บทที่ 9 Chapter 9

S PART

K University คณะอักษรศาสตร์

ตอนนี้ฉันอยู่ที่คณะของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากที่ตั้งใจว่ามีเวลาพอให้เดินชิว ๆ มาที่คณะ แต่มันก็ต้องจบไปกับความคิดนั้นเมื่อได้เจอพี่วินแล้วเป็นยังไงอ่ะหรอ ก็ไม่ยังไง ฉันก็เลือกที่จะตอบพี่เขาไปตามตรงนั้นแหละว่าฉันแอบชอบพี่คิง พี่เขาก็ไม่ได้พูดไรมากแค่บอกว่าเป็นกำลังใจให้ ค่ะ ช่วยได้มากเลย ฉันตอบขอบคุณพี่เขาไปก่อนจะขอตัวมาสอบ

“เอสทางนี้”

ฉันที่กำลังเดินกระหืดกระหอบเข้ามาที่ใต้ตึก ก็พบกับพิงค์ที่กวักมือเรียกพร้อมกับตะโกนเรียกทันที ฉันยกมือโบกกลับไปพร้อมกับกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่โต๊ะที่มีเพื่อน ๆ นั่งอยู่

“ทำไมพึ่งมาใกล้เวลาสอบแล้วเนี่ย”

นั่นไง เริ่มแล้ว ฉันยกมือไหว้ขอโทษขอโพยเพื่อน ๆ ไปที่ให้มานั่งรอ

“โทษที รถติดมากกกก หาที่จอดรถไม่ได้อีกเลยไปจอดคณะนู้น”

ฉันตอบกลับไปพร้อมกับชี้นิ้วไปทางคณะวิศวะกรรมศาสตร์

“อ่ะ ๆ ได้เวลาละชะนีทั้งสองไปค่ะ ควิซนรกรออยู่”

ขอบคุณสุรศักดิ์มาก ๆ ที่ช่วยตัดบทไม่งั้นนะยัยพิงค์บ่นไม่หยุดแน่นอน

“โอเคจ้า”

ใกล้เวลาสอบแล้วพวกฉันต้องรีบไปแล้ว สู้เว้ยยยยย!!!! บอกใคร บอกตัวเองค่ะหนังสงหนังสือก็ไม่ได้แตะเลยจ้าาาา เพราะไม่มีเวลาอ่านเลยนี่แหละ สอบก็ต้องสอบเรียนก็ต้องเรียน ไหนจะงานที่อาจารย์สั่งแล้วยังจะกิจกรรมของทางคณะอีก ตาย ๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ช่วยแล้วล่ะนาทีนี้ ...

KING PART

“โย่วววว! แมน”

ไอ้ไทเกอร์ครับ - - เสียงมาก่อนตัวอีกแล้ว ส่วนผมมาคณะตั้งแต่เช้าแล้วเพราะต้องเอาเอกสารมาส่งให้อาจารย์ แม่งไม่รู้จะนัดทำเหี้ยอะไรแต่เช้า เป็นประธานแม่งเหนื่อยชิพหายอ่ะ เดี๋ยวนู่นเดี๋ยวนี่ ต้องแอคทีฟตัวเองเพื่อสังคมตลอดเวลา ซึ่งมันค่อนข้างจะฝืนตัวเองมาก ๆ สำหรับผม งานเพื่อสังคมเหอะ! ทำมันเป็นประเภทเห็นแก่ตัวไม่อยากทำอะไรเพื่อใครักเท่าไหร่ แต่ก็นั่นแหละความรับผิดชอบผมมันดันดีกว่าสันดาน ไม่อยากทำแล้วทำออกได้เหี้ย ผมเลือกที่จะไม่อยากทำแต่ทำออกมาได้ดีดีกว่า

“อือ”

ผมตอบมันไปสั้น ๆ เมื่อได้ยินคำทักทายประจำวันที่กวนส้นตีนของมัน น่ารำคาญแต่เช้าเลย

“ยังไม่มีใครมาอีกหรอวะ”

มามึงก็เห็นละมั้ย แต่ช่างแม่งขี้เกียจคุยกับมัน ผมเมินคำถามของมันแล้วเลือกที่จะไถทวิตเตอร์เล่นไปพร่าง ๆ ระหว่างรอเพื่อนคนอื่นที่ยังไม่มา

“เอ้าห่านี่ ถามไม่ตอบ”

ไอ้ไทเกอร์ที่เห็นผมเงียบก็โวยวายออกมา แต่มันไม่ได้ไม่พอใจหรอกเพราะเพื่อนทุกคนต่างรู้ดีว่าผมเป็นคนยังไง

“ไงพวกมึง”

เสียงไอ้วินที่เดินเข้ามาร่วมโต๊ะดังขึ้นพร้อมกับกระเป๋าหลุยส์ฯของผู้ชายสีดำจะถูกโยนลงมากองลงบนโต๊ะอย่างไม่ใยดีด้วยฝีมือของมันที่เป็นเจ้าของ เดี๋ยวไอ้ไทเกอร์ฟ้องแน่ ๆ ว่าผมไม่คุยกับมัน

“เออ”

เสียงขานรับของไอ้ไทเกอร์ทำเอาไอ้วินถึงกับชะงักไปทันที เมื่อรับรู้ถึงความไม่สบอารมณ์ของเพื่อนสนิทในกลุ่ม

“เป็นห่าไรไอ้เกอร์”

ไอ้วินทนกับความอยากรู้ของตัวเองไม่ได้มันเลยถามไอ้ไทเกอร์ออกไป ก็แม่งทำหน้าเป็นส้นตีนเลย

“ก็ไอ้ห่าคิงดิ กูถามไรก้ไม่ตอบ แม่งกลัวดอกพิกุลจะร่วงมั้งไอ้ห่า”

ไอ้ไทเกอร์รีบตอบกลับไปทันทีอย่างรวดเร็ว ด้วยความอยากฟ้องของมันอยู่อยู่แล้วต่อให้ไอ้วินไม่เอ่ยปากถาม มันก็ชิงฟ้องออกไปอยู่ดี

ผมไม่ได้สนใจแม่งมากนัก เพราะตอนนี้ผมกำลังเปิดเกมตีป้อมอยู่ปล่อยให้แม่งเห่าไปเดี๋ยวเหนื่อยมันก็หยุดเห่าเองอ่ะ

“มึงยังไม่ชินอีกหรอ ละนี่ไอ้แซมยังไม่มา?”

ไอ้วินตอบกลับไปแบบไม่ได้เข้าข้างมันแต่กลับถามเป็นเชิงบ่งบอกให้มันปลงและทำใจกับคนแบบผมได้แล้ว

“ไม่รู้แม่ง มาถึงก็เห็นแต่ไอ้ห่านี่นั่งหน้าตายอยู่เนี่ย”

ยัง มันยังคงไม่เลิกแซะผมอีก ถ้าไม่ติดว่าแม่งมั่วผู้หญิงผมคงคิดว่ามันแอบชอบผมแล้วนะวอแวตลอดเวลาไม่ปล่อยให้ผมได้อยู่อย่างสงบเลย

“เออ ๆ หาข้าวแดกกันหิว”

ไอ้วินตัดบทของมันอย่างไร้เยื่อใย เพราะพวกเราต่างรู้ดีว่าถ้าต่อความยาวสาวความยืดกับคนอย่างไอ้ไทเกอร์มันจะไม่จบแค่นี้แน่นอน

“เออ ละมึงแดกไรยังไอ้คิง”

ไอ้วินมันหันมาถามผมอย่างเป็นห่วงเป็นใย ?? มันถามปงั้นแหละ

“ยัง”

ผมตอบมันแต่ตายังจ้องที่หน้าจอโทรศัพท์อยู่

“สัส จะแดกไร สนใจกูก่อน”

เห้อออ วุ่นวายชิพหาย ด้วยความที่ผมไม่ยอมตอบพวกมันว่าจะกินอะไรเพราะมัวแต่สนใจเกมในมือทำให้ไอ้วินทนไม่ไหวโวยวายออกมาจนได้

“อะไรก้ได้”

ผมตอบแบบขอไปที เพื่อตัดรำคาญจริง ๆ เลยไอ้พวกห่านี่

“มึงดูมันนะไอ้วิน ไอ้เวนนี่มันต้องโดนกูเตะสักวัน”

มันหันไปบ่นผมกับไอ้วินเมื่อเห็นท่าทางของผมที่น่าจะกวนประสาทในสายตามันพอสมควร ซึ่งผมก็พอจะรู้ตัวนะว่าผมเป็นคนยังไงแต่ก็นั่นแหละ ผมปลี่ยนตัวเองเพื่อพวกมันไม่ได้หรอกแต่ถ้ามีอะไรที่ดึงดูดพอให้เปลี่ยนค่อยว่ากันอีกที

“เออน่า ไป ๆ กูหิวละ”

แล้วไอ้วินก็ลากมันไป เพราะไม่งั้นแม่งจะนั่งบ่นผมอยู่นี่แหละไม่ยอมไปหาข้าวมาแดกสักที หลังจากมันสองคนไปผมก็นั่งเล่นเกมต่อสักพักนึง ไม่นานไอ้แซมก็มาถึงยังไม่ทันที่ไอ้สองคนนั่นจะกลับมาเลยด้วยซ้ำ มันไปซื้อข้าวกันถึงไหน

“ไงมึง”

มันทักทายผมตามปกติแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามที่ว่างอยู่ พร้อมกับโยนกุญแจรถสปอร์ตราคาหลายล้านลงบนโต๊ะอย่างไม่ใยดี คนมันรวยช่วยไม่ได้จริง ๆ

“อือ”

และผมก็ยังคงตอบมันอย่างประหยัดคำอีกเหมือนเดิม

“ไอ้สองตัวนั่นไปไหนอ่ะ ทำไมมีแต่กระเป๋า”

ไอ้แซมถามออกมาพร้อมกับมองไปรอบ ๆ ก่อนที่จะปรายตาไปยังกระเป๋าราคาหลายหมื่นที่ถูกวางทิ้งไว้โดยที่เจ้าของได้หายตัวไป ที่มันถามผมแบบนั้นก็เพราะเห็นกระเป๋าแต่ไม่เห็นตัวนั่นแหละ

“หาข้าวแดก”

ผมตอบกลับไปห้วน ๆ ตามสไตล์เหมือนเดิม

“อ่อ”

ไอ้แซมเองก็จะคล้าย ๆ กับผมจะไม่ค่อยพูดมากเท่าไอ้สองคนนั้น แต่ก็ถือว่าพูดเยอะกว่าผมนะ เอาง่าย ๆ มันดูจะเป็นคนที่ปกติที่สุดแล้วในบรรดาพวกผมทั้งสี่คน - -

“อ่าวไอ้แซมมาละหรอ”

นั่งเงียบ ๆ กันสองคนได้ไม่นานเท่าไหร่ ไอ้วินกับไอ้ไทเกอร์ก็เดินกลับมาหลังจากหายหัวไปซื้อข้าว

“นี่ของมึงไอ้คิง”

ไอ้วินมันยื่นจานข้าวให้ผม พร้อมกับขวดน้ำเปล่าที่มันซื้อมาด้วยก่อนที่มันจะนั่งลงข้าง ๆ ไอ้แซมตามมาด้วยไอ้ไทเกอร์ที่เดินมานั่งลงข้าง ๆ ผมที่ว่างอยู่

“อือ ขอบใจ”

พอได้ข้าวผมก็ลงมือทานทันทีปล่อยให้พวกมันคุยกันไปโดยที่ผมนั่งฟังพวกเพื่อน ๆ คุยกันแบบเงียบ ๆ ไม่ได้ร่วมวงสนทนาด้วยแต่อย่างใด

“เออไอ้คิงวันนี้มึงมีนัดประชุมเรื่องงานกีฬาสานสัมพันธ์นะ ตอนบ่ายสามโมง กูนัดเด็กอักษรฯไว้ให้แล้วมึงไปที่ห้องประชุมคณะเราได้เลย”

ไอ้แซมมันหันมาบอกกับผมที่นั่งทานข้าวอยู่ผม มันมีตำแหน่งเป็นเลขาของผมนี่แหละพูดง่าย ๆ คือเป็นรองประธาน ซึ่งมันต้องไปดิลงานกับพวกคณะกรรมการนักศึกษาคณะ ตัวมันเองจัดการแทบทุกอย่าง ไอ้นี่มันเก่งรอบด้านมากนะ ผมก็ยังคิดอยู่ทำ ไมแม่งไม่เป็นประธานแทนผมไปเลยให้รู้แล้วรู้รอดแต่ก็นั่นแหละ ขี้เกียจพูดเหมือนเดิม

“อือ”

ผมตอบมันไปแค่นั้นแสดงให้มันรับรู้ว่าผมได้ยินในสิ่งที่มันพูด

“มีพวกฝ่ายประสานงานต่าง ๆ เข้าร่วมด้วยจากทั้งสองคณะ และมึงสองตัวก็ต้องเข้าด้วย”

ไอ้แซมพูดถึงเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ พร้อมกับหันไปพูดกับไอ้วินและไอ้ไทเกอร์อย่างกำชับเพราะกลัวว่าพวกมันจะไม่ยอมเข้าประชุม

“เกี่ยวไรกับพวกกูอ่ะ”

ไอ้ไทเกอร์มันถามกลับพร้อมกับทำหน้าไม่พอใจเมื่อรับรู้ว่าตัวมันต้องเข้าประชุมคณะ แน่สิใครมันจะไปอยากเข้าล่ะ

“ไม่เกี่ยวได้ไง กูลงชื่อพวกมึงสองคนไปเรียบร้อยแล้ว มึงไอ้วิน อยู่เป็นหัวหน้าฝ่ายกีฬา ส่วนมึงไอ้ตัวดีกูให้มึงเป็นผู้ช่วยไอ้วิน เพราะฉะนั้นมึงสองตัวต้องเข้าประชุม จบนะ”

ไอ้แซมร่ายยาวมาทีเดียวและสิ่งที่มันพูดก็ทำเอาไอ้ไทเกอร์และไอ้วินอ้าปากค้างไปทันทีกับสิ่งที่ได้ยิน

“ไอ้เหี้ยไม่เอา กูไม่ทำ”

ไอ้วินเริ่มโวยวายออกมาก่อน พร้อมกับโบกมือใส่ไอ้แซมรัว ๆ แสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากทำงานนี้

“ไม่ทำไม่ได้ เพราะกูส่งชื่อพวกมึงทั้งสองคนไปให้คณะกรรมการแล้ว อาจารย์ก็รับทราบแล้ว ถ้ามึงไม่ทำก็ไปเคลียร์กับคณะกรรมการและอาจารย์กันเอาเอง”

หึ! ไอ้แซมมันคงเห็นไอ้สองตัวนี่ล่องลอยไปวัน ๆ มันเลยหางานให้ทำ เพราะถ้าพวกมันไม่มีหน้าที่อะไรให้รับผิดชอบก็จะลอยไปลอยมาทำตัวไร้สาระไม่หยุด ผมกับไอ้แซมเลยมักจะยัดเยียดงานให้มันสองคนทำพวกมันจะได้ทำงานกันเป็นจะด้รู้ระบบการทำงานต่าง ๆ เพราะถ้าเรียนจบไปมันสองคนจะทำตัวไร้สาระแบบนี้ไม่ได้

“ไปเรียนได้ละ”

ผมตัดบทพวกมัน พร้อมกับลุกขึ้นจากเก้าอี้ยาวที่นั่งอยู่ก่อนจะคว้าจานข้าวแล้วเดินออกมาเพื่อนำมันไปเก็บตรงที่เก็บจานของโรงอาหารที่จัดไว้ตามมุมต่าง ๆ อย่างเรียบร้อบ แล้วเดินตรงไปที่ลิฟต์ทันทีเพื่อขึ้นเรียน ถ้ายังปล่อยให้มันคุยกันเดี๋ยวจะยาวไปมากกว่านี้นี่ก็เลทมาเกือบยี่สิบนาทีละ

S PART

แฮ๊ก ๆ เสียงลมหายใจที่เหมือนจะสิ้นลมของฉันเองค่ะ ปานจะขาดใจเพราะระยะทางที่วิ่งมา

ตอนนี้ทุกคนกำลังสงสัยกันใช่มั้ยล่ะว่าฉันกำลังวิ่งกระหืดกระหอบไปที่ไหน คณะวิศวะกรรมศาสตร์จ้าาาา วิ่งมาสด ๆ ร้อน ๆ วิ่งทำไมน่ะหรอ ก็ฉันไม่ได้อ่านไลน์คณะไงว่ามีนัดประชุมแล้วยัยพิงค์มันก็ถามฉันขึ้นมาเมื่อเกือบสิบนาทีที่แล้วว่าทำไมฉันยังไม่ไปประชุมอีก ฉันนี่ทำหน้างงหนักเลย ประชุมอะไร จนพิงค์มันต้องเปิดไลน์ให้ฉันดู พออ่านจบเท่านั้นแหละใส่เกียร์หมาเลยจ้า แล้วตอนนี้ฉันก็มาอยู่ที่ลานเกียร์ เรียบร้อยแล้วด้วยความเหนื่อยปานจะขาดใจ

“อ่าวน้องเอส”

ฉันหันไปตามเสียงทักทั้ง ๆ ที่ยังยืนหอบอยู่แบบนั้น หันไปก็เจอเข้ากับพี่แซมนั่นเองค่ะ หล่อออร่าเช่นเคยความสูงความขายาวเอ่ย เห้อ ที่บ้านเลี้ยงกันมายังไงคะถึงได้เบ้าฟ้าประทานกันทุกคนเลย เป็นงงที่คนเราสามารถเบ้าดีได้ถึงขนาดนี้แถมยังมารวมตัวกันอีกถึงสี่คน

“หวัดดีค่ะ”

ฉันรีบยกมือไหว้พี่เขาอย่างรวดเร็วอย่างคนมีมารยาทพร้อมกับเอ่ยทักทายกลับไป

“มา ๆ ตามมาจะเริ่มประชุมแล้ว”

พี่แซมก้มหัวให้ฉันนิดหน่อย ก่อนจะบอกให้ฉันเดินตามแต่ยังไม่ทันได้ตอบอะไรกลับไปพี่เขาก็เดินนำฉันไปตรงจุดที่นัดประชุมกัน

“สวัสดีค่ะพี่ ๆ”

ฉันทักพวกเพื่อน ๆ ของพี่คิงที่นั่งรวมตัวกันอยู่รวมถึงคนอื่น ๆ ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในงานครั้งนี้ด้วยว่าแต่ ... ทำไมคณะอักษรฯถึงมีฉันคนเดียว ?? กูจะบ้าตายรายวัน

“ดีค้าบบบ”

พวกพี่ ๆ เขาตอบกลับมา ส่วนพี่คิงน่ะหรอแค่เงยมามองหน้าฉันเฉย ๆ แล้วก้มลงไปมองเอกสารที่กางอยู่บนโต๊ะประชุมที่เจ้าตัวนั่งอยู่หัวโต๊ะหน้าห้อง หยิ่งจริงนะพ่อคุณแต่ถึงหยิ่งก็ชอบนะคะ งื้อออ

“นั่งครับนั่ง ข้างไอ้คิงยังว่างอยู่นั่งได้เลย”

ทำดีมากค่ะพี่วิน รักเลยอ่ะ ฉันหันไปขยิบตาให้พี่วินเบา ๆ เป็นการแสดงออกว่าฉันรับรู้ถึงสิ่งที่พี่เขากำลังทำ

“ขอบคุณค่ะ”

แต่ฉันก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณที่พี่วินไปพร้อมกับเดินไปนั่งลงเก้าอี้ตัวที่ว่างข้าง ๆ พี่คิง พี่คิงก็คือพี่คิงค่ะ ไม่พูดสักคำจนนึกว่าเป็นใบ้ฉันเองก็เลยต้องนั่งเงียบตามเขาไปด้วยเพราะดูเหมือนว่าเขากำลังจดจ่อกับเอกสารตรงหน้าของตัวเองอยู่ แต่ไม่นานนักก็เริ่มประชุมทันที

สองชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนโกหก ใช่ค่ะ...ฉันนั่งประชุมอยู่สองชั่วโมงเต็ม ๆ แม่โว๊ยยยยยยย คณะนี้ทำงานเป็นทีมเวิร์คที่ดีมากอ่ะ แบบทุกคนแย่งกันเสนอไอเดียงานต่าง ๆ แตกต่างจากตัวแทนคณะอย่างฉันมากค่ะ ได้แต่นั่งฟังเงียบ ๆ หากมีคนถามอะไรมาก็เออออไปกับเขาทุกเรื่อง ฮือออออ อะไรเยอะแยะไปหมดเนี่ยแล้วฉันจะไปสรุปการประชุมกับที่คณะยังไงเนี่ย แทบไม่รู้เรื่องอะไรให้ตายเถอะฉันจะทำยังไงดี

“เอาล่ะเลิกประชุมครับ แต่ละฝ่ายกลับไปจัดการตามที่เราตกลงกันไว้ด้วยนะครับ”

เสียงสวรรค์มากขอบคุณพี่แซมมากค่ะ /กราบ หลังสิ้นเสียงของพี่แซมทุกคนต่างพากันลุกไปหมดแล้วเหลือแค่ฉันกับพวกพี่เขาที่ยังคงอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่แอร์เย็นจัดขนาดใหญ่แห่งนี้ ทำไมฉันยังไม่ไปอ่ะหรอ หิวค่ะ ฉันหิวข้าวแล้วและใช่ ... ฉันจะลองเสี่ยงตายชวนพี่คิงไปกินข้าวเย็นด้วยกันดู

“พี่คิงคะ”

ฉันหันไปเรียกพี่เขาที่กำลังเก็บเอกสารเตรียมจะลุกออกไป เสียงของฉันทำให้พี่เขาชะงักไปนิดหน่อยก่อนจะปรายตามามองหน้าฉัน ใช่ ขอใช้คำว่าปรายตาเพราะมันแค่แว๊บเดียวเท่านั้น ถ้าให้แปลความหมายของสายตานั้นก็คือมึงเรียกกูทำมะเขืออะไรไม่ทราบ - - อื้อ ประมานนั้นแหละ

“…”

ก็ปกตินะกับคำตอบที่ได้มา ก็บ้าแล้ววว การเงียบคือคำตอบนี่มันหมายความว่าอะไรก่อนจะบ้าตาย

“ไปกินข้าวกันหนูหิว”

ฉันเลือกที่จะไม่สนใจกับการแสดงออกของคนตัวสูงที่ยังคงยืนเก็บของเงียบ ๆ ไม่รู้ว่าเขาเก็บของช้าหรือรอให้ฉันพูดอยู่ก็ไม่รู้

“เหยดดดดด สาวชวนไปกินข้าวว่ะเพื่อนคิง”

เสียงของพี่ไทเกอร์เรียกความสนใจจากเพื่อนของเขาได้เป็นอย่างดี ทุกคนที่อยู่ตรงนี้พร้อมใจกันหันไปมองหน้าพี่คิงเป็นตาเดียว ส่วนพี่คิงเองก็ยังคงยืนนิ่งอยู่

“นะ นะคะ ไปเป็นเพื่อนหนูหน่อยน๊าาาา เพื่อนหนูกลับไปหมดแล้ว”

ฉันยังคงพูดตื้ออยู่แบบนั้นพร้อมกับทำตาปริบ ๆ เอาวะ อ้อนขนาดนี้แล้ว ด้านได้อายก็อดค่ะ ฮือออออออออ ไปเถอะนะได้โปรด พลีสสสส อย่าให้ฉันต้องรู้สึกไม่ดีเลยที่โดยเขาปฏิเสธคำเชิญชวนแรกของเรา ไม่ใช่ฉันคนเดียวนะที่ลุ้น เพื่อนพี่เขาเองก็ลุ้นเหมือนกันดูสิแต่ละคนหันไปกดดันพี่คิงกันหมด

“อือ...”

คำตอบสั้น ๆ เพียงคำเดียวเรียกเสียงโห่ร้องลั่นห้องประชุมเลยทีเดียว กรี๊ดดดดดด!!!!!!!!!!!!!!!!!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป