บทที่ 2 Chapter 2
S PART
“มาแล้วค่า มาแล้วววววว ...”
แฮก แฮก เสียงเหนื่อยหอบดังออกมากจากปากของฉันทำให้พวกเพื่อน ๆ หันมามองด้วยความสมเพชเวทนาเป็นอย่างมาก นั่นก็เพราะสภาพของฉันในตอนนี้มันดูสะบักสะบอมและดูไม่จืดเลย โอ๊ยเหนื่อย คณะวิศวะกรรมศาสตร์กับคณะอักษรศาสตร์มันก็ติดกันนะแต่มันดันมีสนามบาสมาตั้งกั้นตรงกลางระหว่างทั้งสองคณะนี่แหละทำให้ฉันต้องวิ่งอ้อมสนามบาสขนาดใหญ่มากกว่าจะมาถึงคณะตัวเองได้
“กว่าจะมาได้นะแก”
มาถึงเสียงบ่นของพิงค์ก็ดังขึ้นมาเป็นคนแรก อ่อ นี่คือพิงค์ เพื่อนสาวคนสนิทอีกคนผู้เป็นมันสมองของกลุ่มฉลาดมากถึงมากที่สุด พิงค์นี่ดูยังไงก็ไม่น่าจะมาคบกับนังสุรศักดิ์ได้เลยจริง ๆ ไม่น่าเลยจริง ๆ เพราะอะไรนะหรอก็เพราะว่าวัน ๆ มันไม่ทำอะไรเลยยังไงล่ะนอกจากสายตาจะคอยสอดส่องผู้ชายกับถ่ายรูปลงอิสตราแกรมส่วนตัวของมันที่มีแต่ผู้ชายทั้งมหาวิทยาลัยติดตาม ไม่รู้คนพวกนั้นคิดอะไรอยู่ถึงได้มากดติดตามคนแบบมันกัน
“มาล่ะน่าาาา อย่าบ่นไปเลยน้าาาา เดี๋ยวไม่สวยนะ”
ฉันพูดพร้อมกับวางกระเป๋าผ้าใบใหญ่ราคาหลักพันแบรนด์ดังยอดฮิตในหมู่นักศึกษาสาวมหาวิทยาลัยลงบนโต๊ะก่อนจะหยิบไอแพดออกมาเพื่อทำงาน
“นังชะนี!!”
อะไรของมันอีกเนี่ยสุรศักดิ์ ฉันได้แต่ก่นด่ามันในใจเมื่อได้ยินเสียงของเพื่อนสาวดังขึ้น
“อะไรของแกสุระ!!”
“ซูซี่!!”
อุ๊ยยย ฉันได้แต่อ้าปากพะงาบ ๆ ทันทีที่มันตะโกนแทรกขึ้นมา ยังไม่ทันจะเอ่ยชื่อมันจนจบประโยคก็โดนมันเบรกจนหน้าทิ่มซะก่อนเกือบโดนมันกระโดดทีบแล้วมั้ยล่ะ
“จ้า ๆ ซูซี่ ว่าไงห๊ะ?”
“ทำไมแกมาทางคณะวิด’วะได้”
อ๋ออออ นึกว่าอะไรขี้เผือกจริง ๆ เลยนะสุรศักดิ์ ฉันคิดในใจอย่างหมั่นไส้คนตัวยักษ์ตรงหน้าก่อนจะตอบออกไป พร้อมกับบ่นถึงความลำบากลำบนที่เกิดขึ้นก่อนจะวนไปเรื่องโรแมนติกที่เกิดจากพรหมลิขิตบันดาลชักพาดลให้มาพบกันทันใด ...
เพ้อเจ้อไปกันใหญ่ วกกลับมาก่อนเรื่องมันอยู่ตรงนี้!!
“ก็ไม่มีที่จอดรถน่ะสิเลยต้องไปจอดที่ลานจอดของคณะนู้น เดินโคตรไกลเลย แต่แก๊!!!”
“โอ๊ยยย อะไรของแกนังชะนีจะเสียงดังทำไมย๊ะ”
สุรศักดิ์ตะโกนตอบกลับมาอยากตกใจกับเสียงโวยวายของฉันก่อนจะหันมามองฉันอย่างสงสัย พร้อมกับพิงค์ที่ถามออกมาด้วยความงุนงงกับสิ่งที่ฉันเป็นอยู่ตอนนี้เช่นกัน
“มีอะไรรึเปล่าเอส”
“แกกกก ฉันเดินชนกับพี่คิงตรงลาดจอดรถอ่ะ กลิ่นน้ำหอมของพี่เขายังติดจมูกอยู่เลย ฟินมากอ่ะ”
ฉันเล่าออกไปพร้อมกับทำท่าทางเอามือมาประกบกันเสียงดังประกอบการเล่าเพื่อให้เพื่อนรักทั้งสองคนได้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมกับยกแขนข้างขวาที่กระแทกกับอกแกร่งนั่นขึ้นมาดมและนั่นทำให้พิงค์กับสุรศักดิ์ทำหน้าขนลุกขนพองกับสิ่งที่ฉันทำ
“เอสสสสส แกน่ากลัวมาก”
โอ๊ยยัยพิงค์อ่ะขัดใจจริง ๆ คำพูดของพิงค์ที่ขัดขึ้นมาพร้อมกับท่าทีขนลุกนั่นสร้างความขัดอกขัดใจให้กับฉันพอสมควร
“โอ๊ยยยยย ยัยแม่ชี แต่เป็นใครก็ฟินทั้งนั้นแหละได้ใกล้คนที่ชอบ”
พูดดีอ่ะสุรศักดิ์ ก็คงมีแต่สุรศักดิ์เท่านั้นแหละที่จินตนาการร่วมไปกับฉัน สุดยอดมากเพื่อนรัก!!!
“ใช่มั๊ยยยยมึงงง”
ฉันพยักหน้ารัว ๆ รับคำของเพื่อนสาวตัวโตที่เห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่ฉันเป็ร เจอคนที่ชอบใครจะไม่ฟินแค่คิดก็มีความสุขแล้ว
“เออ! ละพี่เขาพูดอะไรมั้ง”
พูดถึงตรงนี้แล้วฉันก็ทำหน้าเซ็งทันทีพี่คิงนะพี่คิงจะถามไถ่กันมากว่านี้ก็ไม่ได้นี่อ่ะไร ฉันทำหน้าบึ้งตึงแทบจะทันทีเมื่อคิดถึงคำพูดที่ออกจากปากคนตัวสูงคำสุดท้ายก่อนที่เขาจะเดินจากฉันไป ยิ่งคิดมันก็ยิ่งเศร้ายิ่งคิดยิ่งแค้น
“เหอะ!! จะพูดไรล่ะเย็นชามากแต่ว่าหล่อให้อภัย อิอิ”
ฉันตอบกลับไปอย่างเซ็ง ๆ แต่ก็แฮปปี้ขึ้นมาอย่างฉับพลันเมื่อคิดถึงใบหน้าหล่อ ๆ ที่ชอบนั่น ทำเอาสุรศักดิ์ถึงเบ้ปากออกมาอย่างหมั่นไส้แกมเอือมระอากับความคลั่งรักของฉันที่มีให้กับพี่เขา
“ทำงานกันก่อนพวกแก”
ยัยพิงค์นะยัยพิงค์ เสียงเตือนสติจากสวรรค์ดังขึ้นดับฝันพร้อมกับเอากองเอกสารทั้งหมดที่สรุปเอาไว้ขึ้นมากางเต็มโต๊ะไปหมดและงานตรงหน้าที่เห็นทำเอาฉันกับสุรศักดิ์ถึงกับอ้าปากค้างและอึ้งไปเลย
“ค๊าาาา แม่”
ชั้นกับยัยสุรศักดิ์พูดขึ้นพร้อมกันและนั่นคือประโยคสุดท้ายที่ออกจากปากของพวกเราทั้งหมด
เป็นอันว่าจบบทสนทนาเรื่องผู้ชายไว้ ณ ตรงนี้ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันสิคะ ... งานไม่เสร็จก็กินเอฟเลยนะจุดนี้
KING PART
มหาวิทยาลัยเค K University
คณะวิศวกรรมศาสตร์
“เป็นอะไรไอ้คิง ทำหน้าบูดเป็นตูดมาเลยนะมึง”
เสียงของไทเกอร์เพื่อนสนิทในกลุ่มเอ่ยทักผมทันทีเมื่อมันเงยหน้ามาสบตากับผมเดินเข้าไปหาพวกมัน ผมได้แต่คิดในใจนี่มันไม่คิดจะรอให้กูได้นั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนเลยรึไงนะ ไทเกอร์เป็นเพื่อนสนิทของผมเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ผมจะยอมเปิดปากเสวนาด้วย ไอ้นี่มันชอบหาเรื่องชาวบ้านเขาไปทั่วปากมันนี่วอนหาตีนไม่เว้นแต่ละวัน ส่วนเรื่องผู้หญิงน่ะหรอก็เหี้ยพอกันนะของไม่เคยขาดพูดกันตามตรง ชีวิตมันไม่เคยจะต้องอด ๆ อยาก ๆ แล้วจะให้มันของขาดได้ยังไงล่ะทั้งหล่อทั้งรวย บ้านมันเองก็มีธุรกิจรถหรูบริษัทใหญ่โตแค่นามสกุลก็กินขาดแล้วผู้หญิงที่ไหนมันจะไม่อยากได้จริงมั้ยล่ะ
“เสือก!”
ผมตอบมันกลับไปทันทีที่นั่งลงที่โต๊ะใต้ตึกคณะขนาดใหญ่ ที่ทั้งโต๊ะมีแค่พวกผมไม่กี่คนแต่ดันไม่มีใครมานั่งร่วมโต๊ะด้วยเลยแปลกมาก
“ไงล่ะมึงไอ้เกอร์ ปากมึงนี่มันวอนตีนนักนะมึง”
เสียงบุคคลที่สามดังขึ้นนี่ก็เป็นเพื่อนสนิทของผมอีกคนมันชื่อวิน เป็นเพื่อนสนิทในกลุ่มของผมอีกคนเช่นกันสันดานมันก็ไม่ต่างกันนักหรอก เหี้ยพอกันกับไทเกอร์ แต่ว่าวินนี่ถือว่าดีกว่าไทเกอร์นิดหน่อยมันไม่ได้ชอบมีเรื่องหรือหาเรื่องชาวบ้านเขาไปทั่วเหมือนกับไทเกอร์ นั่นอาจจะเป็นเพราะพ่อของวินเป็นถึงนายพลทหารชั้นสูงก็ได้ ถ้ามันไปมีเรื่องแล้วพ่อมันรู้เข้ามันได้โดนจับนอนคุกมืดแน่ ๆ คนนั้นเขาสายโหด คนแบบพวกผมที่ไม่ได้กลัวใครยังต้องเกรงใจเวลาไปบ้านมันแต่ละทีมีแต่พลทหารเดินแบกปืนเดินรอบบ้าน ไม่รู้บ้านคนหรือสถานที่ฝึกทหารออกศึกกันแน่
“มึงนี่ก็นะชอบไปกวนส้นตีนมันไอ้เกอร์ อยู่เฉย ๆ สักวันเถอะพวกมึงอ่ะ”
ส่วนนี่คือแซมตัวห้ามทัพเวลาที่ไอ้สองตัวนี่มันกัดกันเมื่อไหร่ก็มีมันนี่แหละที่คอยห้าม แต่แซมนี่ก็เจ้าชู้ตัวพ่อเหมือนไอ้สองตัวนั้นแหละ แต่มันกินเงียบ ๆ เงียบชนิดที่พวกผมเองก็ไม่รู้ว่าใครเป็นเด็กมันบ้าง บ้านมันเองก็ทำอสังหาริมทรัพย์ธุรกิจที่ดินบ้านจัดสรรหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ได้เงินบ้านมันทำหมด รวมถึงหุ้นกับบริษัทบ้านผมด้วยเรื่องผู้หญิงมันเองก็ไม่เคยขาด
“เออละมึงเป็นห่าอะไร หน้าบูดเนี่ย”
แซมเองก็คงจะอดไม่ได้ที่จะถามผมไม่ได้หลังจากห้ามไอ้สองตัวนั่นเสร็จมันก็หันมาตั้งคำถามกับผมทันที
“ก็ไม่มีอะไร เมื่อกี้มีผู้หญิงเดินมาชนกูแต่พูดจาไม่รู้เรื่องอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ กูเลยเดินหนีมาเลยร้อนก็ร้อนอึก ๆ อัก ๆ อยู่ได้”
ผมตอบมันกลับไปแกมบ่นยืดยาวแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การพูดประโยคยาว ๆ สำหรับคนแบบผมแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยนอกจากจะต้องออกไปพูดรายงานเรื่องเรียนหรือจะเป็นตอนที่ต้องนำเสนอโครงการที่เกี่ยวกับเรื่องเรียน นอกนั้นก็อย่าหวังว่าจะได้ยินอะไรยืดยาวจากปากของผมเลย
“สวยป่ะวะ”
หางกระดิกเชียวนะมึง เสียงของไทเกอร์ที่ดังขึ้นถามผมแทบจะทันทีที่ได้ยินคำตอบของผม หูไหม้หมดแล้วไอ้เหี้ยนี่ สวยมั้ยหรอ? จะว่าสวยก็สวยนะผมคิดถึงใบหน้าจิ้มลิ้มนั่นที่เพิ่งเจอเมื่อไม่นานก่อนจะนิ่งไปนิดหน่อย
“ไม่รู้ดิ จะว่าสวยก็สวยมั้ง”
ก็เพราะผมคิดว่าเธอน่ารักมากกว่า มองไม่เบื่อล่ะมั้งนะถ้าพูดตรง ๆ น่าจะเป็นแบบนั้นมากกว่าละมั้ง
“เอ้าไอ้สัส ยังไง อะไรของมึง”
วินโวยวายผมขึ้นมาทันทีที่พูดจบ เอ้าไอ้เวนก็กูไม่รู้นี่หว่า ผิดตรงไหนวะ คำตอบที่น่าผิดหวังของผมทำเอาพวกมันมันแยกย้ายไปเล่นเกมบนหน้าจอสมาร์ทโฟนเครื่องหรูราคาแพงนั่นทันทีและนั่นคือสิ่งที่ผมต้องการที่สุดแล้วอย่ามาวุ่นวายกับกูนักเลยรำคาญ
“ก็ตามนั้นแหละ”
ผมพูดต่อท้ายอีกนิดหน่อย ก่อนจะล้วงไปหยิบสมาร์ทโฟนสีดำสนิทของตัวเองออกมาด้วยเช่นกัน
“เรียนคณะเราป่ะ”
แซมเอ่ยถามขึ้นมาอีกมันยังไงนักไอ้พวกนี้น่ารำคาญจริง ๆ
“ไม่ใช่คณะเรา น่าจะเรียนอักษรฯ”
ผมรู้ได้ไงอ่ะหรอก็หอบหนังสือกับกระเป๋าผ้าใบใหญ่ขนาดนั้นไม่ใช่เด็กคณะผมแน่นอน แล้วแถวนี้ก็มีแค่คณะอักษรศาสตร์กับคณะวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้นแหละที่ติดกันพอที่จะยืมที่จอดรถกันได้ คณะอื่นเขาแยกไปอีกฝั่งกันหมดก็คงมีแต่คณะอักษรศาสตร์นี่แหละที่พอจะเดาได้ว่าคนที่ผมเพิ่งชนจนเซเกือบล้มเรียนอยู่ที่นั่น
“ว๊าวววว สาวอักษรฯ แจ่มแน่เลยว่ะถ้าไอ้คิงมันบอกว่าสวยอ่ะ”
วินมันพูดขึ้นมาผมได้แต่ขมวดคิ้วครุ่นคิดว่าผมพูดว่าสวยตอนไหน กูพูดหรอ ?? เออก็สวยแหละ เออ ช่างแม่ง! ผมส่ายหัวไปมานิดหน่อยที่ตัวเองมานั่งเถียงกับพวกแม่งในใจคนเดียวไร้สาระชิบหาย
“จะไปเรียนได้ยังพวกมึงเนี่ย”
ไอ้ห่าพวกนี้ทำเนียนเลยเลทมาจะครึ่งชั่วโมงแล้วเนี่ย
ผมพูดแทรกขึ้นมาเมื่อเห็นตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือบอกเวลาว่าพวกเราเลทกันมาเกือบจะสามสิบนาทีเข้าไปแล้ว คือถ้าผมไม่ดูเวลาก็ยังไม่รู้ตัวเลยคิดว่าตัวเองมาทันแน่ ๆ มัวแต่ไปเสียเวลาอยู่ที่ลานจอดรถเกือบสิบนาทีเพราะหาเสื้อชอปที่คิดว่าหยิบมาโยนไว้หลังรถ แต่จริง ๆ ผมไม่ได้เอามา ... จนทำให้จังหวะการเดินกลับมาที่คณะมันตรงกับคนตัวเล็กนั่นจนทำให้ได้เจอกัน จังหวะนรกอยู่
“เออ ๆ ไปดิ ทำเข้มไปได้”
วินตอบกลับมาพร้อมกับลุกขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าผมจะฟาดฝ่ามือลงกลางหัวของมันอย่างหมั่นไส้
“วอนนะมึงไอ้วิน”
“ค๊าบบบบ ๆ พี่คิงค๊าบ
ผมเลือกที่จะเดินขึ้นตึกโดยไม่สนใจพวกแม่งอีกเพราะรำคาญพวกมันเต็มทีแล้ว เดี๋ยวพวกมันก็เดินตามมาเองนั่นแหละ
S PART
มหาวิทยาลัยเค K University
คณะอักษรศาสตร์
“โอ๊ยยยย เสร็จสักทีปวดหัวไปหมดแล้ว”
สุรศักดิ์พูดพร้อมกับบิดขี้เกียจแล้วยกมือขึ้นทุบที่ต้นคอของตัวเองไปด้วย จริงของมันพวกเรานั่งทำงานกันตั้งแต่ยังไม่บ่ายโมงเลยกว่าจะเสร็จตอนนี้ปาไปเกือบจะห้าโมงครึ่งแล้ว มึนไปหมดต้องหาอะไรทำที่มันจะช่วยบันเทิงสมองและจิตใจหน่อยไม่ไหวแล้ว
“แกเราไปเดินตลาดหลังมอหาอะไรกินกันเถอะฉันจะไม่ไหวแล้วทั้งเหนื่อยทั้งหิว”
ฉันเอ่ยปากชวนพวกเพื่อนสาวทั้งสองคนที่ยังนั่งเหม่อลอยอยู่ พร้อมมือก็เก็บของบนโต๊ะะลงกระเป๋าผ้าใบใหญ่ไปด้วยพราง ๆ
“ไปค่ะ”
พิงค์กับยัยสุรศักดิ์ตอบรับแทบจะทันทีแบบไม่ต้องคิดเยอะให้เสียเวลากันเลยทีเดียว เรื่องกินเรื่องใหญ่มากสำหรับพวกเราทุกคน
“โอเคดิล รีบเก็บของกันเถอะ”
“รับทราบจ้าาาา”
ฉันกับพวกเพื่อนรีบช่วยกันเก็บของก่อนจะพากันไปหาอะไรกินที่ตลาดนัดหลังมหาวิทยาลัยที่พวกนักศึกษาพากันไปเดินเยอะแยะแบบที่ตั้งใจเอาไว้
