บทที่ 17 Chapter 17
S PART
K University 15.20 น.
“โอ๊ยยย!! เจ๊สมรนี่เกินไปจริง ๆ สั่งงานเหมือนพวกเราเรียนวิชาของเจ๊แกตัวเดียวอ่ะ ตุ๊ดเครียด!!!”
สุรศักดิ์มันบ่นออกมาทันทีที่อาจารย์สมรเดินลับสายตาไปแล้ว ก็จริงของมันอาจารย์แกเล่นสั่งงานเยอะขนาดนี้ใครจะไปทำไหว ทั้งงานเดี่ยวทั้งงานกลุ่ม โปรเจคอีกบลา ๆๆ นี่คิดว่าพวกฉันเรียนวิชาของแกตัวเดียวรึไง ตายแน่จ้าาาา หลังจากนี้คือนรกของจริงคอนเฟิร์ม
“เอาน่าซูซี่ งี้แหละปีสอง เดี๋ยวปีสาม หนักกว่านี้อีกนะ”
เอ๊ะ!? นี่พิงค์มันปลอบใจหรือพูดให้เครียดกว่าเดิมเนี่ย ฉันฟังแล้วรู้สึกปวดหัวจี๊ด ๆ ขึ้นมาเลยทันที
“โอ๊ยนังชี ฉันเบื่อแกจริง ๆ ละนี่จะไปไหนกันต่อเนี่ย”
สุรศักดิ์เปลี่ยนเรื่องทันทีเมื่อมันสัมผัสได้ว่ายิ่งพูดก็ยิ่งเครียด ไม่รู้เป็นเพราะรับความจริงได้แล้วหรือไม่อยากจะยอมรับความจริงกันแน่
“เราจะไปสภา”
พิงค์ตอบกลับมาสั้น ๆ ในขณะที่มือก็พยายามรวบของใส่กระเป๋าผ้าใบโตไม่หยุด
“แล้วแกอ่ะ ชะนีมีผัว”
สุรศักดิ์หันมาถามฉันบ้างพร้อมกับสรรพนามแทนตัวของฉันที่เปลี่ยนไปภายในชั่วข้ามคืน
“ไปคณะวิด’วะ”
ฉันตอบมันกลับไปแบบไม่ต้องคิด เพราะยังไงวันนี้ฉันก็ต้องไปหาเขาให้ได้ไม่รู้โกรธฉันขนาดไหนกัน อย่าให้ถึงกับต้องทะเลาะกันตั้งแต่วันแรกจะได้มั้ยนะ
“จ้าาาาาาาาาาา อยากจะแหมไปให้ถึงอวกาศ”
เอ้าก็คนมันไม่โสดแล้วนี่ มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
“ไปละนะจ๊ะ แล้วเจอกันอิอิ”
ฉันโบกมือลาเพื่อน ๆ ด้วยท่าทีระรื่น กลบเกลื่อนอาการกังวลที่กำลังก่อตัวขึ้น เพราะแฟนหมาด ๆ ที่เพิ่งจะครั้งแรกในชีวิตเมื่อคืนเกิดอาการมึนตึงใส่ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงตั้งแต่คบกัน
“เอส ๆ”
ฉันกำลังจะเดินออกไป ยัยพิงค์ก็เรียกเอาไว้ซะก่อน
“มีไรแก?”
ยังเดินไปพ้นประตูห้องดีพิงคืก็วิ่งตามมาทันที
“ฝากรายชื่อคนที่ลงแข่งกีฬาคณะเราไปให้พี่แซมหน่อยซิ”
พิงค์พูดขึ้นมาก่อนจะค้นกระเป๋าผ้าใบโตเพื่อหยิกสิ่งที่ต้องการจะฝากให้ฉัน
“อ่อ ๆ ได้ซิ เอามาดิเดี๋ยวฉันเอาไปให้”
แฟ้มใสและบางที่มีรายชื่อนักกีฬาถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าผ้าแล้วยื่นให้ฉัน
“ฝากด้วยนะ”
ฉันรับมันมาถือไว้ทันที
“ได้จ้าาา ไปละน๊า จุ๊บ ๆ”
ฉันโบกมือบาย ๆ เพื่อนเสร็จก็รีบเดินลงจากตึกเพื่อไปยังที่คณะวิศวะกรรมศาสตร์ทันที ไม่รู้พี่คิงจะอยู่รึป่าวเนี่ยวันนี้ไม่มีนัดประชุมหรืองานที่ต้องประสานร่วมกันด้วย ไลน์หาก็ไม่ตอบฉันไม่กล้าโทรหาด้วยกลัวจะรบกวนเขาจนเกินไป ชิ หัวก็ไม่ล้าน ขี้น้อยใจไปได้
แล้วอีกอย่างนะก่อนหน้านี้คืออะไร ไม่มีท่าทีจะสนใจฉันเลยสักนิดพูดด้วยก็ไม่พูด แทบจะนับคำที่คุยกันได้เลย แล้วนี่อะไรอยู่ดี ๆ มาขอคบเลยไม่ได้ตั้งตัว ใครเอาไม้หน้าสามไปตีหัวพี่เขารึป่าวเนี่ย แปรปรวนจนฉันตามไม่ทันเลยทีเดียว
K University คณะวิศวกรรมศาสตร์
ตอนนี้ฉันเดินมาจนถึงอยู่ลานเกียร์ก็พบว่าวันนี้คนเยอะมากกกกก ที่นี่คือศูนย์รวมผู้หญิงจากทุกคณะที่ชอบแวะมา มาหาแฟนมาหาเพื่อนบ้างก็ขอให้ได้แวะเวียนมาเถอะ เพราะอะไรน่ะหรอ ก็ผู้ชายคณะนี้งานดีมากกก มากจนฉันอยากจะถามว่าสอบเข้ามา หรือว่าคัดคนที่หน้าตาเข้าเรียน แล้วนี่ฉันจะเพ้อเจ้ออะไรเนี่ย
ฉันเดินมาหยุดยืนตรงโต๊ะที่นั่งตรงลานเกียร์ก่อนจะสอดส่องสายาเพื่อมองหาพี่คิง อยู่ไหนเนี่ยคนก็เยอะ ฉันยืนหันซ้ายหันขวาอยู่สักพักนึงก็มีนักศึกษาผู้ชายมาสะกิดไหล่ ฉันเลยหันไปมอง
“โทษนะ พี่คิงนั่งตรงนู่นอ่ะ”
เขาพูดพร้อมกับชี้เข้าไปที่ใต้ตึก และนั่นทำให้ฉันหันมองตามไปก็เห็นพวกพี่ ๆ เขานั่งกันอยู่ที่โต๊ะตัวใหญ่ใต้ตึก โดยที่พี่ไทเกอร์โบกไม้โบกมือให้ฉันอยู่
“เอ่อ ... ขอบคุณนะ นาย...”
ฉันตั้งใจจะขอบคุณอีกฝ่ายแต่ก็โดนอีกฝ่ายพูดแทรกขึ้นมาสะก่อน
“ไม่เป็นไร พี่เขาแค่ขอให้มาบอกเธออ่ะ เราไปละ”
ฉันยังพูดไม่ทันจบดีด้วยซ้ำ ผู้ชายที่เดินมาบอกฉันก็พูดตัดบทแบบรน ๆ แล้วรีบเดินออกไปทันที พอเขาคนนั้นเดินจากไปฉันก็เลยเดินไปหาพวกพี่เขาบ้าง
“สวัสดีค่ะพี่ ๆ”
ฉันทักทายทุกคนพร้อมกับยกมือไหว้อย่างคนมีมารยาท แต่กับพวกพี่เขามือไม้มันไปเองตลอดพวกเขามีความเป็นผู้ใหญ่และน่าเกรงขามพอสมควรทั้ง ๆ ที่อายุต่างกันไม่เยอะ ส่วนฉันหรอเหมือนเด็กไม่รู้จักโตยังไงยังงั้นแหละ
“คร๊าบบบ”
พี่ไทเกอร์กับพี่วินตอบก่อนจะจัดแจที่นั่งให้ฉันนั่งลงข้าง ๆ เพื่อนของเขาที่กำลังนั่งหน้าตึงอยู่
“นั่งก่อนเอส”
พี่แซมชวนฉันนั่งลงตรงที่ที่พวกเขาจัดให้ทันที
“ค่ะ”
ฉันนั่งลงข้างพี่คิง นี่ไม่คิดจะทักทายฉันหน่อยรึไงชิ ขี้งอนไปได้เป็นคนมาขอเราเป็นแฟนแท้ ๆ ยังจะมาเมินอีก
“อ่อ พี่แซมพิงค์ฝากเอกสารมาให้ค่ะ”
ฉันยื่นแฟ้มที่พิงค์ฝากมาให้พี่แซมทันทีเมื่อนึกได้ ถ้าไม่ให้ตอนนี้ฉันลืมแน่ ๆ
“ขอบคุณครับ”
พี่แซมรับไปทันทีก่อนจะหยิบเอกสารออกมาตรวจสอบเงียบ ๆ
“แฮ่ม ๆ!”
“ตีนติดคอหรอไอ้วิน”
เสียงกระแอ่มของพี่วินเรียกความสนใจจากพี่ไทเกอร์พอสมควร
“สัสเกอร์มึงนี่โง่จริง”
แต่ดูเหมือนควมสนใจของพี่ไทเกอร์จะทำให้พี่วินหงุดหงิดซะมากกว่านะฉันว่า
“เอ้า กูผิดอะไร แซมดูไอ้วินซิมันว่าเกอร์”
ฉันหลุดขำกับท่าทางของพวกพี่ ๆ เขา ลืมเรื่องที่ฉันพูดไปเมื่อกี้เลยก็ได้นะคะ ที่ว่าพวกพี่เขาดูโตและน่าเกรงขาม ลืม ๆ มันไปที
“กูรำคาญ!”
กริบบบบ!! เสียงของพี่คิงพูดขึ้นมาประโยคเดียวสั้น ๆ ก็ทำเอากริบกันไปทั้งโต๊ะ
“ไอ้เวนนี่หงุดหงิดเหี้ยไรมาลงกับพวกกูเนี่ย น้องเอสว่าง ๆ สั่งสอนมันบ้างนะ”
พี่วินหันมาคุยกับฉันที่นั่งเงียบอยู่ พี่คิดว่าหนูสั่งสอนเพื่อนพี่ได้หรอคะพี่พูดเหมือนไม่รู้จักเพื่อนของตัวเองได้ยังไงกัน
“แหะ ๆ”
ฉันได้แต่ส่งรอยยิ้มเจื่อน ๆ ส่งกลับไปให้ทุกคนอย่างขอโทษขอโพยแทนแฟนหมาด ๆ ของตัวเอง
“ละมึงเป็นห่าไรไอ้คิง น้องเขามาหก็านั่งเงียบพอเขาไม่มามึงก็โมโหเอาใจยากสัส”
ขอบคุณค่ะพี่แซมที่ช่วยหนู ฉันหันไปยิ้มขอบคุณให้พี่แซมเมื่อเห็นว่าพี่เขาพูดขึ้นมาให้บรรยากาศมันดีขึ้น แต่ ...
“...”
ค่ะ ใช่แล้วไม่มีเสียงตอบกลับมาจากพี่คิง ... เขายังคงนั่งเงียบและนั่นยิ่งทำให้บรรยากาศมันแย่ลงกว่าเดิม ความรู้สึกผิดยิ่งปะทุขึ้นมาที่ตัวฉันอย่างแรง
เอาจริงฉันก็ผิดแหละที่ลืม ไม่แปลกที่พี่คิงจะโกรธ ฉันควรขอโทษพี่เขานั่นแหละถึงจะถูก
“พี่คิงหนูขอโทษ เมื่อเช้าหนูลืมจริง ๆ”
ฉันหันไปคุยกับพี่เขา แต่พี่คิงก็ยังเอาแต่เล่นโทรศัพท์ ไม่รู้มีอะไรดีนักหนาในนั้น
“...”
ยังคงเงียบ ฉันยังคงได้รับความเงียบเป็นคำตอบขนาดว่าเพื่อนของเขายังเข้าหน้าไม่ติดแล้วฉันเป็นใครก่อนนนน
“ไอ้สัส นี่มึงงอนไรน้องเขาไอ้คิง เหี้ยยยยไอ้คิงงอน มึงเห็นป่ะไอ้วิน ไอ้แซม”
พี่ไทเกอร์พูดขึ้นมาพร้อมกับทำหน้าตาตื่น ๆ แบบคนที่ตื่นเต้น เพราะไม่เคยเห็นเพื่อนของเขามีท่าทีแบบนี้เป็นครั้งแรก
“เออเห็น”
เสียงพี่วินตอบกลับมาพร้อมกับจ้องหน้าเพื่อนสนิทที่กำลังทำหน้าตึงอยู่ไม่หยุด
“5555555 ไอ้สัส แม่งงอนผู้หญิงก็เป็นหรอวะ”
เสียงขำพี่ไทเกอร์ดังลั่นทำเอาคนข้าง ๆ ตัวฉันแผ่รังสีน่ากลัวเข้าไปอีก จะบ้าตายยย
“เสือก!!!”
พี่คิงหันไปด่าพี่ไทเกอร์ที่เอาแต่ล้อพี่เขา พวกพี่เขานี่ก็แปลกโดนด่าแต่ไม่ยักจะหยุดกวนประสาท เหมือนกับว่าสิ่งที่พวกพี่เขาทำมันคือเรื่องปกติ ซึ่งพวกกพี่เขารู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางที่เพื่อนของเขาจะโกรธ
“ดีกันนะ นะ นะ น้าาาาา”
เอาวะ อ่อนสุดตัวแล้วเนี่ยไม่หายโกรธนี่จะไม่ง้อละนะ งอนมั้งเอาแต่สนใจโทรศัพท์อยู่ได้นี่รอบที่สองแล้วนะที่อยู่ด้วยกันแล้วเอาแต่เล่นโทรสับเนี่ย เอสไม่โอเค
“...”
ยังคงเงียบอยู่อีก โอเคไม่หายก็ไม่หายฉันได้แต่คิดในหัวว่าฉันทำผิดขนาดจะไม่คุยกันเลยหรอแล้วต่อหน้าพวกเพื่อน ๆ ของเขาอีกจะทำให้ฉันรู้สึกผิดไปถึงไหนกัน
“โอเค หนูเข้าใจแล้ว”
ฉันพูดพร้อมกับลุกขึ้นเดินออกไปทันที ...
