บทที่ 18 Chapter 18

KING PART

พรึ่บ!!!

“อ่าว! เอ้าไอ้คิงแฟนมึงเดินไปนู่นแล้ว”

            ไอ้วินมันบอกผม เออกูเห็นแล้ว อะไรวะผมซิต้องควรโกรธละนี่อะไรมาโกรธผมต่ออีก ผู้หญิงแม่งเข้าใจยากชิพหายเลย ผมคิดในใจแต่ไม่ได้พูดมันออกมามองตามแผ่นหลังเล็กที่เดินห่างออกไปช้า ๆ

            “ไม่ตามหรอ”

            ผมหันไปมองหน้าไอ้แซมที่พูดออกมา เฮ้อออออ ตามดิวะเพิ่งจะคบกันได้ไม่ถึง 24 ชั่วโมงจะมาพังแบบนี้ไม่ได้ ผมไม่ได้ตอบไรพวกมันแต่ลุกขึ้นพร้อมกับเดินตามยัยเปี๊ยกนั่นไปทันที

หมับ!

ผมเดิมตามไปเงียบ ๆ จนถึงคณะอักษรศาสตร์ และทางที่กำลังเดินไปนี้ผมจำได้ดีว่ามันคือลานจอดรถถ้าขืนปล่อยให้เดินจนถึงรถไม่ได้คุยแน่ คิดได้แบบนั้นผมก็คว้าที่ข้อมือเล็กที่เดินนำอยู่ทันที ขนาดว่าผมเดินตามมานานขนาดนี้ยังไม่รู้สึกตัวอีกหรอ

“พี่คิง!”

            เออ ก็ผมไงจะให้เป็นใครวะ เดินตามขนาดนี้ไม่รู้สึกตัวคือใช้ชีวิตเสี่ยงไปมั้ยเนี่ยมันน่าหยิกให้เขียว

“ไปไหน?”

            ผมถามเพื่อต้องการจะเปลี่ยนเรื่อง คืนชวนทะเลาะตอนนี้ได้น้อยใจใหญ่โตแน่ ๆ ขนาดว่าตัวเองผิดยังเปลี่ยนมาเป็นงอนให้ผมผิดได้เลยคิดเอาเถอะ

“กลับค่ะ”

            คนตัวเล็กตอบกลับพร้อมกับดึงแขนที่ผมจับอยู่ออก แต่มันไม่ออกหรอกปล่อยก็เดินหนีอีกดิ

            “หนูผิดนะเอส!”

            ผมพูดออกไปเสียงดังไปหน่อย ไม่ได้ตั้งใจจะตะคอก แต่เพราะผมยังเคืองอยู่ตั้งแต่อ่านไม่ตอบละ แล้วยังจะไม่มาหาอีกคือไรวะเมินผมงั้นหรอ

“ก็หนูรู้ หนูก็ขอโทษพี่ละไง”

            บอกให้เรียกเฮีย ๆ แม่งจะขัดทุกอย่างที่สั่งเลยไงวะ ต้องปรับทัศนคติกันอีกเยอะเลยดูจากทรงให้ตายเถอะ ผมพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ เพื่อต้องการจะปรับอารมณ์ของตัวเองไม่ให้โมโหจนเกินไป

“เฮีย!”

            ผมพูดสรรพนามที่ต้องการให้อีกฝ่ายเรียกอย่างหัวเสีย พยายามใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ปกติไม่เคยจะต้องใช้ความอดทนเพื่อใครขนาดนี้มาก่อน

            “เอ่อ ... ค่ะ ก็หนูขอโทษเฮียแล้วไง เฮียก็ยังจะไม่สนใจหนูอีก เอาแต่เล่นโทรศัพท์อ่ะ”

            อ่อ ไม่พอใจที่ผมเล่นแต่โทรศัพท์ซินะคนตัวเล็กกว่าสวนกลับมาพร้อมกับน้ำตาที่คลอบเส ให้ตายเถอะถ้าเกิดผมยังพูดต่อได้มีร้องไห้แน่ เออช่างแม่งถ้ายังไม่เลิกคุยเรื่องนี้ก็ทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้นเหมือนกันแหละ

“ไปกินข้าว”

            ผมเปลี่ยนเรื่องทันทีทำเอาคนตรงหน้าขมวดคิ้วด้วยความสับสน

“ห๊ะ?”

            งงไรวะ ผมไม่ตอบแต่ลากเธอไปที่ลานจอดรถทันที แล้วคันไหนวะไอ้เหี้ยเอ้ยจำไม่ได้

            “คันไหน?”

            ผมถามพร้อมกับหยุดเดินคืนเดินต่อไปก็ไม่รู้จะหาเจอมั้ย สู้ถามออกไปเลยดีกว่า

“คะ?”

“คันไหน รถหนูอ่ะ”

            นี่มีเมียหรือมีลูกวะ เห็นอนาคตเลยกู

            “อ่อ นู่นค่ะ”

            เจ้าของรถชี้ไปยังรถสีขาวราคาหลักล้านนั่น โอเค ... อย่างน้อยก็ไม่ต้องคิดว่าอีกฝ่ายจะมาจับผมเพราะเรื่องเงิน แต่ก็พอรู้ว่าคนข้างตัวไม่ได้ไม่มีอันจะกินหรอกแต่แค่ไม่ได้ใช่แบรนด์เนมจ๋าแบบที่เด็กมหาวิทยาลัยที่นี่ใช้กัน พร่ามเหี้ยอะไรวะไอ้คิง

“กุญแจ”

            ผมขอกุญแจรถเธอเมื่อเดินมาถึงที่รถ คนตัวเล็กก็รีบหยิบมันจากกระเป๋าผ้าใบโตนั่นแล้วยื่นให้ผมทันที

ติ๊ด ๆ (เสียงปลดล๊อกรถ)

            ตอนนี้เราสองคนอยู่บนรถกันแล้วโดยมีผมเป็นคนขับกำลังคิดอยู่ว่าจะไปหาไรกินที่ไหนดี ผมหิวจริง ๆ ตอนกลางวันผมตั้งใจให้เธอไปหาเพราะจะชวนกินข้าวแหละ แต่ยัยบื้อนี่ดันไม่มาผมเลยไม่กินแม่ง โมโห

“กินอะไร?”

            ผมถามเมื่อคิดไม่ออกว่าจะกินไรส่วนมากผุ้หญิงจะรู้ดีว่าร้านอาหารไหนอร่อย ถามนั่นแหละดีแล้ว ขณะที่รออีกคนตอบก็มองสำรวจไปรอบ ๆ รถด้วยหางตา ภายในรถแทบจะไม่มีอะไรเลยนอกจากชุดสำรองที่แขวนอยู่ด้านหลังนิดหน่อย ปกติรถผู้หญิงจะรกไม่ใช่หรอ??

“ถามหนูหรอ”

            อยู่กันสองคนถามแมวมั้ง คิดได้แค่ในใจเท่านั้นแหละขืนพูดออกไปได้มีแต่ปัญหาแน่

            “เอ่อ ... หนูกินไรก็ได้อ่ะ”

อะไรก็ได้คืออะไรวะ ช่างเถอะขับไปเจอร้านไหนก็จอดร้านนั้นแหละแถวนี้ของกินเยอะอยู่แล้วย่านสถานศึกษา

“อืม”

S PART

ห้าง P

ตอนนี้ฉันกับเฮีย ใช่ ... เฮียสรรพนามที่เพิ่งจะเปลี่ยนไปได้ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ ถ้าฉันไม่เรียกทีไรเขาจะหันมามองด้วยสายตาแข็งกระด้างทันที นั่นแหละตอนนี้เราทั้งคู่อยู่ที่ห้างแล้ว จริงฉันเองก็เริ่มหิวแล้วอยากกินปิ้งย่างอ่ะ ฉันเห็นรีวิวร้านปิ้งย่างร้านนึงที่ห้าง P นี่แหละน่ากินมากกกก แต่เมื่อกี้ฉันเพิ่งจะบอกว่ากินอะไรก็ได้ชวนเขาใหม่ดีกว่า

“เฮียคะ”

            ฉันเรียกเขาขณะที่กำลังเดินเลือกร้านกันอยู่

“ว่า?”

            เขาหยุดเดินแล้วหันมาหาฉันก่อนจะทำหน้าแบบว่าเรียกทำไม

            “กินปิ้งย่างกัน หนูเห็นรีวิวร้านนึงน่ากินมากกกกก”

            ฉันพูดออกไปอย่างเชิญชวนพร้อมกับทำท่าทางตื่นเต้นเมื่อนึกถึงรีวิวที่เคยอ่าน

“หึ ไหนว่ากินไรก็ได้”

          เขาหลุดขำออกมานิดหน่อยก่อนจะพูดออกมาอย่างต้องการจะแซวให้ฉันเขิน

“ก็ ก็เมื่อกี้ยังไม่หิวอ่ะ ตอนนี้หิวแล้ว”

            ฉันตอบกลับไปอย่างตะกุกตะกัก เพราะจำได้ดีว่าตัวเองพูดอะไรไว้ก่อนหน้านี้

“อืม”

            เขาตอบกลับมาสั้น ๆ เป็นการตกลงว่ากินปิ้งอย่างก็ได้ และคำตอบของเขาก็ทำเอาฉันยิ้มกว้างจนลืมเรื่องที่เราตึงใส่กันก่อนหน้านี้ไปเลย

“เย้ ไปก้นเถอะ”

            หมับ! ฉันคว้ามือเขามาจับพร้อมกับเดินไปที่ร้านทันที

“โอ๊ยยยยย อิ่มอ่ะ”

            อิ่มมากกก ฉันกินเยอะมากเขาก็กินนะแต่ส่วนมากจะเป็นฉันมากกว่า เพราะพี่เขาเป็นคนปิ้งเวลาปิ้งเสร็จฉันก็คีบมากินหน้าตาเฉย 555555 ก็ฉันถนัดกินนี่ ไม่ถนัดปิ้งแต่เขาก็ไม่ได้บ่นออกมาสักคำตั้งหน้าตั้งตาปิ้งบวกกับคีบใส่ปากตัวเองทั้ง ๆ ที่ถือที่คีบอันใหญ่นั่นแหละ ดิบเถื่อนตลอดเลยนะพ่อคุณ

            “ไม่อิ่มก็แปลก”

            ฉันส่งยิ้มกว้างกลับไปทันทีเมื่อได้ยินคนตัวโตที่นั่งตรงข้ามพูดแบบนั้น

“แหะ ๆ นิดหน่อยน่า ขอบคุณนะคะที่เลี้ยง”

            ใช่แล้วเขาจ่ายด้วยการยื่นบัตรเครดิตที่ฉันไม่คิดว่าเด็กมหาลัยจะสามารถถือบัตรใบนั้นได้ มีแฟนรวยนี่มันดีจริง ๆ อิอิ

“อ้วนเอ้ย”

            ฉันทำตาโตทันทีเมื่อได้ประโยคนั้นจากปากของเขา

“ใครอ้วน ไม่อ้วนสักหน่อยแบบนี้เรียกมีน้ำมีนวลค่ะ”

            ฉันเถียงออกไปสุดใจว่าแบบฉันไม่ได้เรียกอ้วน แค่แก้มใหญ่นิดเดียวเอง

“หรอ?”

            ชิ! หรอแบบไม่เชื่อมาก ๆ อ่ะ หึ๊ยยย ฉันทำปากขมุบขมิบอย่างไม่ชอบใจที่เขาทำท่าทางไม่เชื่อว่าฉันไม่ได้อ้วน

            “ไปไหนต่อ?”

            เมื่อแกล้งฉันจนพอใจแล้วพี่เขาก็เปลี่ยนเรื่องทันที ก่อนจะรับบัตรจากพนักงานที่เดินเข้ามาพอดีเพื่อคืนบัตรเครดิตให้กับพี่เขา

“กินไอติมกันมั้ย”

            กินคาวไม่กินหวานไม่น่ารักเลยนะคะ จริง ๆ ร้านปิ้งย่างมีของหวานให้นะแต่ฉันไม่ชอบที่มันมีให้อยากกินไอติมมากกว่า

“ยังไม่อิ่มอีกหรอ?”

            เฮียหันมาถามแบบทำหน้าอึ้ง ๆ พร้อมกับมองมาที่ฉันอย่างสำรวจ

“เฮียไม่รู้หรอ กระเพาะอาหารของคนเราอ่ะแยกของคาวกับของหวานนะ”

            คำพูดของฉันทำเอาคนตัวโตที่นั่งตรงข้ามขมวดคิ้วหมุนทันที พร้อมกับนั่งนิ่งพิจารณาคำพูดของฉันว่าน่าเชื่อถือมากขนาดไหน แต่ว่ามันจริงนะผู้หญิงเราสามารถทานของคาวแล้วตบด้วยของหวานได้ถึงแม้จะอิ่มมากแค่ไหนก็ตาม

            “ใครบอก”

            เออใครบอกวะ?? เออฉันนี่แหละบอกฉันทำหน้าเลิ่กลั่กนิดหน่อยอย่างคนที่กำลังคิดหาคำตอบ เพราะเรื่องนี้มันเหมือนฝังอยู่ในหัวมาตลอดเวลาหาข้ออ้างกินต่อหลังจากอิ่มแต่กลับหาต้นต่อของประโยคนี้ไม่ได้

            “หนูนี่ไง หนูบอกเฮียอยู่”

            คำตอบของฉันทำเอาทั้งโต๊ะตกอยู่ในความเงียบทันที ก่อนที่คนตัวโตที่นั่งตรงข้ามจะส่งเสียงขำในลำคอออกมากับคำตอบของฉัน

“หึ”

“ไปนะ นะ น๊าาาา”

            ฉันยังคงสู้ต่อเพื่อที่จะได้กินไอศกรีม

“ก็ไปดิ”

            ในที่สุด ... พี่เขาด็ตกลงที่จะไปกับฉัน

“น่ารักที่สุด”

            ฉันเอ่ยชมพี่เขาออกไปเพราะได้รับการตามใจจากเขา ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อนเดินนำเขาออกจากร้านปิ้งย่าง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป