บทที่ 6 Chapter 6

“เอ้าเงียบครับ!!!!”

ตกใจหมดใครมันมาตะโกนเสียงดังเนี่ย ฉันสะดุ้งจนสุดตัวกับเสียงที่ตะโกนดังแทรกเสียงกลองของทีมสันทนาการคณะอักษรศาสตร์ที่กำลังตีอย่างเมามันส์ ก่อนที่ทั้งบริเวณลานเกียร์แห่งนี้จะเงียบกริบเหมือนไม่มีใครอยู่ที่นี่เลย ตัวของฉันเองยังกลั้นหายใจเลยตอนที่หันไปตามเสียงแล้วเจอผู้ชายตัวสูงใหญ่ทั้งสี่คน และตามมาด้วยคนอื่น ๆ เป็นกลุ่มใหญ่กำลังเดินเข้ามาภายในบริเวณ เหมือนซีนเปิดตัวซีรี่ย์เอฟโฟร์เกาหลีอยู่เหมือนกันนะว่าไป รังสีความหล่อและรวยแผ่ออกมาจนนักศึกษาทั้งบริเวณให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

“ผมยังไม่สั่งให้พูดพวกคุณก็พูดไม่ได้ครับ”

เสียงพี่แซมดังออกมาเมื่อพวกเขาทั้งสี่คนเดินมาหยุดที่หน้าแถวของน้อง ๆ ทั้งสองคณะ เพราะว่าเสียงอื้ออึงของพวกนักศึกษาสาว ๆ จะดังแทรกมา

“กรี๊ดดดดด!!!!”

อื้อ ... ไม่ได้มีความเกรงกลัวหรือสลดใจอะไรกันทั้งสิ้นเลยจ้า สุดท้ายเสียงกรี๊ดก็ดังลั่นลานเกียร์เพราะความหล่อของพวกพี่ ๆ เขาเป็นต้นเหตุ

“แกนั่นแก๊งพี่ว๊ากคณะวิศวะนี่ หล่อมากเลย หล่อสมคำล่ำลือ”

“&/)&&2@2&!&/&9$]$^^{+!!!”

บลา ๆ

เสียงกรี๊ดจากพวกอักษรเองก็อย่างว่าคณะอักษรผู้ชายน้อยรบกวนใช้สอยกันอย่างประหยัด พอเจอผู้ชายหล่อหน่อยก็จะเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ

ตอนนี้พวกพี่คิงมาแล้ว มาสายละยังจะทำเข้มอีกนะ เนียนเลยนะ ชิ

“เงียบ!!!”

กริบจ้าาาาาา ตอนพี่ไทเกอร์กับพี่แซมยังไม่เงียบเท่าตอนนี้ ใช่ค่ะ เสียงของพี่คิงนั่นเองที่สั่งให้เงียบ หน้าตาพี่คิงน่ากลัวมากตอนนี้

“ผมประธานและเฮดว๊ากคณะวิศวะศาสตร์ชั้นปีที่สาม ยินดีตอนนับน้อง ๆ ปีหนึ่ง ปีสอง คณะอักษรศาสตร์ทุกคน และยินดีที่ได้ร่วมงานกันครับ”

ร่วมงาน??? ร่วมงานอะไรกัน ฉันหันซ้ายหันขวาก่อนจะเห็นสุรศักดิ์ที่นั่งห่างออกไปไม่ไกล และนั่นทำให้ฉันรีบขยับตัวไปจนชิดมันทันที

“แก ๆ งานไรอ่ะมีไรกันวะ”

เมื่อขยับไปจนชิดตัวเพื่อนสาวสองคนสนิทฉันก็กระซิบถามมันออกไปทันที เกรงว่าถ้าพูดเสียงดังจะโดนสุดหล่อหน้าตึงคนนั้นหันมาว๊ากใส่ฉันแทนรุ่นน้อง

“เดี๋ยวแกก็รู้เองแหละชะนี”

สุรศักดิ์ตอบฉันกลับมาแค่นั้นพร้อมกับส่งสายตาที่หวานเยิ้มไปยังพวกหนุ่ม ๆ วิศวะที่ยืนรายล้อมอยู่รอบ ๆ บริเวณลานเกียร์แห่งนี้

“เอ้านังตุ๊ด”

ฉันวีนขึ้นมาเสียงดังลั่น ทำเอาทั้งบริเวณนี้หันมามองทางฉันกับสุรศักดิ์เป็นตาเดียว

“น้องสองคนที่อยู่ตรงนั้นคุยอะไรกันครับ!?”

ซวยละไง จนได้ โดนจนได้คราวนี้จุดสนใจทั้งหมดก็พุ่งมาที่ฉันกับสุรศักดิ์ทันทีอย่างสนอกสนใจ

“ป่าวค๊าาาา”

สุรศักดิ์มันตอบพี่คิงไปอย่างชัดเจนพร้อมกับรอยยิ้มหวาน ๆ เพื่อที่จะได้ช่วยให้โดนว๊ากน้อยง แต่ดูเหมือนว่า ...

“เป็นรุ่นพี่ก็หัดเป็นตัวอย่างให้กับรุ่นน้องคุณด้วย”

อื้อ ... มันไม่เป็นผล จี๊ดเลยคำด่าที่ไม่มีคำหยาบแต่จี๊ดไปถึงสมอง

“แร๊งงงงง”

เสียงนังตุ๊ดมันค่ะ ชิ ทำโหดไปได้ สุรศักดิ์ตอบไปแบบนั้นพร้อมกับยกมือขอโทษขอโพยไปทันที

“ขอโทษค่ะ”

ฉันเองก็รีบขอโทษก่อนที่พี่คิงจะจิกกัดพวกฉันมากไปกว่านี้ให้อายเด็ก ๆ

“เอาล่ะ เดี๋ยวจะมีคนมาอธิบายรายละเอียดงานให้พวกคุณฟังนะครับ รบกวนตั้งใจฟังให้ดีด้วยไม่ใช่มัวแต่คุยเล่นกัน”

ไม่วายจิกกัดฉันสองคนอีกหนึ่งแมชต์ จบประโยคยาว ๆ ของพี่คิงพี่แซมก็ก้าวขาไปด้านหน้าแทนที่พี่เขาเพื่อที่จะมาแจงรายละเอียดงานทั้งหมดที่สองคณะต้องทำร่วมกัน

สรุปคือ ที่มหาวิทยาลัยจะมีงานกีฬาสานสัมพันธ์ โดยจะให้แต่ละคณะจับคู่กันเพื่อเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แล้วคณะอักษรศาสตร์ก็ได้คู่กับคณะวิศวะกรรมศาสตร์ พรหมลิขิตชัด ๆ

เพอร์เฟค!

“ผมอยากได้คนประสานงานของแต่ละคณะครับสองคน เพื่อที่เวลาเรามีประชุมอะไรกันหรือมีข่าวสารต้องแจ้งจะได้ไม่ต้องมากันทั้งชั้นปีทั้งคณะแบบนี้ โดยที่คนประสานงานมีหน้าที่แจกแจงรายละเอียดของการประชุมแต่ละครั้ง และรับผิดชอบความเรียบร้อยของงานทั้งหมด โดยคณะวิศวะกรรมศาสตร์ก็คือ นายราชสีห์ หรือคิง ประธานคณะครับ”

ป๊าบ!!!

ทันที่ที่พี่แซมพูดจบ ก็โดนพี่คิงซัดหัวไปทีนึงทำเอาพวกรุ่นน้องและเพื่อน ๆ ที่เห็นเหตุการณ์ทั้วหมดร้องซี๊ดออกมาอย่างพร้อมเพรียง

“มึงพูดเหี้ยไรเนี่ย”

พี่คิงโวยออกมาทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น

“เอ้า ก็มึงเป็นประธานคณะไหน ๆ ก็ต้องเข้าประชุมทุกครั้ง มึงก็รับผิดชอบไปดิ”

พี่แซมเถียงกลับอีกครั้งท่ามกลางสายตาของทุกคนที่ดูการเถียงกันของพวกเขาทั้งสองคนอย่างสนอกสนใจ

“ไอ้เวน”

พี่คิงสวนกลับไปแค่นั้นก็ถอยไปยืนหน้าตึงอยู่ด้านหลัง เขาเองก็คงไม่อยากจะมายืนทะเลาะกันให้พวกรุ่นน้องเห็นนักหรอกฉันว่านะ เพราะมันดูไม่จะดีซักเท่าไหร่กับการที่จะมายืนเถียงกันหน้ารุ่นน้อง

“เอาน่าไอ้คิง มึงอย่าเพิ่งตีกัน น้องดูอยู่”

ก่อนที่พี่แซมจะได้ตอบโต้อะไรกลับไปพี่วินก็เข้ามาห้ามไว้ซะก่อน นั่นทำให้พี่แซมหันกลับไปหาพวกรุ่นน้องที่กำลังนั่งฟังอยู่

“สรุปว่าคณะวิศวะกรรมศาสตร์ได้ตัวแทนประสานงานแล้วนะครับ แล้วคณะอักษรศาสตร์ล่ะเสนอใครครับ”

พี่แซมหันมาถามคณะฉันที่ยืนเรียงแถวกันเป็นตับ ดูไร้ประโยชน์มาก ณ จุดนี้ พวกคณะวิศวะฯจัดการงานทุกอย่างแทบจะหมด จริง ๆ พวกฉันไม่ต้องมาก็ได้นะดูไม่ได้มีบทบาทสักเท่าไหร่ พูดง่าย ๆ คือคณะอักษรคือผู้ตามค่ะ คณะวิศวะอยากทำอะรบอกมาเลยจ้า ทางเราจะซัพพอร์ตเอง

“ประธานคณะค่ะ”

เสียงใครสักคนพูดขึ้นมา น่าจะเป็นเพื่อนสักคนในรุ่นของฉันเองนี่แหละแต่จำเสียงไม่ได้ว่าเสียงของใคร

“แต่งานประธานก็เยอะแล้วนะไม่ว่างมาหรอก”

นี่เสียงสุรศักดิ์เองแล้วแกจะไปยุ่งอะไรกับเขา ??? ฉันเลิ่กคิ้วอย่างไม่เข้าใจพร้อมกับหันไปมองหน้าเพื่อนสาวสองคนสนิทอย่างไม่เข้าใจกับสิ่งที่มันกำลังทำอยู่          

“งั้นใครล่ะซูซี่ ?”

เออใครย๊ะนังตุ๊ดฉันเออออคนเดียวในใจไปกับเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ถามออกมาอย่างสงสัย ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าใครมันจะมาทำหน้าที่ตรงนี้ได้ถ้าไม่ใช่แหวน

เพราะนักศึกษาในคณะของฉันไม่ค่อยมีใครว่างกันนักหรอกกิจกรรมที่คณะก็เยอะ เรียนก็หนัก ทุกสิ่งอย่างล้วนเยอะไปหมด สอบยิบย่อยก็เยอะ พูดแล้วเครียดดดดดด ไม่มีใครอยากทำหรอกไอ้หน้าที่นี้อ่ะ เหมือนเหนื่อยฟรีทำไปก็ไม่ได้คะแนนไม่ได้เงิน ไอ้แค่หน้าเท่านั้นแหละค่ะงานแบบนี้

“ยัยเอสไง มันว่าง ใช่มั้ยมึง?”

คำตอบของสุรศักดิ์ทำให้ความคิดของฉันหยุดลง ว่าแต่มันว่าอะไรนะ

“อือ”

ฉันพึมพำตอบกลับไปพร้อมกับพยายามนึกถึงคำพูดของเพื่อนสาวสองเมื่อกี้ ... ??

เออก็จริงฉันว่าง

“เห้ยยยย!!!”

เมื่อสมองประมวนผลได้ฉันก็ร้องลั่นออกมาอย่างรวดเร็ว

“โอเค เป็นอันว่าน้องเอสจะเป็นคนประสานงานนะครับ”

แต่ยังไม่ทันที่จะได้ค้านอะไร พี่แซมก็แทรกขึ้นมาพร้อมกับสรุปผลการประชุมอย่างรวดเร็ว

“ดะ ... เดี๋ยว!”

นั่นคือประโยคสุดท้ายของฉัน หลังจากนั้นฉันก็ได้แต่ยืนเหม่อลอยไปกับสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อกี้

“ตามนี้นะครับเลิกประชุม”          

ทำไมไม่มีใครฟังฉันเลยสักคนนนนน

เอ้ะ!! แต่ว่าคิดในแง่ดีถ้ามาทำหน้ที่ตรงนนี้ แบบนี้ฉันก็จะได้เจอพี่คิงบ่อย ๆ น่ะซิ กรี๊ดดดดด!! นี่มันพรหมลิขิตอีกแล้ว ที่ลิขิตด้วยเพื่อนสาวสองสุดที่รักของฉันเอง

“นังตุ๊ด แกมีแผนใช่มั้ย?”

ฉันที่คิดได้ดังนั้น ก็หันขวับไปหาเพื่อนตัวดีทันทีแล้วถามออกไปด้วยความอยากรู้เป็นอย่างยิ่ง

“โอ๊ยยย ทำไมฉลาดล่ะวันนี้ชะนี”

เอ้ะ! นี่มันคำชมหรือไม่ใช่ หรือฉันคิดไปเองว่ามันหลอกด่าแต่ว่าช่างเถอะมันมีความดีความชอบอยู่ยอมมันไปก่อนแล้วกันวันนี้

“ฉันฉลาดทุกวันมั้ย”

ฉันเถียงมันกลับไปด้วยความไม่อยากยอมแพ้ แต่ก็ต้องจำใจยอม

“ไม่ค่ะ มึงฉลาดเฉพาะเรื่องไร้สาระ”

แรงอีกแล้วมันหลอกด่าฉันค่ะทุกคน

“อิตุ๊ด!!”

ได้ยินคำพูดหลอกด่าของเพื่อนคนสนิทร่างใหญ่ร่างโตแต่ใจสาวน้อยฉันก็แว๊ดใส่มันไปทีนึงเพื่อระบายอารมณ์

“อ่ะ ๆ ด่ากูกูไม่ช่วยนะ”

นั่น มันขู่ฉันอีกแล้ว

“ก็ได้ ๆ”

สุดท้ายก็ต้องยอมมันจนได้ เพราะเรื่องความรักอะไรก็ต้องยอม

“ไปกลับบ้านกันก่อนค่ะ เวิ่นเว้อจริง”

แต่มันก็ไม่ยอมบอกฉันอยู่ดี แต่ก็ได้ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม คิดได้แบบนั้นฉันก็เดินตามตูดมันไปทันทีไม่ต้องต้องให้มันเรียกซ้ำให้มันได้ด่าฉันให้เจ็บใจเล่นหรอก

“ค๊าาาาาาาา”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป