บทที่ 4 Chapter 4
S PART
21.40 น.
ติ๊ง !!
Pinkkk : เอสไปเจอกันที่ผับ Z นะเรากำลังไป
เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชั่นไลน์จากพิงค์ที่ไลน์มาบอกสถานที่นัดหมายกับฉัน ถึงว่าให้ไปส่งเพราะไปที่ร้านเหล้านี่เองพวกฉันไม่ค่อยเที่ยวกันหรอกวัน ๆ เอาแต่เรียนกับกิน นาน ๆ จะไปกันทีถ้าพวกรุ่นพี่เอ่ยปากชักชวนบ้างบางครั้งบางคราว แต่ว่ายกเว้นสุรศักดิ์ไว้คนนึงคนนั้นน่ะสายบันเทิงรู้จักคนไปทั่วพวกสังสรรค์ด้วยกันบ่อย ๆ ก็จะมีกลุ่มของมันนั่นแหละ มันเที่ยวบ่อยที่สุดในบรรดาพวกเราทั้งสามคนแล้ว
S : โอเคจ้า เจอกัน
22.20 น.
ตอนนี้ฉันได้ขับรถมาถึงที่สถานที่ที่ได้นัดหมายกับพิงค์เอาไว้แล้วและก็กำลังขับรถวนแล้วมองหาที่จอดรถอยู่ พิงค์ก็เพิ่งจะโทรมาบอกเมื่อกี้ว่ารออยู่หน้าประตูสงสัยน่าจะถึงสักพักแล้วแหละ ส่วนฉันเองก็กำลังมองหาที่จอดรถอยู่นั่นแหละ อ่ะนั่นเจอพอดีเลยรีบจอดรถแล้วรีบไปหาพิงค์ดีกว่า
“พิงค์ รอนานมั้ย”
ฉันรีบเดินเข้าไปหาพิงค์ทันทีเห็นยืนทำหน้ามึน ๆ อยู่คนเดียว ดีไม่มีใครมาฉุดไปจะทำยังไงยิ่งไม่ทันคนอยู่ถ้าเทียบระหว่างฉันกับพิงค์ที่ว่าใครซื่อกว่ากันบอกได้เลยว่าคือพิงค์
“ไม่เลย เพิ่งมาถึงตอนที่โทรหาแหละ”
“อ่อ แล้วนี่ให้เรามาส่งทำไรเนี่ยที่แบบนี้”
ฉันถามพิงค์พร้อมกับสอดส่องสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะนิ่วหน้าคิ้วขมวดกับบรรยากาศชวนน่าเวียนหัวรอบตัวที่ได้พบเจอ คือฉันงงมากที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่คนแบบพิงค์จะมาแล้วคือมาหาพี่ พี่ของพิงค์เองก็น่าจะรู้รึป่าวว่าที่แบบนี้ไม่เหมาะกับน้องของตัวเองเลย
“คือพี่ชมพูอ่ะ ให้เรามาเอาของที่เฮียแซม”
หืม?? คือพี่ชมพูฉันเองก็พอรู้จักอยู่หรอก เพราะเป็นพี่สาวของพิงค์แต่เฮียแซมนี่ใคร? คุ้นอยู่แต่ก็ไม่คุ้นพอจะนึกออกได้ในทันที
“ใครเฮียแซม?”
ฉันถามออกไปอย่างงุนงงกับสรรพนามที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนระหว่างบุคคลทั้งสองคน
“ลูกพี่ลูกน้องเราเอง พี่ชมพูไปเที่ยวอ่ะดิก็เลยฝากเรามาเอาของที่เฮีย”
“อ่ะ ๆ รีบไปกันเถอะ จะได้รีบไปรีบกลับ”
ฉันตัดบทไปแล้วรีบลากแขนพิงค์เพื่อที่จะเข้าไปด้านในก่อน ประตูทางเข้าที่ก่อนจะเข้าไปได้ต้องตรวจบัตรประชาชนเพื่อตรวจสอบอายุว่าพวกเราทั้งสองคนเกินยี่สิบปีรึยังตรวจกันอยู่สักพักใหญ่เลยแหละ เพราะรูปบัตรประชาชนกับตัวจริงค่อนข้างจะ ก็นั่นแหละ แบบที่ทุกคนรู้ ๆ กันอยู่
เสียงเพลงบีชหนักหน่วงแต่ก็อ่อนไหวดังลั่นเป็นท่วงทำนองที่คุ้นเคย ซึ่งฉันรู้จักเพลงนี้เป็นอย่างดีเพราะถือเป็นเพลงที่ฉันยกให้เป็นหนึ่งในเพลงโปรดเลย ที่ชอบเพราะความหมายและชื่อเพลงที่เรียกความสนใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ฟัง
“เฮียแกอยู่ที่ไหนอ่ะ”
ฉันตะโกนถามพิงค์เสียงดังลั่นแข่งกับเสียงเพลงขณะเดินเข้ามาด้านใน เสียงเพลงที่ดังกระหึ่มกับผู้คนที่กำลังวาดลวดลายกันอยู่เต็มไปหมดทำเอาฉันหูตาพร่าไปทันทีเพราะเสียงเพลงและผู้คนที่ดีดดิ้นอยู่กลางแสงไฟสปอร์ตไลท์หลากสี
“ชั้นสามโซนวีไอพีอ่ะ”
ฉันที่ได้ยินแบบนั้นก็หยุดแล้วมองหาทางที่จะขึ้นไปชั้นสามให้ได้ บริเวณหน้าบันไดที่ตอนนี้เต็มไปด้วยสายดื่มทำเอาฉันต้องหาทางอื่นทันที ก่อนสายตาจะไปปะทะกับลิฟต์ที่ติดป้ายเอาไว้ว่า VIP 3
“งั้นป่ะ”
ฉันกับพิงค์เดินมายังลิฟต์ที่มีพี่พนักงานหน้าดุหุ่นยักษ์ยืนเฝ้าอยู่ก่อนที่พิงค์จะเดินเข้าไปเพื่อคุยอะไรสักอย่าง ก่อนที่พนักงานทั้งสองคนจะมองหน้ากันแล้วกดเปิดลิฟต์ให้ฉันทั้งสองคนพร้อมกับกดปุ่มสีแดงด้านในให้เสร็จสรรพ พร้อมกับประตูลิฟต์ที่ปิดลงแล้วเคลื่อนตัวขึ้นไปด้านบนอย่างรวดเร็ว ประตูลิฟต์เปิดออกอีกครั้งพร้อมกับห้องกระจกขนาดใหญ่สามสี่ห้องที่เรียงรายเต็มพื้นที่ของบริเวณชั้น 3 น่าจะโซน VIP เพราะแบ่งเป็นห้อง ๆ อย่างชัดเจน
“ห้องไหนอ่ะแก”
ฉันหันไปถามพิงค์พร้อมกับสายตาที่พยายามจะสอดส่องทะลุกระจกใสสีชาที่มองจากข้างนอกเข้าไปไม่สามารถมองเห็นได้เลย แต่ฉันก็ยังคงพยายามสอดส่องเข้าไปทั้ง ๆ ที่มองไม่เห็นนี่แหละ
“ห้องสุดท้ายอ่ะ ห้องสาม “
มีห้องเพียงแค่สามห้องแต่กลับกินพื้นที่ทั้งชั้นแสดงว่าแต่ละห้องกว้างมาก บ่งบอกถึงราคาที่ชัดเจนผ่านบรรยากาศที่หรูหรา การจะมาเหยียบที่ชั้นนี้ได้นอกจากจะต้องสายเที่ยวแล้วเงินต้องถึงด้วย ถ้าเงินไม่ถึงก็ขอเชิญที่ชั้นหนึ่งได้เลยค่ะ แต่ชั้นหนึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะราคาเบา ๆ นะฉันแอบรู้มาว่าร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องราคาและบริการอยู่แล้วว่ามันแพงและดีขนาดไหน
พิงค์เดินนำฉันไปยังห้องกระจกสุดท้ายที่อยู่ริมสุดทางเดินวัดจากสายตาแล้วห้องนี้ดูจะกว้างที่สุดในบรรดาห้อง VIP ทั้งสามห้องเลย เราทั้งคู่หยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่ที่ดูยังไงก็ราคาแพงอีกแน่นอนก่อนที่พิงค์จะเคาะประตูสองสามที เพื่อเป็นสัญญาณให้คนข้างในรับรู้ว่ามีผู้มาใหม่มาเยือนก่อนที่จะได้เสียงอนุญาตดังแทรกออกมา
“เข้ามา!”
มีเสียงผู้ชายตะโกนออกมาทำเอาฉันสองคนผงะไปนิดหน่อยกับเสียงห้าว ๆ ที่ดูน่ากลัวนั่น พิงค์นิ่งไปนิดหน่อยก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศลอยมาปะทะร่างของเราทั้งคู่จนฉันถึงกับขนลุกซู่ โอ้โหหห เปิดแอร์เย็นขนาดนี้อยู่กันได้ยังไงคนข้างในยังอยู่ดีอยู่มั้ยเอ่ยหรือกินเหล้าแล้วมันร้อนทำให้ไม่รับรู้ถึงสภาพอากาศที่เย็นจัด
สุดท้ายฉันก็ต้องหยุดความคิดตัวเองลงทันที เพราะพิงค์ได้เดินเข้าไปด้านในเรียบร้อยแล้วและนั่นทำให้ฉันต้องเดินตามเข้าไปอย่างรวดเร็ว เพราะไม่อยากปล่อยให้พิงค์เข้าไปข้างในนั้นคนเดียวสถานที่แห่งนี้น่ากลัวเกินไปสำหรับพวกเราสองคน
“มาหาใคร?”
ฉันหันตามเสียงที่ได้ยิน ... นี่มันพี่วินเพื่อนสนิทของพี่คิงนี่ งั้นแสดงว่าเฮียแซมที่พิงค์พูดถึงคือพี่แซมเพื่อนกลุ่มเดียวกับพี่คิง งั้นพี่คิงก็ ... ฉันกรอกตาไปจนทั่วห้องเพื่อมองหาคนที่คิดว่าจะได้เจอ จนหันไปอีกฝั่งของโต๊ะก็เจอกับคนตัวโตที่ใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีดำสนิทมีโลโก้แบรนด์ดังติดอยู่ที่อกข้างซ้าย เป็นพี่คิงจริง ๆ ด้วย ทำไมพิงค์ ทำไม ทำไมไม่เคยบอกว่ามีพี่อยู่กลุ่มเดียวกับพี่คิงเดี๋ยวคงต้องเคลียร์กันยาวเลยคอยดู ยัยตัวดี!!
“เอ่อ มาหาเฮียค่ะ”
พิงค์เป็นคนตอบพี่วินกลับไป พร้อมกับหันไปยกมือไหว้พวกพี่ ๆ ทุกคนที่นั่งอยู่ ยกเว้นพวกผู้หญิงที่นั่งนาบข้างอยู่สองสามคน อี๋ นั่งแนบขนาดนั้นไม่สิงเลยล่ะแต่ดีนะพี่คิงไม่มี
“เฮีย เฮียไหน? ใครวะ เด็กมึงหรอไอ้เกอร์
พี่วินถามออกมาด้วยความสงสัยและงุนงงที่เห็นพวกฉัน พร้อมกับหันไปถามพี่ไทเกอร์ก่อนที่คนที่กำลังสนใจสาวนมโตจะหันมามองหน้าพวกฉันนิดหน่อยพร้อมกับส่ายหน้าไปมาเบา ๆ ให้เพื่อนของเขาได้รู้ว่าไม่ใช่ก่อนจะพูดออกมาเสียงดังลั่นห้องปฏิเสธเสียงแข็งกร้าว
“เด็กกูพ่อมึงสิ”
เอ่อ ... อันนี้คงเป็นการพูดแบบปกติสินะฉันจะได้ไม่ต้องคิดเยอะ
“เฮียแซมค่ะ”
พิงค์ชิงตอบก่อนที่พวกพี่เขาจะทะเลาะกันใหญ่โต เพราะความสงสัยที่มีต่อพวกเราทั้งสองคนและพี่วินก็เลิ่กคิ้วขึ้นทันทีอย่าสงสัยเมื่อได้ยินชื่อเฮียแซมของพิงค์
“ไอ้แซมอ่ะนะ”
พี่ไทเกอร์พูดออกมาพร้อมกับทำหน้าตาสับสน แต่ก็สงสัยกันได้ไม่นานพี่แซมก็เดินเข้ามาในห้องที่พวกเราอยู่พอดี ถ้าถามว่าฉันรู้ได้ไงก็พอรู้ว่าเฮียแซมที่พูดถึงคือเพื่อนของผู้ชายที่ฉันชอบก็ทำให้ฉันรู้ได้ทันทีว่าเฮียแซมของพิงค์คือคนไหน
“อ่าวพิงค์”
พี่แซมที่เดินเข้ามาร่วมวงหันมาทักทายลูกพี่ลูกน้องของตัวเองอย่างรวดเร็ว
“สวัสดีค่ะเฮีย”
พิงค์ยกมือไหว้พี่ชายของตัวเองแทบจะทันทีด้วยสีหน้าดีใจเป็นอย่างมากที่ได้เจอพี่แซม ดีกว่าปล่อยให้อยู่ในห้องกับพวกเพื่อนของเขานานกว่านี้
“เอ่อ สวัสดีค่ะ”
ฉันยกมือสวัสดีพวกพี่ ๆ ทุกคน ถึงสถานการ์ที่เราเจอกันมันจะดูแปลก ๆ แต่ฉันก็ไม่ลืมที่จะเป็นคนมีมารยาทที่ดีนะ
“อ๋อ นี่เอสเพื่อนหนูค่ะ”
พิงค์แนะนำฉันกับพี่แซมได้รู้จัก เมื่อเห็นว่าฉันกำลังยืนทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับบรรยากาศภายในห้องนี้ คงกลัวฉันอึดอัด แต่ไม่ ฉันไม่ได้อึดอัดฉันแค่เขินพี่คิง
“อือ แปปเดี๋ยวเฮียไปเอาของที่ชมพูฝากหามาให้ นั่งรอกับไอ้พวกนี้ไปก่อน
พี่แซมพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปยังโซฟาขนาดใหญ่กลางห้องเพื่อให้ฉันสองคนไปนั่งรอ พิงค์ทำเพียงแค่ขานรับกลับไปแต่ก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“ค่ะ”
“พวกมึงอยู่เฉย ๆ นะนี่น้องกู โอเคมั้ย”
พี่แซมหันไปสั่งพวกเพื่อน ๆ ของเขาเสียงแข็ง พร้อมกับปรายตามองทุกคนอย่างกำชับอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจเดินออกไปอย่างรวดเร็วโดยที่จะไม่อยู่ฟังคำตอบจากพวกเพื่อนของเขาเลยสักนิด
“เออ พวกกูรู้ละน่า หวงไปได้”
พี่วินตอบกลับมา โดยที่ตัวพี่แซมได้เดินไปถึงประตูห้องวีวีไอพีแห่งนี้แล้ว
“สัส ให้ดีนะมึง”
ขาพี่แซมถึงกับหยุดชะงักไปทันทีพี่แซมพูดแค่นั้นพร้อมเดินออกไปจากห้องด้วยความเร่งรีบ คงไม่อยากปล่อยให้เราสองคนอยู่กับพวกเพื่อนของเขาไว้นานนักหรอก
“เชิญนั่งครับสาว ๆ”
พี่วินเอ่ยปากเชิญชวนพวกฉันทั้งสองคนให้นั่งรอพี่แซม พิงค์เลยเดินไปนั่งลงตรงที่ว่างข้าง ๆ พี่วิน อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ส่วนฉันน่ะหรอเดินอ้อมไปอีกฝั่งของห้อง ก่อนจะทิ้งตัวลงโซฟาที่ว่างข้างพี่คิงที่มันยังว่างอยู่ทำเอาทั้งห้องหันมามองฉันเป็นตาเดียวด้วยความสนอกสนใจกับการกระทำของฉัน
“สวัสดีค่ะพี่คิง”
ฉันเอ่ยทักทายพี่เขาออกไปก่อน เพราะถ้ารอให้เขาทักทายฉันก่อนมันคงไม่มีบทสนาอะไรเกิดขึ้นแน่นอน ฉันแค่อยากชวนพี่เขาคุยเฉย ๆ เห็นพี่เขานั่งเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา
“...”
นั่นล่ะเสียงตอบรับของพี่คิงเขายังคงนั่งเงียบไม่พูดไม่จาพร้อมกับยกแก้วใสทรงเตี้ยที่มีน้ำแข็งก้อนกลม ๆ อยู่พร้อมกับน้ำสีเหลืองอมน้ำตาลเข็ม ที่ดูยังไงก็ไม่มีอะไรผสมอยู่เลยก่อนยกขึ้นดื่มแทนการพูดคุยกับฉันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าให้ฉันเงียบเพราะเขาจะดื่ม
เราจ้องหน้ากันอยู่พักใหญ่ท่ามกลางเสียงเพลงที่ยังคงดำเนินต่อไป แต่เหมือนกับว่ามันเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน เพราะตอนนี้ตัวฉันเองโฟกัสแต่คนตัวสูงตรงหน้าก่อนจะได้สติเพราะเสียงของเพื่อนสนิทของคนที่ฉันกำลังสนใจอยู่
“เอ้านี่รู้จักกันด้วยหรอ”
พี่วินถามขึ้นมาพร้อมกับจ้องมาที่ฉันและเพื่อนสนิทของเขาที่ยังคงเงียบอยู่ คนตัวสูงที่ได้ยินแบบนั้นก็เหลือบตาไปมองเพื่อนของเขาที่เพิ่งจะเอ่ยถามออกมา ก่อนที่เราทั้งคู่จะตอบออกไปพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ใจตรงกันอีกแล้ว เขิน
“ไม่” / “ค่ะ”
อ่าว เออไม่รู้จักก็ไม่รู้จักก็พี่เขาไม่รู้จักฉันมีแต่ฉันรู้จักพี่เขานะมันก็ถูกแล้วนะ ฉันส่งยิ้มเจื่อน ๆ ไปให้พี่วินที่นั่งขมวดคิ้วงุนงงกับคำตอบที่ไม่ตรงกันของฉันกับเขา
“อ่าวยังไงวะไอ้คิง”
พี่ไทเกอร์ถามย้ำขึ้นมาอีกครั้ง พี่เขาคงสับสนน่าดูกับคำตอบของฉันและพี่คิงที่มันออกมาไม่ตรงกัน
“ใช่ค่ะไม่รู้จัก แต่ว่ามีแค่พี่คิงฝ่ายเดียวนะคะที่ไม่รู้จักหนู ส่วนหนูรู้จักพี่คิงค่ะ”
ฉันตอบพี่ไทเกอร์ออกไปตามที่คิด มันคือความจริงทั้งนั้นแหละที่พูดออกไปฉันแอบชอบพี่คิงทำไมจะไม่รู้จักเขาล่ะ
“ว๊าววววว น้องแม่งได้ว่ะไอ้วิน”
พี่ไทเกอร์หันไปพูดกับพี่วิน ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้ฉันรัว ๆ อย่างชอบใจกับคำตอบของฉัน
“หนูชื่อเอสค่ะ เรียนอักษรปีสองค่ะ ตอนนี้พี่ก็รู้จักหนูแล้วใช่มั้ยค่ะพี่คิง”
ฉันถามออกไปพร้อมกับเอียงคอจ้องหน้าพี่เขาที่นั่งอยู่ด้านข้าง พี่คิงเหลือบตามามองหน้าฉันนิดหน่อยแบบนิ่งมาก นิ่งแบบนิ่งไปเลยและจังหวะที่เขาาเหลือบตามามองฉันมันทำให้เราสองคนต่างมองหน้ากันอยู่แบบนั้นโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
“เหยดดดดด!! ไอ้วินมึงเห็นแบบที่กูเห็นมะ”
พี่ไทเกอร์พูดออกแบบนั้นทำให้ทั้งฉันและพี่คิงต่างเบือนหน้าหนีออกจากหันทันที
“เออเห็นไอ้สัส ไอ้คิงโดนรุกว่ะ”
จังหวะตกหลุมรักเลยอ่ะเมื่อกี้ อีกนิดเดียวพี่ไทเกอร์ไม่น่าทักเลย จ้องตากันอีกนิเดียวกามเทพกำลังเล็งเลย อย่าเผลออีกนะคะหนูจะยิงลูกศรทันทีแบบไม่เล็งเลย
“หึ มึงรอดูหน้าเมียบอสวิศวะได้เลยไอ้วิน กูเอาหัวเป็นประกัน”
พี่ไทเกอร์พูดออกมาแบบนั้นทำเอาทั้งฉันและพี่คิงหันไปมองหน้ากันแทบจะทันที แต่ยังไม่ทันที่จะได้มีใครพูดอะไรออกมาก็มีเสียงขัดจังหวะขึ้นมาซะก่อน
“คุยอะไรกันวะ”
พี่แซมที่เปิดประตูเดินเข้ามาพอดี ฉันกับพี่คิงเลยเลิกจ้องตากันแล้วเบนสายตาไปยังพี่แซมเป็นจุดเดียวกับคนอื่น ๆ ในห้อง คือถ้าเป็นปลากัดป่านนี้ฉันท้องไปละเขาเล่นจ้องฉันเขม็งเลยตอนที่พี่ไทเกอร์พูดแบบนั้น
“ป่าวค่ะเฮีย ไหนของที่พี่ชมพูฝากไว้คะ”
พิงค์รีบตัดบททันทีพร้อมกับลุกพรวดขึ้นจากโซฟา ก่อนที่พี่แซมจะถามยืดยาวพร้อมกับเดินเข้าไปรับของจากมือพี่แซมมาถือไว้
“อ่อ นี่ครับ”
พี่แซมยื่นถุงแบรนด์เนมสุดหรูขนาดใหญ่ให้พิงค์ทันทีอย่างไม่รีรอ
“ขอบคุณนะคะ งั้นพิงค์ขอตัวกลับก่อนนะคะดึกแล้ว”
พิงค์รับถุงมาถือไว้พร้อมกับยกมือไหว้ขอบคุณลูกพี่ลูกน้องของตัวเองอย่างมีมารยาท ก่อนจะเอ่ยปากขอตัวกลับก่อน
“มายังไงกัน เดี๋ยวเฮียให้ลูกน้องไปส่ง”
พี่แซมแสดงออกถึงความห่วงใยในตัวลูกพี่ลูกน้องของตัวเองอย่างเห็นได้ชัดเลยเพราะสถานที่แห่งนี้มันไม่เหมาะกับพิงค์จริง ๆ
“ไม่เป็นไรค่ะเฮีย พิงค์เอารถมาเอสเองก็เอารถมา กลับกันได้ค่ะสบายมาก”
พิงค์ตอบปฏิเสธก่อนจะหันมากวักมือเรียกฉันที่นั่งข้าง ๆ พี่คิง พี่คิงมองตามปรายนิ้วของพิงค์แล้วมาหยุดที่ฉันนิดหน่อยก่อนจะหันไปสนใจแก้วแอลกอฮอล์ในมือตัวเองต่อ
“งั้นตามใจ ไว้เจอกันบ้านใหญ่”
จบประโยคของพี่แซมพิงค์ก็ยกมือไหว้พี่เขาเพื่อร่ำลา
“สวัสดีค่ะ”
พิงค์ร่ำลาพี่แซมเสร็จเรียบร้อยแล้วก็หันไปสวัสดีพวกเพื่อน ๆ ของพี่แซมทุกคน และเมื่อเห็นแบบนั้นฉันก็ได้ตัดสินใจลุกขึ้นจากโซฟาสีน้ำตาลเข็มแสนนุ่มที่นั่งอยู่ทันทีเพื่อเตรียมตัวที่จะกลับบ้านแล้ว
“งั้นเอสลาด้วยนะคะพี่แซม”
“ครับ”
ฉันยกมือไหว้พี่แซมพร้อมกับเอ่ยลาอย่างนอบน้อม พี่แซมเองก็พยักหน้าแล้วขานรับกลับมาสั้น ๆ
“สวัสดีค่ะพี่วิน พี่ไทเกอร์”
ก่อนจะหันไปทางพวกเพื่อน ๆ ของพี่แซมเหมือนกับที่พิงค์ทำ
“คร๊าบบบ”
พี่วินกับพี่ไทเกอร์รับไหว้ฉันด้วยสีหน้าที่ดูเป็นมิตรกว่าตอนที่เปิดประตูเข้ามาเยอะเลย แต่พี่คิงนี่ซินั่งนิ่งเลย
“พี่คิงคะ”
“...”
กริบบบบ เงียบกริบ เหมือนเสียงเรียกของฉันมันเหมือนเสียงเครื่องปรับอากาศยังไงยังงั้นเลย
“ไอ้คิงน้องเอสเรียก”
ขอบคุณมากค่ะพี่วินที่ช่วยน้องคนนี้ จะไม่ลืมพระคุณในครั้งนี้เลยค่ะ /ไหว้ย่อ
“อืม”
เสียงตอบกลับมาในลำคอทำเอาฉันเบะปากกับตัวเองทันที คนอะไรประหยัดคำพูดซะจริงการที่เขาพูดเยอะกว่านี้มันคงไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครหรอกมั้ง
“มันก็เป็นแบบนี้แหละไอ้คิงอ่ะ”
พี่ไทเกอร์บอกฉันแบบนั้นทันทีเมื่อเห็นสีหน้าและท่าทางของฉันที่แสดงออกต่อการกระทำของเพื่อนสนิทของเขา
“ค่ะ เอสรู้ค่ะ งั้นเอสไปนะคะพี่ ๆ ไว้เจอกันค่ะ”
หลังจากร่ำลาทุกคนเสร็จฉันกับพิงค์ก็เดินมาที่รถ แล้วเราก็แยกกันกลับบ้านใครบ้านมันทันที
