บทที่ 16 บท 10
“แล้วช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง นายเริ่มปรับตัวเข้ากับพวกมันได้หรือยัง?”
“กำลังอยู่ในขั้นตอนครับ”
“…”
“ตอนนี้ผมกำลังพยายามสร้างความคุ้นเคยกับเจ้ามาร์คัสและเจ้าเซอร์เรียสอยู่ ถึงตอนนี้ผมจะยังมีอาการกลัวมันอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าดีขึ้นมากกว่าช่วงแรก ๆ แล้ว” แคลร์ให้คำตอบกลับไป หลังเวลาต่อมาเมื่อแคลร์เสร็จจากงานของเขาแล้ว เขาก็ปลีกตัวเดินมานั่งคุยเรื่องเจ้าวาฬเพชฌฆาตกับเยล อดีตเจ้าหน้าที่ที่เคยได้รับหน้าที่ให้ดูแลกระเบนสายพันธุ์อันตรายของที่นี่มาก่อน
“แล้วพวกมันเป็นยังไงบ้าง พวกมันดูเปิดใจให้กับนายหรือเปล่า?” อีกฝ่ายถามเพิ่มเติม
“เรื่องนั้นผมไม่แน่ใจเลยครับ”
“…”
“แต่ช่วงแรก ๆ ที่ผมได้ย้ายจากการเป็นพี่เลี้ยงเพนกวินให้กลายมาเป็นคนดูแลสัตว์ที่ตัวใหญ่กว่าเพนกวินไม่รู้ตั้งกี่เท่า ศาสตราจารย์หลุยส์บอกว่าพวกมันเลือกผมครับ” แคลร์พูดเพิ่มเติม เผื่อว่าข้อมูลนี้จะช่วยอะไรได้บ้าง เนื่องจากเยลทำงานอยู่ที่นี่มาก่อนเขา ดังนั้นอีกฝ่ายคงรู้อะไรมากกว่าเขาเป็นแน่
“เอาล่ะ… ตอนนี้ฉันต้องการเวลาส่วนตัวอยู่กับแคลร์เพียงลำพัง ดังนั้นนายช่วยไปอยู่ที่อื่นก่อนได้ไหม” ก่อนที่เยลจะเปิดปากพูดอะไรต่อ ทันใดนั้นอีกฝ่ายก็ต้องหันหน้าไปพูดกับผู้ชายตัวสูงที่ทำตัวติดกับเจ้าตัวตลอดเวลาเสียก่อน
โดยในวินาทีเดียวกันแคลร์ถึงค่อยสังเกตเห็นว่าเสื้อยืดที่คนรักของเยลสวมใส่อยู่นั้น มันเป็นเสื้อคอลเลคชันของซีแอตที่เคยถูกทำมาวางขายในอควาเรียมอยู่ช่วงหนึ่ง มันเคยเป็นสินค้ายอดฮิตในกลุ่มนักท่องเที่ยวมากเสียจนทางอควาเรียมต้องทำการเปิดจอง เพื่อให้ลูกค้าได้รับของครบทุกคน
“เสื้อ…” เพียงแค่เห็นแบบนั้น แคลร์ก็อดไม่ได้ที่จะทักท้วงพร้อมชี้นิ้วไปยังเสื้อยืดของอีกฝ่าย “ชอบซีแอตเหรอครับ”
“ตัวนี้น่ะเหรอ” ผู้ชายที่มากับเยลเอ่ยขึ้น พร้อมชี้นิ้วไปยังกลางอกของตัวเองที่มีหน้าปลากระเบนตัวใหญ่อดีตดาวเด่นของที่นี่ปรากฏอยู่ตรงกลางเสื้อของเจ้าตัว
“ครับ คุณชอบซีแอตเหรอครับ” สิ้นเสียงพูดของแคลร์ เขาก็สัมผัสได้เลยว่าคนรักของเยลมีอาการดวงตาเป็นประกาย ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบตอบโต้กลับมา
“แน่นอนสิครับ เพราะซีแอตน่ะทั้งน่ารัก เป็นมิตร ใจดี รักเด็กมาก ๆ ด้วย อ้อ… แถมยังหล่อด้วยนะ ใคร ๆ ก็ชอบซีแอตกันทั้งนั้นแหละ” อีกฝ่ายร่ายยาวและอ้าปากเตรียมจะพูดพรรณนาข้อดีของปลากระเบนตัวใหญ่ขวัญใจเด็กให้แคลร์ฟัง ทว่ายังไม่ทันที่เจ้าตัวจะได้พูดแบบนั้น เสียงของเยลก็ดังขัดขึ้นมาก่อน
“ตอนนี้ฉันอยากอยู่กับแคลร์เพียงลำพังเท่านั้น นายทำให้ฉันได้ไหม” เยลบอกแฟนหนุ่มของเจ้าตัวเสียงจริงจัง และนั่นก็ทำให้คนที่ถูกบอกเช่นนั้นมีอาการหงอยลงภายในพริบตา
“ไม่เอาครับ ผมจะอยู่กับเยล” อีกฝ่ายพูดเสียงงอแง
“…นี่” คราวนี้เยลเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เข้มกว่าเดิม แล้วเพราะแบบนั้นนั่นจึงทำให้แฟนหนุ่มที่ตั้งท่าจะงอแงของเยลต้องลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ก็ได้ ๆ ถ้างั้นหลังจากที่เยลคุยกับเขาเสร็จแล้ว ก็รีบตามมานะ”
“…”
“ผมจะรอเยลอยู่ที่ห้อง” พูดจบ อีกฝ่ายก็เดินคอตกและจากไปอย่างอ้อยอิ่ง ขณะที่เยลเองก็ทำได้แค่พ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง คล้ายกับเจ้าตัวเหนื่อยใจกับแฟนหนุ่มของตัวเองมาก
“อันที่จริง… พวกเราไม่เห็นจะต้องถึงขั้นให้เขาแยกตัวออกไปเลยนะครับ เพราะเรื่องนี้มันไม่ใช่ความลับอะไรสักหน่อย” เพราะรู้สึกสงสารแฟนหนุ่มของเยลอย่างบอกไม่ถูก แคลร์จึงอดไม่ได้ที่จะพูดออกไปเช่นนั้น
“อย่าไปหลงกลเชียว คนนั้นน่ะแสบสุด ๆ” เยลบอกกลับมา จากนั้นอีกฝ่ายก็วกกลับมาเรื่องงานของแคลร์อีกครั้ง
“ฉันว่าตอนนี้พวกเรากลับมาที่เรื่องมาร์คัสกับเซอร์เรียสกันก่อนดีกว่า”
“ครับ แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมค่อนข้างหนักใจด้วย” แคลร์ที่ถูกดึงความสนใจกลับมาที่เรื่องของตัวเองอีกครั้งเอ่ยขึ้น หลังสิ่งนี้มันค่อนข้างรบกวนจิตใจของเขาอยู่พอสมควร
“อะไรเหรอ”
“เรื่องการเปลี่ยนหน้าที่กะทันหันน่ะครับ”
“…”
“มันพอจะเป็นไปได้ไหมครับที่ผมต้องมาดูแลพวกนั้น เพราะพวกมันใกล้จะเข้าสู่ช่วงผสมพันธุ์แล้ว” แคลร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล และพอคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาได้ยินแบบนั้น อีกฝ่ายก็ถึงกับนิ่งไปพักหนึ่ง คล้ายกับเจ้าตัวตั้งรับคำถามจากเขาไม่ทัน
“ทำไมจู่ ๆ นายถึงได้คิดแบบนั้นล่ะ” นานเกือบนาทีกว่าที่อีกฝ่ายจะถามกลับมา
“ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดแบบนี้หรอกนะครับ แต่มีเพื่อนร่วมงานพูดเข้าหูผมว่าที่ศาสตราจารย์หลุยส์ย้ายให้ผมมาดูแลมาร์คัสกับเซอร์เรียสแบบกะทันหัน นั่นก็เพราะเจ้าพวกนี้ใกล้เข้าสู่ช่วงฤดูผสมพันธุ์แล้ว”
“…”
“ถ้าพูดตามตรงผมมองไม่เห็นความเชื่อมโยงเลยนะครับ เพราะผมไม่ใช่วาฬออร์ก้าและผมก็ไม่ใช่ตัวเมียด้วย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่าทำไมศาสตราจารย์หลุยส์ถึงต้องย้ายผมด้วย ทั้งที่ตอนที่ผมต้องดูแลเพนกวิน ผมก็ไม่เคยทำหน้าที่ของตัวเองบกพร่องเลยสักครั้ง”
หลังจากที่แคลร์พูดออกไปแบบนั้น ความเงียบก็เข้าปกคลุมระหว่างเขากับเยลอยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งนั่นก็อาจเป็นเพราะว่าตัวของอดีตเจ้าหน้าที่ของที่นี่ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงของศาสตราจารย์หลุยส์เหมือนกันก็เป็นได้
“เมื่อกี้นายพูดกับฉันว่าศาสตราจารย์หลุยส์บอกนายว่ามาร์คัสกับเซอร์เรียสต้องการให้นายไปดูแลพวกมันไม่ใช่เหรอ”
“…”
“เพราะงั้นเหตุผลก็คงตามนั้นแหละ” คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามกันบอกกลับมา
“แต่พวกมันจะสามารถนึกคิดได้ถึงขนาดนั้นเลยเหรอครับ” แคลร์ยิงคำถามใหม่กลับไปให้อีกฝ่าย จริงอยู่ที่วาฬเพชฌฆาตขึ้นชื่อเรื่องความเฉลียวฉลาด แต่เขาไม่คิดว่าพวกมันจะฉลาดถึงขั้นสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าจะให้ใครมาดูแลตัวเองได้แบบนี้
“ก็ไม่แน่หรอก นายอย่าลืมนะว่าพวกนั้นมันคลุกคลีอยู่กับมนุษย์ตั้งแต่ที่พวกมันยังเป็นเบบี๋ด้วยซ้ำ เพราะงั้นความฉลาดของมันเลยมีมากกว่าสัตว์ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ไม่นาน” เยลบอกกลับมา ขณะที่แคลร์เองก็ทำได้เพียงแค่พยักหน้ารับรู้กลับไปให้อีกฝ่ายเท่านั้น เมื่อเขาไม่รู้ว่าตนเองจะต้องพูดอะไรต่อดี
ในตอนแรกแคลร์นึกว่าการที่เขาได้มานั่งพูดคุยกับคนที่เคยมีประสบการณ์ทำงานกับสัตว์น้ำอันตรายอย่างเยลมาก่อน มันคงทำให้เขาได้รู้อะไรมากขึ้น แต่ดูเหมือนแคลร์จะคิดผิดไปเสียหน่อย เมื่อเยลดูเหมือนจะช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย นอกจากคอยพูดให้กำลังใจเท่านั้น เพราะช่วงที่แคลร์กำลังปรับตัวให้เข้ากับเจ้ามาร์คัสและเซอร์เรียส มันคงเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดแล้ว
แต่ถึงแม้มันจะดูไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งเยลและศาสตราจารย์หลุยส์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน นั่นก็คือแคลร์ต้องห้ามแสดงความหวาดกลัวต่อเจ้ามาร์คัสและเซอร์เรียสเด็ดขาด เขาต้องทำตัวใจดีสู้เสือเข้าไว้ เพราะเจ้าพวกนี้มันสามารถรับรู้ความกลัวของเขาได้
“เอ๊ะ… นั่นมันแมวน้ำตัวเมื่อเช้าหรือเปล่านะ” เวลาต่อมาหลังมันใกล้จะถึงเวลาที่แคลร์จะต้องให้อาหารเหล่าวาฬเพชฌฆาตอีกครั้งแล้ว เขาก็ต้องเอ่ยออกมาแบบนั้นอย่างงุนงง เมื่อในวินาทีที่แคลร์เดินมาหาสัตว์ที่อยู่ในความดูแลของเขา แคลร์ก็สัมผัสได้ถึงดวงตาคู่หนึ่งที่กำลังแอบมองเขาอยู่อย่างเงียบ ๆ
และพอเขากวาดสายตามองไปเห็นสายตาที่กำลังจ้องมองมาทางเขา แคลร์ก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย เมื่อสายตาที่กำลังจ้องมองเขาอยู่ในตอนนี้ มันคือสาวสวยพุงพลุ้ยจากแท็งก์ข้าง ๆ นั่นเอง
“มันโยนของเล่นชิ้นนั้นมาตกใส่แท็งก์นี้อีกแล้วเหรอ” เพราะคิดว่ามันคงจะเป็นแบบนั้นแน่ แคลร์จึงเดินเข้าไปหามัน เพื่อไปตรวจดูว่าของเล่นชิ้นเมื่อเช้านี้ยังอยู่ในแท็งก์ของมันหรือไม่
“อ้าว… ของเล่นชิ้นนั้นก็ยังอยู่นี่นา” เขาพูดขึ้นอีก หลังของเล่นเจ้าปัญหายังนอนแอ้งแม้งอยู่ในแท็งก์ของแมวน้ำ ซึ่งพอแคลร์เห็นแบบนั้น เขาจึงเตรียมจะหมุนตัวเดินกลับไปหาเจ้าเซอร์เรียสและมาร์คัสอีกครั้ง ทว่าในวินาทีเดียวกันสาวสวยพุงพลุ้ยก็ส่งเสียงร้องในลำคอใส่กัน คล้ายกับมันต้องการเรียกร้องความสนใจจากเขาเสียอย่างนั้น
“คนสวยอยากได้อะไรเหรอ?” เพราะแคลร์ไม่รู้ว่าสาวสวยแท็งก์ข้าง ๆ ต้องการอะไร นั่นจึงทำให้เขาต้องถามมันออกไปแบบนั้นพร้อมเอียงคอมองแมวน้ำตัวใหญ่อย่างไม่เข้าใจ และยังไม่ทันที่เขาจะได้หาคำตอบ เสียงแหลม ๆ ของมาร์คัสกับเซอร์เรียสที่เห็นเขาตั้งแต่ที่แคลร์ผลักประตูเข้ามาข้างในก็ดังขึ้นเสียก่อน ทำเอาแคลร์ต้องรีบยกมือขึ้นเพื่อปกป้องแก้วหูของตัวเองโดยพลัน
เอี๊ยดดดดดด~
“เอ่อ… ฉันต้องไปหาพวกนั้นแล้วล่ะ งั้นไว้พวกเราค่อยคุยกันใหม่นะสาวน้อย” เพราะดูเหมือนเจ้ามาร์คัสกับเซอร์เรียสจะไม่พอใจที่แคลร์แวะมาคุยกับแมวน้ำแท็งก์ข้าง ๆ แบบนี้ เพื่อไม่ให้สัตว์ทั้งสองตัวหงุดหงิดจนเขาทำงานลำบาก สุดท้ายแคลร์จึงจำเป็นต้องรีบเดินไปหาพวกมันอย่างเลี่ยงไม่ได้
