีพอที่จะไม่ลักหลับผู้หญิงที่ไร้สติ

“คุณมนต์ครับ บ้านคุณอยู่ไหนครับ เดี๋ยวผมไปส่ง” เขาพยายามประคองร่างบางให้ลุกขึ้น ทว่าปฏิกิริยาตอบโต้กลับผิดคาด

“พามนต์ไปต่อที่ไหนก็ได้...ที่ไม่ใช่บ้าน...”

เสียงอ้อแอ้ดังอยู่ชิดริมหู พร้อมกับวงแขนเรียวที่เอื้อมมาโอบรอบลำคอแกร่งของเขาไว้แน่น ร่างกายอ้อนแอ้นเบียดเสียดเข้าหาอกกว้างอย่างจงใจ กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นวิสกี้ระเหยออกมาจากผิวเนื้อร้อนผ่าว ความอ่อนนุ่มของหน้าอกที่บดเบียดกับแผงอกเข้มแข็งทำให้เส้นลวดความอดทนของพีรวิทย์กระตุกจนเกือบขาด

“ไปไหนก็ได้งั้นเหรอครับ...” พีรวิทย์พึมพำเสียงพร่า แววตาจิ้งจอกนักล่าประกายวาววับขึ้นมาทันที ในเมื่อเธอเป็นคนหยิบยื่นคำเชิญมาให้แบบนี้ ความคิดที่จะสวมบทพระเอกผู้แสนดีก็ถูกโยนทิ้งไปในทันใด

เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น มือหนาเลื่อนลงไปประคองสะโพกมนภายใต้เดรสรัดรูป ก่อนจะพาร่างที่แทบจะยืนไม่อยู่ก้าวออกจากผับมุ่งตรงไปยังรถหรูของเขา

ในเมื่อไม่อยากกลับบ้าน... เขาก็มีสถานที่ ที่พร้อมจะรองรับความเศร้าและความเร่าร้อนของเธอได้ทั้งคืน

ภายในพื้นที่จำกัดของลิฟต์หรูที่กำลังทะยานขึ้นสู่ชั้นบนสุด แรงดึงดูดระหว่างชายหนุ่มและหญิงสาวแปลกหน้ากลับพุ่งสูงยิ่งกว่า พีรวิทย์ประคองร่างบางที่อ่อนระทวยไว้ในอ้อมแขน กลิ่นหอมกรุ่นจากผิวกายของมนต์นภาซึมลึกเข้าสู่ประสาทสัมผัสของเขา ยิ่งเธอบดเบียดกายเข้าหาเขาเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวมากเท่าไหร่ สัญชาตญาณนักล่าในตัวเขาก็ยิ่งตื่นตัว

สายตาคมกริบไล้ไปตามลำคอระหงที่โผล่พ้นเส้นผมสลวย แผ่นหลังขาวเนียนละเอียดภายใต้ชุดเดรสเกาะอกสีแดงเพลิงนั้นดูราวกับประติมากรรมชั้นเลิศที่สลักจากหินอ่อน เขาลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อสายตาเจ้ากรรมดันเหลือบไปเห็นเนินอกอิ่มที่กระเพื่อมไหวตามจังหวะหายใจ จนแทบจะล้นทะลักออกมาจากขอบชุดเดรสรัดรูป

“ถึงห้องเมื่อไหร่ สนุกแน่คนสวย” เขาพึมพำเบา ๆ พลางจับจ้องตัวเลขดิจิทัลบนแผงลิฟต์ที่ขยับขึ้นอย่างเชื่องช้าเหลือเกินในความรู้สึก ทุกครั้งที่เธอขยับซบหน้าลงกับอกแกร่ง กลิ่นน้ำหอมรสเลิศที่แฝงไปด้วยความเย้ายวนก็ยิ่งกระตุ้นความต้องการของเขาให้พลุ่งพล่านจนยากจะควบคุม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป