บทที่ 13 บท 8.1
‘นายไม่เคยสังเกตเหรอว่าช่วงนี้พวกมันจู๋โผล่ตลอดเลย’
“อ๊ากกก หยุดคิด ๆ” ทันทีที่คำพูดเหล่านั้นของเพื่อนร่วมงานผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง แคลร์ที่พยายามจะสลัดคำพูดทำนองนั้นออกจากหัวไปก็ถึงกับต้องส่งเสียงหวีดร้องออกมาโดยพลัน เมื่อเขาทำมันไม่สำเร็จและคำพูดเหล่านั้นก็ตามหลอกหลอนเขามาถึงที่บ้าน ทั้งที่เขาพยายามจะไม่ใส่ใจเรื่องนี้อยู่แล้วเชียว
ยิ่งไปกว่านั้นข้อสันนิษฐานแบบติดตลกที่แคลร์เคยพูดไว้กับลูซี่เมื่อวันก่อนก็ยังผุดขึ้นมาในหัวของเขาอีกด้วย และพอทุกอย่างถูกประกอบกัน แคลร์ก็อดคิดไม่ได้ว่าคำพูดติดตลกในคราวนั้นมันอาจจะเป็นเรื่องจริงในอนาคตก็ได้
มาร์คัสกับเซอร์เรียสอาจจะถูกใจเขา แม้เขาจะยังหาสาเหตุและที่ไปที่มาของเรื่องนี้ไม่ได้ก็เถอะ แต่แคลร์ก็คิดว่ามันมีความเป็นไปได้สูงที่เจ้าพวกนั้นจะถูกใจเขา บางทีพวกมันอาจจะไปเห็นตอนที่แคลร์ดูแลเจ้าเพนกวินก็ได้ พวกมันถึงได้อยากให้แคลร์ไปดูแลพวกมันแทนเจ้าหน้าที่คนเก่า
มันจะต้องเป็นเช่นนั้นแน่ ๆ ส่วนเรื่องการผสมพันธุ์อะไรนั่นมันก็คงเป็นแค่ความบังเอิญที่ดันเกิดขึ้นในช่วงนี้พอดี
พอแคลร์สามารถบังคับให้ตัวเองคิดแบบนั้นได้ เขาที่กำลังนอนอยู่บนเตียงพร้อมกับบาดแผลที่เท้าก็รู้สึกสงบลงอย่างน่าประหลาด ทว่าแม้มันจะเป็นอย่างนั้น แต่ก็ใช่ว่าแคลร์ในตอนนี้จะรู้สึกสบายใจ เขายังคงหนักใจเช่นเดิมเพราะเขารู้สึกเหมือนกำลังหลอกตัวเองอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งแคลร์ก็คิดว่าอาการเหล่านี้คงจะหายไปหากว่าเขาได้มีโอกาสสอบถามเรื่องนี้จากศาสตราจารย์หลุยส์ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการปรับเปลี่ยนหน้าที่การทำงานของเขา
เช้าวันต่อมา
“ไหนเมื่อวานนี้นายบอกว่านายไม่สนใจไง แต่ทำไมวันนี้ถึงเซ็ตผมมาล่ะ”
“ผมเปล่านะครับ!” ทันทีที่แคลร์ถูกเพื่อนร่วมงานคนเมื่อวานทักกันแบบนั้น เขาก็รีบยกไม้ยกมือขึ้นปฏิเสธคำพูดของอีกฝ่ายเป็นพัลวัน
ซึ่งแน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่ได้เชื่อคำพูดกันในทันที เจ้าตัวมีการหรี่สายตามองกันอย่างจับผิด โดยนั่นก็ทำให้แคลร์ต้องพูดอะไรเพิ่มเติมสักหน่อย
“พอดีวันนี้ผมตื่นเช้า ผมก็เลยมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้นครับ” เขาเอ่ยทั้งหน้าตาย
“อ๋อเหรอ โอเค… ฉันจะพยายามเชื่อนายก็แล้วกัน” อีกฝ่ายตอบกลับมาเหมือนจะไม่ค่อยอยากเชื่อในคำพูดของแคลร์เท่าไรนัก
โดยในวินาทีเดียวกันแคลร์ที่พร้อมสำหรับการทำงานในวันนี้แล้วก็ได้ใช้มือข้างหนึ่งจับเข้าที่ผมของตัวเองเบา ๆ เมื่อเขาไม่แน่ใจว่าวันนี้เขาเซ็ตผมต่างไปจากเดิมหรือไม่ ทำไมเขาถึงถูกเพื่อนร่วมงานท้วงเช่นนั้น ทั้งที่เขาไม่ได้เซ็ตผมมาทำงานแบบนี้เป็นครั้งแรกเสียหน่อย
“แคลร์ เมอร์ตัน!” ทว่ายังไม่ทันที่แคลร์จะได้คิดอะไรนาน เขาก็ต้องหันขวับมองไปยังต้นเสียงที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งเสียก่อน เมื่อจู่ ๆ ก็มีคนเรียกทั้งชื่อและนามสกุลของเขาเสียงดังลั่น
“ว่าไง” เพราะคนที่เรียกกันเสียงดังคือลูซี่ เขาที่คิดว่าเธอก็แค่ต้องการทักทายกันเท่านั้นจึงเอ่ยออกไปแบบนั้น
“ศาสตราจารย์หลุยส์บอกว่าถ้านายมาแล้ว ให้เข้าไปหาเขาที่ห้องทำงานด้วย” ลูซี่แจ้งเรื่องสำคัญแก่แคลร์
ซึ่งพอเขาได้ยินแบบนั้น แคลร์ก็มีอาการนิ่งไปเล็กน้อยหลังตั้งแต่เมื่อวานนี้เขาก็ค่อนข้างหลอนกับการพบเจอกับศาสตราจารย์หลุยส์อยู่พอสมควร เนื่องจากแคลร์กลัวว่าตนเองจะได้พักงานหลังจากที่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น
“นายสบายใจเถอะ ถ้าให้ฉันเดาฉันคิดว่านายไม่ได้ถูกพักงานหรอก” ลูซี่ที่เห็นท่าทีเป็นกังวลของแคลร์บอกกันพร้อมยื่นมือมาตบบ่าของเขาเบา ๆ เชิงให้กำลังใจ
เพราะหากแคลร์ปล่อยไว้เฉย ๆ ไม่ยอมเข้าไปพบศาสตราจารย์หลุยส์ตามคำบอกของอีกฝ่าย ตลอดทั้งวันนี้จิตใจของเขาก็คงพะว้าพะวังไม่เป็นอันทำงานแน่ นั่นจึงทำให้สุดท้ายก่อนที่แคลร์จะเดินไปทำงานของตัวเองที่เป็นการเดินไปรับปลาแช่แข็งที่แผนกอาหารสัตว์ แคลร์ก็ต้องเดินไปหาศาสตราจารย์หลุยส์เสียก่อน เพื่อที่ตลอดทั้งวันนี้เขาจะได้ทำงานได้อย่างสบายใจ
“แคลร์ เมอร์ตัน?”
ระหว่างทางเดินไปยังห้องทำงานของศาสตราจารย์หลุยส์ที่ค่อนข้างอยู่ไกลและมีความเป็นส่วนตัวสูง เนื่องจากศาสตราจารย์หลุยส์ต้องการความสงบในการทำงาน ขณะที่แคลร์กำลังเดินมองปลายเท้าของตัวเองอย่างใช้ความคิด เหตุเพราะเขาไม่รู้ว่าศาสตราจารย์หลุยส์ต้องการคุยเรื่องอะไรกับตนเอง ทันใดนั้นแคลร์ก็ต้องผละสายตาออกจากส่วนนั้น เมื่อมีคนเรียกทั้งชื่อทั้งนามสกุลของเขาอีกแล้ว
โดยอีกฝ่ายพร้อมกับผู้ชายคนหนึ่งที่มีผมสีดำสนิทและมีดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลก็เพิ่งเดินออกมาจากห้องทำงานของศาสตราจารย์หลุยส์
“เยลเหรอครับ” เพราะแคลร์มีปัญหาเรื่องการจำหน้าคนและไม่แน่ใจว่าตัวเองจำถูกคนหรือไม่ เพื่อไม่ให้ตัวเองขายขี้หน้ากับคนแปลกหน้า เขาจึงลองถามคนที่เดินมายืนอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมกับผู้ชายอีกคนให้แน่ใจเสียก่อน
“ใช่ นี่นายรู้จักฉันอยู่แล้วเหรอ” อีกฝ่ายถามกลับมาเสียงงง
“ใช่ครับ เหมือนเราจะเคยเจอหน้ากันบ้างเวลาที่ศูนย์มีกิจกรรมสำหรับเจ้าหน้าที่” แคลร์ตอบกลับไป ซึ่งหลังจากที่แคลร์พูดออกไปเช่นนั้น คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาก็ยกมือขึ้นมาเกาหลังคอแก้เก้อ คล้ายกับคนที่กำลังทำตัวไม่ถูก ก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดต่อ
“ถ้านายรู้จักฉันแล้วก็ดี ฉันจะได้ไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัว” อีกฝ่ายพึมพำเหมือนต้องการพูดกับตัวเองเสียมากกว่า จากนั้นเจ้าตัวถึงค่อยพูดต่อ
“ว่าแต่ตอนนี้นายกำลังจะไปพบศาสตราจารย์หลุยส์ใช่ไหม”
“ใช่ครับ” แคลร์พยักหน้ากลับไปให้อีกฝ่ายแล้วพูดต่อ “เห็นลูซี่บอกว่าศาสตราจารย์หลุยส์ต้องการเรียกพบผม ผมก็เลยต้องมาหาเขา”
“อ๋อ เขาเรียกนายมาให้ฉันเองแหละ” เยลบอกกลับมาพร้อมพูดเพิ่มเติม “พอดีช่วงนี้ฉันแวะมาเยี่ยมศาสตราจารย์หลุยส์น่ะ แล้วเห็นศาสตราจารย์หลุยส์บอกว่าตอนนี้นายถูกเปลี่ยนตำแหน่งให้มาทำหน้าที่ดูแลเจ้ามาร์คัสกับเจ้าเซอร์เรียส มันคงเป็นงานที่ค่อนข้างหนักใจสำหรับนายเลยใช่ไหม”
“ใช่ครับ” แคลร์พยักหน้าและเอ่ยกลับไปเสียงแผ่ว หลังภาพตอนที่มาร์คัสและเซอร์เรียสจ้องจะงาบเจ้านกอ้วนยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาอยู่
“พวกเขานิสัยไม่ค่อยน่ารักเท่าไร”
“ไม่มีใครน่ารักเท่าผมแล้วล่ะ” ทันใดนั้นคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เยลก็พูดขึ้นเสียงสดใส แต่ยังไม่ทันที่เจ้าตัวจะได้เอื้อนเอ่ยอะไรมากกว่านี้ เจ้าตัวก็ถูกเอ็ดโดยเยลเสียก่อน
“เงียบไปเลยน่า นี่มันไม่ใช่เรื่องของนายนะ” เยลทำทีดุผู้ชายที่มากับเจ้าตัวราวกับผู้ปกครองดุเด็กอะไรทำนองนั้น และในนาทีเดียวกันแคลร์ก็พ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หลังตอนแรกเขานึกว่าศาสตราจารย์หลุยส์เรียกมาเพื่อพูดคุยเรื่องเมื่อวานนี้เสียอีก
“…”
“ขอโทษทีครับ พอดีเมื่อวานมีเรื่องนิดหน่อย ผมก็เลยนึกว่าศาสตราจารย์หลุยส์เรียกมาคุยเพราะต้องการลงโทษผม” แคลร์อธิบายให้คนตรงหน้าเข้าใจ เมื่ออีกฝ่ายดูจะงุนงงที่แคลร์ถอนหายใจแรงใส่เจ้าตัว
“อ๋อ แล้วนี่นายว่างหรือเปล่า” เยลถามกลับมา
“ผมตั้งใจว่าหลังจากที่คุยธุระกับศาสตราจารย์หลุยส์เสร็จแล้ว ผมจะไปให้อาหารเจ้ามาร์คัสกับเซอร์เรียสต่อครับ”
“โอเค ถ้างั้นฉันว่านายไปให้อาหารเจ้าพวกนั้นก่อนดีกว่า พอนายว่าง ๆ แล้วพวกเราค่อยมาคุยกันก็ได้ เพราะเดี๋ยวถ้ามาร์คัสกับเซอร์เรียสโมโหหิว มันจะเป็นเรื่องเอา” เยลบอกกัน ขณะที่แคลร์ก็ทำได้แค่พยักหน้าเห็นด้วยกลับไปให้อีกฝ่ายเท่านั้น
