บทที่ 10 บท 6.2

“เดินตามกันมานะ ห้ามแตกแถวเด็ดขาด!” เวลาต่อมาหลังจากที่แคลร์ได้กลับมารับหน้าที่เดิมของตัวเองแบบสมใจอยากแล้ว ระหว่างที่เขากำลังเดินนำพาขบวนพาเหรดนกเพนกวินเดินไปเปิดหูเปิดตาด้วยกันอยู่นั้น เขาก็หันไปพูดกับพวกมันพร้อมคอยสอดส่องสายตาหันไปมองพวกมันอยู่เป็นระยะ เผื่อว่ามันจะมีตัวไหนที่วิ่งออกนอกลู่นอกทาง

และพอแคลร์เห็นว่าสถานการณ์ทุกอย่างยังคงเป็นปกติดี เจ้าพวกนกอ้วนทั้งหลายยังคงอยู่ในความเรียบร้อย นาทีนั้นแคลร์ถึงค่อยเดินนำไปข้างหน้าต่อ จนกระทั่งมาถึงสระน้ำกลางแจ้งสำหรับสัตว์อย่างพวกมัน

เพียงแค่เจ้านกเพนกวินเห็นสระน้ำของตัวเอง แคลร์ก็ไม่จำเป็นต้องออกคำสั่งกับพวกมันด้วยซ้ำ เจ้านกอ้วนทั้งหลายรีบตีปีกไปมาแล้วกระโดดลงไปเล่นน้ำในสระอย่างรู้หน้าที่

โดยแคลร์ก็จะให้พวกมันเล่นที่สระน้ำแบบเปิดและปล่อยให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปตามอัธยาศัยราว ๆ สี่สิบนาที จากนั้นเขาถึงจะค่อยไล่ต้อนพวกมันกลับไปอยู่ในที่ของพวกมันอีกครั้ง

“เอาล่ะเด็ก ๆ กลับกันเถอะ” พอได้เวลาที่เหมาะสมแล้ว แคลร์ก็ตะโกนบอกพวกมันเช่นนั้น เขาตะโกนออกคำสั่งกับพวกมันซ้ำ ๆ ประมาณห้าครั้งติดกัน และพอทั้งหมดทยอยขึ้นมาจากสระน้ำแล้ว แคลร์ก็ทำการเดินนำขบวนพาพวกมันกลับไปยังห้องที่พวกมันเคยอยู่

“เฮ้! นั่นนายจะไปไหนน่ะ กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!” ขณะที่สถานการณ์ควรจะเป็นไปตามปกติ ทันใดนั้นแคลร์ก็ต้องส่งเสียงร้องโวยวายออกมา เมื่อมีนกเพนกวินตัวหนึ่งวิ่งออกไปอีกทาง ทั้งที่มันก็รู้ว่านั่นไม่ใช่เส้นทางที่มันเคยไปเยือน

มันวิ่งเข้าไปในส่วนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม และพอแคลร์เห็นอย่างนั้นเขาก็รีบวิ่งหน้าตั้งไปหามันทันควัน เขาตั้งใจจะรีบนำตัวมันกลับมาให้เร็วที่สุด เหตุเพราะเขาเกรงว่ามันจะไปสร้างความตื่นตระหนกให้แก่นักท่องเที่ยว

“กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!” แคลร์ตะโกนเรียกมันเสียงดังลั่น ซึ่งการที่เขาที่เป็นหัวแถววิ่งไปตามเพนกวินอีกตัวไปแบบนั้น นั่นก็เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะเหล่านกอ้วนที่เหลือก็รีบวิ่งกรูตามกันมาโดยพลัน

แคลร์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ ๆ การก่อกบฏของนกเพนกวินตัวหนึ่งก็ได้มาหยุดลง เมื่อมันได้พาตัวเอง แคลร์และแก๊งของมันมาหยุดอยู่ตรงหน้าตู้วาฬที่มีแค่กระจกของตู้วาฬกั้นระหว่างทั้งสองเอาไว้เท่านั้น

“นายอยากตายหรือไง” แคลร์ที่เห็นแบบนั้นถามพวกมันอย่างไม่เข้าใจ จากนั้นเขาก็รีบหันซ้ายหันขวาเพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ เมื่อแคลร์คิดว่าเขาไม่สามารถจัดการสถานการณ์นี้เพียงลำพังได้

แอ้ก ๆ ๆ ฮึ้ก!หลังแก๊งเพนกวินมาเผชิญหน้ากับมาร์คัสและเซอร์เรียสแบบซึ่ง ๆ หน้าแล้ว พวกมันทั้งหมดที่กำลังสบตากันแบบที่มีแค่กระจกเนื้อหนากั้นเอาไว้ก็จ้องมองกันไปมาอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนที่ฝูงนกเพนกวินหลายสิบชีวิตจะรีบกระพือปีกไปมาแล้วส่งเสียงร้องใส่วาฬเพชฌฆาตที่ว่ายมาหยุดอยู่ตรงหน้าของพวกมันอย่างไม่เกรงกลัว แคลร์ไม่รู้ว่าพฤติกรรมแบบนี้มันคืออะไร นกอ้วนทั้งหลายไม่เคยมีท่าทีแบบนี้มาก่อน แต่ที่แน่ ๆ การกระทำเหล่านั้นของพวกมัน ทำให้วาฬเพชฌฆาตที่กำลังมองเจ้านกอ้วนอย่างให้ความสนใจอยู่แล้วเริ่มแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมา

ปัง!นั่นคือเสียงที่วาฬเพชฌฆาตทั้งสองตัวว่ายพุ่งชนกระจกพร้อมกันคล้ายกับต้องการจะพังกระจกออกมา ซึ่งพอแคลร์เห็นแบบนั้น เขาก็รีบวิ่งต้อนเพนกวินในความดูแลของตัวเองโดยพลัน หลังสถานการณ์เช่นนี้มันไม่ปกติ

“ให้ตายเถอะ ไปเร็ว ๆ” เขาพูดกับเจ้านกอ้วน เมื่อมาร์คัสและเซอร์เรียสไม่ได้ว่ายชนกระจกเพียงแค่ครั้งเดียว แต่พวกมันยังอาศัยการทำงานเป็นทีมพยายามว่ายพุ่งชนกระจกชนิดหนาอีกครั้ง

ปัง!

“ทุกตัววิ่งเร็ว!” เขาสั่งเจ้านกอ้วนเสียงดังลั่น โดยนาทีนั้นพวกเพนกวินก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความอันตรายถึงชีวิตที่ใกล้จะมาเยือนพวกมันทุกขณะ นั่นจึงทำให้บางตัวเริ่มหันหน้าวิ่งกลับไปทางเดิมที่พวกมันเพิ่งวิ่งมาหมาด ๆ

ปัง! ปัง!! เพล้ง!

ไวเท่าความคิด ยังไม่ทันจะสิ้นเสียงพูดของแคลร์ด้วยซ้ำ เหตุการณ์ที่เขาไม่อยากให้มันเกิดก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อวาฬเพชฆาตทั้งสองตัวร่วมใจพุ่งชนกระจกหนาซ้ำ ๆ แล้วแหกออกมาข้างนอกอย่างไม่กลัวเจ็บ แคลร์ไม่คิดด้วยซ้ำว่าพวกมันจะมีพลังมหาศาลแบบนี้ แต่ที่แน่ ๆ การกระทำของพวกมันส่งผลให้น้ำทะลักออกมาทันที นั่นจึงทำให้แคลร์ต้องรีบคว้าเอานกเพนกวินที่อยู่ในจุดเสี่ยงโดนงาบที่สุดวิ่งหนีตายออกมาจากตรงบริเวณนั้นด้วยความรวดเร็วเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะสามารถทำได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป