บทที่ 3 Chapter 3
S PART
ตลาดนัดหลัง ม.K
“นังชะนี!!!!!”
ฉันที่กำลังเดินเล่นเลือกซื้อของกินเพลิน ๆ กับพิงค์ก็สะดุ้งโหยง เพราะอยู่ดี ๆ สุรศักดิ์มันก็เรียกฉันเสียงดังลั่นตลาดเหมือนกับว่ากลัวใครไม่ได้ยิน
“ว่าไง เรียกอะไรเสียงดังขนาดนั้นซูซี่คนหันมามองเต็มไปหมดมีอะไรเห็นมั้ยกำลังหาของกินอยู่”
ฉันบ่นเพื่อนสาวออกไปแบบเบา ๆ โดยที่สายตาสอดส่องไปรอบ ๆ บริเวณด้วยความเขินอาย ก่อนจะตอบกลับออกไปแบบขอไปทีแล้วเบนสายตากลับมาสอดส่องมองหาแต่ของกินไม่หยุดอีกครั้งยึดดมั่นในการกินมากคอนเฟิร์ม
“โอ๊ยนังพวกนี้ที่อยู่ในมืออ่ะกินให้หมดก่อนมั้ย ตุ๊ดเดินจนปวดขาไปหมดแล้วเนี่ยแกสองคนจะเดินกันอีกนานมั้ยย๊ะ”
สุรศักดิ์บ่นพวกฉันสองคนออกมาดังลั่นพร้อมกับเท้าเอวมองก่อนจะส่งสายตาจิกกัดมาให้เราทั้งคู่อย่างรุนแรง ก่อนที่ปลายนิ้วชี้จะชี้มาที่พวกเราสองคนอย่างเอาเรื่องถ้าพวกเราสองคนยังไม่หยุดซื้อของกิน
“แหะ ๆ ก็คนมันหิวอ่ะ”
ฉันตอบสุรศักดิ์กลับไปด้วยใบหน้าเจื่อน ๆ หลังจากที่ถูกวีนเสร็จจะไม่ให้มันวีนได้ไง ฉันเล่นลากมันกับพิงค์เดินวนจนครบทุกร้านแล้ว ก็ของกินมันน่ากินนี่ อันนั้นก็น่ากิน อันนี้ก็น่ากิน ฉันก็เลยซื้อมันทุกอย่างเลยเพื่อตัดปัญหาสุรศักดิ์ก็เลยวีนอย่างที่เห็นนี่แหละ
“แค่ที่ซื้อมาจะกินหมดมั้ยวันนี้ กลับกันเถอะตุ๊ดเหนื่อย ตุ๊ดอยากนอนปวดหลังจะแย่แล้วเนี่ยยยย”
สุรศักดิ์งอแงเป็นตุ๊ดเด็กเลยกลับก็ได้ ฉันทำหน้าเซ็งทันทีเมื่อรู้ว่าถึงเวลาที่จะต้องกลับห้องแล้ว หมดเวลาตามล่าหาของกินกันแล้วสินะกลับไปกินทุกอย่างที่ห้องอย่างมีความสุขกันเถอะ
“ชิ กลับก็ได้ พิงค์อยากเดินต่อมั้ย?”
ฉันยังไม่วายหาพวกเดินต่อเผื่อจะได้ต่อเวลาเดินตลาดอีกนิดนึงยังไม่ได้เดินล็อคเสื้อผ้าเลย
“นี่ยัยแม่ชีมันขาลากหมดแล้วมันแค่ไม่พูด ไป! กลับ”
โหยยยย สุดท้ายความฝันสุดท้ายของฉันก็ดับลงเพราะถูกสุรศักดิ์เอาน้ำสาดอย่างแรงพร้อมกับคว้าข้อมือพวกฉันทั้งสองคนให้เดินตามกลับไปที่ลานจดรถ ยังเดินไม่หนำใจเลยแต่กลับก็ได้เดินต่อคนเดียวก็ไม่หนุกแล้วไม่มีคนช่วยเลือกของ
KING PART
“เห้ย พวกมึงคืนนี้ที่เดิมป่ะ”
ไอ้เหี้ยวินมันเอาอีกละที่เดิมของแม่งคงไม่พ้นร้านเหล้าของไอ้แซมอีกตามเคย ผมทำได้แค่กรอกตาไปมาเมื่อได้ยินคำเชิญชวนของเพื่อนสนิทสันดานเหี้ยคนดีคนเดิมออกปากชวนพวกผมให้ออกไปดื่มคืนนี้อีกตามเคยเหมือนเดิม
“ไปดิ ไม่พลาดอยู่แล้วคร๊าบบบ”
ไทเกอร์อีกคนมันเห็นดีเห็นงามทุกครั้งที่มีคนชวนไปแดกเหล้า ชีวิตนี้คือถ้าแม่งไม่นัดเย็ดก็แดกเหล้าเรียกเด็กมานั่งเอ็นฯ แต่ก็นั่นแหละพวกผมสี่คนที่ยังคบกันได้จนถึงทุกวันนี้ถ้าให้พูดตามตรงก็คือศีลเสมอ ในบรรดาพวกผมสี่คนไม่มีใครดีไปกว่าใครหรอก เหี้ยเหมือนกันหมดนั่นแหละ ... แต่จริง ๆ ก็คงจะเป็นเพราะนิสัยเฉพาะตัวที่พวกผมเป็นมันก็ดูจะเข้ากับใครไม่ได้ เลยต้องคบกันแค่สี่คนเนื่องจากอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่าเติบโตมาด้วยกันก็ว่าได้
“แล้วพวกมึงสองคนล่ะไอ้คิง ไอ้แซม”
คราวนี้ไทเกอร์มันหันมาถามผมกับแซมบ้างแล้ว แต่คือพวกแม่งสองคนมันจะไปร้านของไอ้แซมไง แล้วไอ้แซมมันจะไม่ไปได้หรอ ไอ้เหี้ยนี่ถามอะไรแปลก ๆ อีกแล้ว มีสมองอยู่มั้ยอยากรู้มากแต่ขี้เกียจจะถามรำคาญพวกมัน
“มึงสองตัวก็ไปร้านกูมั้ย กูไม่ไปมึงได้ทำร้านกูเละดิไอ้สัส”
นั่นไง ๆ โดนไปดอกนึงเน้น ๆ ผมบอกแล้วไอ้สองคนนี่มันวอนโดนด่าได้ทั้งวันอ่ะไม่รู้มันเป็นห่าอะไรนัก พากันทำตัวกวนส้นตีนได้ทุกวี่ทุกวัน วันไหนไม่โดนด่าสงสัยนอนไม่หลับ
“เออ คร๊าบเพื่อนคร๊าบ แล้วมึงอ่ะ เงียบนี่คืออะไรไปหรือไม่ไปบอกพวกกูด้วยครับไม่ใช่ให้พวกกูคิดหาคำตอบกันเอาเอง”
เหอะ! กูจะพลาดหรอไอ้เวน รู้คำตอบอยู่แล้วชอบมาบังคับให้กูพูดนั่นพูดนี่น่ารำคาญดีจริง ๆ
“อืม”
ผมตอบมันแบบสั้น ๆ ตามสไตล์ของผมแบบที่ทำอยู่บ่อย ๆ แล้วรู้ด้วยว่าทำแบบไหนพวกเพื่อนจะหงุดหงิดมาก ๆ ด้วยกับการกระทำของผม
“โว๊ยยยย อืม อืม วัน ๆ นี่มึงคิดจะพูดให้เกินห้าประโยคมั้ยไอ้คิงกูไหว้ล่ะ กับพวกกูมึงไม่ต้องประหยัดคำพูดก็ได้”
ก็ตามนั้นแหละผมเป็นประเภทไม่ค่อยพูดแบบวินมันว่านั่นแหละ ก็ไม่รู้จะพูดอะไรแค่ฟังพวกมันพูดทั้งวันก็ปวดหัวจะแย่แล้ว ถ้าจะให้พูดมากเพิ่มอีกคนมันก็จะวุ่นวายหนักเข้าไปกว่าเดิมนะ อาจจะเป็นเพราะเห็นพวกมันพูดมากมาตั้งแต่เด็ก ๆ มันเลยทำให้ผมกลายเป็นคนที่เลือกที่จะเงียบแทนมากกว่าที่จะพูดแทรกพวกมัน
“อืม”
“โอ้ยยยยย!!! ไอ้เหี้ย โว๊ยยย!!!! ตามนั้นสามทุ่มเจอกันโต๊ะเดิม กูไปละ”
วินตัดบทแบบรำคาญพร้อมกับลุกออกจากโต๊ะเป็นคนแรกเพื่อที่จะไปเอารถก่อนที่พวกเราทุกคนจะแยกย้ายกันกลับเพื่อที่จะมาเจอกันอีกรอบที่ร้านของแซมตอนสามทุ่มเวลาดีเวลาเดิม
“งั้นกูกลับคอนโดก่อนละกัน”
ต่อมาก็ตามด้วยแซมที่ขอตัวกลับด้วยเช่นกันเพราะมันจะต้องกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนที่มันจะต้องรีบไปที่ร้านเพื่อเตรียมเปิดร้านในทุก ๆ วัน แต่จริง ๆ มันจะไม่ไปก็ได้นะแต่มันก็เลือกที่จะไปอยู่ดี ความไม่สบายใจเวลาไม่ได้เช็คความเรียบร้อยด้วยตัวเองนั่นแหละคนแบบมัน
“เออ ๆ เจอกัน แล้วมึงไปไหนต่อวะไอ้คิง”
ทีนี้ก็เหลือแค่ไทเกอร์กับผมที่ยังอยู่ที่เดิม เออไปไหนต่อดีวะหรือจะกลับคอนโดเลยดีกลับเลยละกันอยู่แถวนี้ไปก็ไม่รู้จะทำอะไร เบื่อขี้หน้าไอ้เพื่อนเหี้ยที่นั่งตรงข้ามนี่ด้วยเห็นหน้ามันแล้วเสียอารมณ์
“คอนโด”
ผมตอบไทเกอร์กลับไปสั้น ๆ แบบที่ชอบทำประจำ
“เออครับพี่ครับ คอนโดก็คอนโดงั้นกูไปละเจอกันคืนนี้เลยร้านไอ้แซม”
ไทเกอร์ตอบกลับผมมาพร้อมกับลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่มันนั่งอยู่แล้วเดินจากไปแบบไม่รอคำตอบจากผม เพราะตัวมันเองรู้ดีว่าจะได้คำตอบแบบไหนจากผม
“อืม”
นั่นแหละคำตอบสุดท้ายจากผม สุดท้ายผมก็แยกย้ายกับพวกเพื่อนสนิทตรงนั้นก่อนจะเดินไปลานจอดรถจุดเดินที่เกิดเหตุเมื่อตอนสาย ๆ แค่คิดก็ต้องขมวดคิ้วหมุนทันทีว่าที่ตั้งกว้างเดินชนได้ยังไงจังหวะนรกมาก
S PART
ฉันเดินแบกร่างโซซัดโซเซมาจากประตูหลังมหาวิทยาลัยหลังจากแยกกับพวกเพื่อน ๆ เพราะฉันจะต้องเดินย้อนกลับเข้ามาเอารถที่จอดทิ้งไว้ที่ลานจอดรถของคณะวิศวกรรมศาสตร์ โคตรไกลเดินจนขาลากก็ยังไม่ถึง
เอ๊ะ! ว่าแต่พี่คิงกลับไปรึยังนะที่ก็ทุ่มกว่า ๆ เข้าไปแล้วนะสงสัยจะกลับไปแล้วแหละ แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะได้เจอกันอีกนะ ถ้าถามว่าทำไมฉันถึงชอบพี่คิงมากขนาดนี้หรอมันก็มีที่มาที่ไปแหละแต่ว่าช่างมันเถอะ
ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง!!
เสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนเครื่อองหรูดังลั่นระหว่างทางเดินที่ตอนนี้เริ่มมืดลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด ไฟส่องทางจากเสาไฟริมทางของมหาวิทยาลัยต่างพากันส่องแสงขึ้นมาเหมือนตั้งเวลาเอาไว้ เอ้ะ หรือตั้งไว้จริง ๆ เออช่างมันเถอะว่าแต่ใครไลน์มาตอนนี้
แล้วนี่จะทักรัวอะไรขนาดนั้นฉันได้แต่บ่นอุบอิบในใจก่อนจะควานหาไอ้เจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมสีขาวที่สวมเสื้อผ้าหรือเคสสีชมพูแบบที่ชอบ โอ้โหหห กว่าจะหาเจอของล้นกระเป๋ากันไปเลยในมือก็มีแต่ถุงของกิน อะไรมันจะวุ่นวายได้ขนาดนี้นะวันนี้มันวันอะไรกันเนี่ยยโวยวายกับตัวเองอยู่พักนึงก็คว้าเครื่องสี่เหลี่ยมเจ้าปัญหามาจนได้
พิงค์นี่เองมีอะไรรึป่าวเนี่ยทักไลน์มาขนาดนี้ปกติพิงค์จะไม่ทักฉันรัวขนาดนี้ถ้าไม่มีปัญหาอะไรให้ช่วยเหลือ เพราะพิงค์เป็นคนที่มีความเกรงใจสูงมากไม่เหมือนสุรศักดิ์ที่มันนึกจะโทรมามันก็โทร ถ้าฉันตอบช้าหน่อยนะมันจิกฉันรัว ๆ เลยแหละไม่ต้องพูดเรื่องมารยาทกับมันเลยค่ะมันไม่มีหรอก
Pinkkk : เอสอยู่ไหนแล้ว
Pinkkk : คืนนี้เอสว่างมั้ย
Pinkkk : พิงค์มีเรื่องอยากจะรบกวนนิดหน่อย
หืมมม ? ปกติพิงค์แทบจะไม่ออกไปไหนเลยนะยิ่งตอนกลางคืนหรออย่าหวัง เพื่อนฉันยิ่งกว่าแม่ชีอีกค่ะคนนี้เรียบร้อยแบบผ้าพับไว้เลย
S : ว่าไงพิงค์ เราว่าง
S : มีอะไรรึเปล่า? ด่วนเลยหรอ??
