บทที่ 12 บท 7.2
เพราะเหตุการณ์ที่วาฬเพชฌฆาตว่ายชนกระจกมันไม่ใช่แค่ทำให้กระจกร้าวเท่านั้น แต่มันยังทำให้แท็งก์พังเสียหายส่งผลทำให้น้ำไหลทะลักออกมาตามทางเดินด้วย เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและสัตว์ที่อยู่ในอควาเรียม นั่นจึงทำให้อควาเรียมถูกปิดทำการชั่วคราว
โดยสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้มันก็ทำให้แคลร์ยิ่งรู้สึกแย่กับตัวเองเข้าไปใหญ่ เมื่อเขาในตอนนี้ดูเหมือนเป็นคนโง่ที่จัดการปัญหาไม่ได้และทำให้อควาเรียมต้องเดือดร้อนแบบนี้
“นายอย่าคิดมากไปเลยน่า ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นสักหน่อย” ลูซี่ที่แวะมาเยี่ยมแคลร์พูดปลอบใจเขา หลังวันนี้เธอได้หยุดงานเป็นกรณีพิเศษเพราะเหตุการณ์นี้
“ก็ถ้าตอนนั้นฉันหัวไวกว่านี้ สามารถไล่ต้อนเจ้าเพนกวินได้ทัน บางทีอควาเรียมก็คงไม่เสียหายแบบนี้” แคลร์บอกกลับไป หลังตอนนี้ในหัวของเขามันมีแต่คำว่าหากเขาทำแบบนี้ ถ้าตอนนั้นเขาทำแบบนั้นผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ต่อให้แคลร์จะรู้อยู่เต็มอกว่าเขาคิดไปก็เสียเวลาเปล่า เนื่องจากเขาไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งเหล่านั้นได้แล้ว
“ก็ยังดีที่มันเสียหายแค่สิ่งของ นายลองคิดดูสิ….ว่าถ้าเกิดนายบาดเจ็บมากกว่านี้ หรือมีสัตว์ที่ตายจากเหตุการณ์นี้มันจะแย่มากแค่ไหน”
“…”
“เพราะงั้นนายหยุดคิดมากได้แล้ว จะมาหงอยทั้งสัตว์ทั้งคนเลยหรือไง” ลูซี่พูดปลอบใจกันอีกครั้ง ทว่าคราวนี้คำพูดของเธอกลับทำให้แคลร์ที่กำลังหลุบตามองหน้าตักของตัวเองตามประสาคนที่กำลังรู้สึกผิดต้องเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่ายโดยพลัน
“พวกนั้นก็หงอยเหรอ มันรู้ใช่ไหมว่าตัวเองทำผิดกันน่ะ” แคลร์ซักถามอย่างให้ความสนใจ
“เหมือนจะเป็นแบบนั้นนะ หงอยทั้งเพนกวิน หงอยทั้งออร์ก้าเลย ดูไม่ค่อยร่าเริงเท่าไร” ลูซี่อธิบายเพิ่มเติม
เนื่องจากวันนี้อควาเรียมต้องปิดทำการกะทันหัน นั่นจึงทำให้พนักงานและเจ้าหน้าที่ในอควาเรียมสามารถเดินทางกลับได้เลย โดยหนึ่งในนั้นก็คือแคลร เมื่อเขาควรจะกลับไปนอนพักที่บ้านมากกว่าจะมานอนอุดอู้อยู่ในห้องพักสำหรับเจ้าหน้าที่แบบนี้ ต่อให้ห้องพักนี้จะไม่ได้มีใครมาใช้งานต่อก็ตาม
“ฉันว่านายชักจะโชคร้ายเกินไปแล้วนะแคลร์ นายอุตส่าห์ใส่ผ้าใบมาทำงานแท้ ๆ แต่นายก็ดันได้แผลจากเศษกระจกบาดจนได้”
“ใช่ไหมครับ? ผมเองก็คิดเหมือนกันว่าช่วงนี้ผมโชคร้ายสุด ๆ” หลังแคลร์เดินออกมาจากห้องพักสำหรับเจ้าหน้าที่แล้ว ระหว่างที่เขากำลังเดินไปยังล็อกเกอร์เพื่อเก็บของเตรียมกลับบ้านของตัวเองเหมือนอย่างคนอื่น เขาก็ต้องหยุดสนทนากับเพื่อนร่วมงานเสียก่อน เมื่ออีกฝ่ายกำลังจะเดินสวนไปพอดี
“ถ้าให้ฉันเดา พรุ่งนี้นายคงจะได้ออกข่าวแน่ ยังไงในวันพรุ่งนี้นายก็อย่าลืมแต่งตัวหล่อ ๆ เข้าไว้ล่ะ” อีกฝ่ายบอกกันด้วยน้ำเสียงติดตลก ขณะที่แคลร์ก็ทำได้แค่ส่ายหัวปฏิเสธกลับไปให้อีกฝ่ายเท่านั้น
“ถ้าต้องมาออกข่าวเพราะเรื่องนี้ ผมขออยู่แบบนี้อย่างเงียบ ๆ น่าจะดีกว่านะครับ” แคลร์ตอบกลับไป
“ทำไมล่ะ ฉันว่ามันเท่ออก สัตว์สองสายพันธุ์ตีกันเพราะต้องการแย่งนาย” อีกฝ่ายเอ่ยกลับมาด้วยน้ำเสียงนึกสนุกและพูดต่อ “การที่พวกสัตว์อยากได้นายไปดูแลแบบนี้ นั่นก็เป็นเพราะว่านายดูแลพวกมันดีไง”
“งั้นเหรอครับ แต่ผมยังไม่เคยดูแลเจ้ามาร์คัสกับเซอร์เรียสแบบจริง ๆ จัง ๆ เลยนะ แถมวันนี้ผมเพิ่งจะได้มีโอกาสดูแลพวกมันเป็นวันแรกด้วย” แคลร์ทักท้วงกลับไป ซึ่งถ้าหากเขาเคยดูแลเหล่าโลมาตัวใหญ่พวกนั้นมาก่อน บางทีแคลร์ในวันนี้อาจจะไม่แปลกใจกับการกระทำของพวกมันนัก
แต่เพราะเขาไม่เคยดูแลพวกมันมาก่อนนี่สิ และอย่างที่รู้กันดี… นี่เป็นครั้งแรกด้วยซ้ำที่แคลร์ต้องมาคอยใส่ใจเจ้ามาร์คัสและเซอร์เรียสแบบจริง ๆ จัง ๆ ตามหน้าที่ที่เขาเพิ่งได้รับมอบหมายจากศาสตราจารย์หลุยส์มา นั่นจึงทำให้เขาไม่เข้าใจการกระทำของพวกมันเลย
“หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะว่าช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์ของพวกมันแล้วก็ได้ แล้วพวกเพนกวินก็ดันมายืนโวยวายอยู่ที่หน้าแท็งก์พวกมันพอดี เจ้าพวกนั้นก็เลยพุ่งใส่เพราะกำลังอารมณ์ไม่ดีน่ะ” คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแคลร์ตั้งข้อสันนิษฐานใหม่ขึ้นมา
“ตกลงตอนนี้มันเข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์ของพวกมันแล้วใช่ไหมครับ” แคลร์ถามกลับไป เมื่อลูซี่เองก็เพิ่งพูดถึงเรื่องนี้ไปเมื่อวันก่อนเหมือนกัน
“ใช่ นายไม่เคยสังเกตเหรอว่าช่วงนี้พวกมันจู๋โผล่ตลอดเลย”