Pinkkk : คือไปส่งเราเอาของให้พี่สาวหน่อยสิ นะนะนะ เราไม่อยากไปคนเดียว
โถ่เอ้ย ไอ้เราก็นึกว่าเรื่องอะไร เรื่องแค่นี้เอง
S : อ่อ ได้สิให้เราไปรับรึเปล่า
Pinkkk : ไม่ต้องหรอก ไปเจอกันที่นู่นเลย ถ้าพี่เราส่งโลเคชั่นมาให้แล้วเดี๋ยวเราส่งต่อให้นะ
S : โอเคจ้าาา
ตุ๊บ!!!
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ”
ฉันนี่มันซุ่มซ่ามจริง ๆ เดินไปพิมพ์ไปจนไปชนคนอื่น แงงงงงงง วันนี้มันวันอะไรกันเนี่ยซวยซ้ำซวยซ้อนมาก ๆ แต่รอบนี้เจ็บอ่ะชนแรงกว่าตอนรอบแรกซะอีก
“เธอ!”
หือ? เสียงนี้เสียงที่คุ้นหู ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองร่างสูงตรงหน้า!!! โอ้วววว พรหมลิขิตชัด ๆ นี่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้ว นี่คือพรหมลิขิตพระเจ้าช่างน่ารักกับฉันอะไรแบบนี้นะ
“พี่คิง”
กรี๊ดดดดดด ! ฉันส่งยิ้มกว้างให้พี่คิงยืนจ้องหน้าฉันเขม็งพร้อมกับคิ้วที่ขมวดหมุนจนมันจะติดกันอยู่แล้ว นั่นแหน๊ะ ดีใจที่เจอฉันแน่ ๆ เลย
“เธออีกแล้วหรอ”
อุ๊ย! แงงงง อย่าว่าน้องเลยมีไรค่อย ๆ คุยกัน สุดท้ายความฝันก็พังทลายลงเมื่อประโยคที่ออกมาจากปากของพี่เขาทำเอาฉันยิ้มเจื่อนลงไปแทบจะในทันที
“แหะ ๆ หนูขอโทษค่ะพี่คิง”
ฉันขอโทษพร้อมกับยกมือไหว้รัว ๆ ทำไมดุจังล่ะ ฉันยังคงยกมือไหว้คนตัวสูงกว่าค้างไว้แบบนั้นด้วยความหวังว่าเขาจะให้อภัยฉันในทันที
“รู้จักฉัน?”
โอ้โหหหห ก็กล้าถามนะคำถามนี้ ถ้าถามว่าในมหาวิทยาลัยนี้มีใครไม่รู้จักพี่เขาดีกว่าตอบง่ายกว่า เพราะน่าจะนับคนได้ง่ายกว่า คน ๆ นั้นมันจะต้องโลกแคบมากแน่ ๆ ที่ไม่รู้จักบุคคลคนนี้
“เอ่อ คือ”
ฉันถึงกับพูดไม่ออก เพราะไม่รู้จะตอบยังไงว่ารู้จักเขาได้ยังไงนี่สิ
“ช่างเถอะ”
อ่าว ! พูดออกมาแค่นั้นพี่เขาก็เดินไปที่รถพร้อมกับขับรถราคาเกือบสิบล้านออกไปเลย โดยที่พี่เขาก็ปล่อยให้ฉันยืนงงอยู่คนเดียวแบบนี้ให้มันได้แบบนี้สิชีวิต
“อะไรของเขา”
เห้อ กลับคอนโดดีกว่าเดี๋ยวคืนนี้ต้องออกไปกับพิงค์อีก
“กลับคอนโดกันนะน้องนวลลูกแม่”
ไม่ต้องแปลกใจกันไปหรอกค่ะว่าฉันคุยกับใคร น้องนวลคือรถออดี้สีขาวมุกลูกสาวสุดที่รักและสุดสวยของฉันเอง กว่าจะที่ป๊าจะยอมให้เอารถออกมาขับเองได้ฉันขอร้องอ้อนวอนอยู่เป็นเดือน ๆ กว่าจะยอมปล่อยให้ฉันได้เผชิญโลกกว้างเอง จากที่เมื่อก่อนมีคนขับรถรับส่งตลอดเวลา ว่าแล้วฉันก็พาลูกสาวกลับคอนโดทันทีเพราะกลิ่นของกินที่หิ้วมามันยั่วน้ำลายซะเหลือเกินพูดง่าย ๆ ก็คือหิวแล้วนั่นแหละค่ะ
