บทที่ 18 บท 12

“เดี๋ยวช่วงวันศุกร์หน้า จะมีการตรวจสุขภาพของมาร์คัสกับเซอร์เรียสนะ ยังไงนายก็อย่าลืมดูแลเรื่องนี้ด้วยก็แล้วกัน”

“ตรวจสุขภาพ…” เพียงแค่แคลร์ได้ยินแบบนั้น เขาที่เดินเข้ามาพบหัวหน้าที่ห้องทำงานของอีกฝ่ายก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่วินาทีต่อมาแคลร์จะถามกลับไป เมื่อเขาไม่ค่อยแน่ใจนักว่าตัวเองเข้าใจถูกหรือไม่

“หมายถึงผมจะต้องลงแท็งก์เจ้าพวกนั้นใช่ไหมครับ”

“ถามแปลก ๆ ก็ใช่น่ะสิ” หัวหน้าของแคลร์บอกกลับมาพร้อมจ้องหน้าแคลร์กลับเช่นกัน คล้ายกับเจ้าตัวเองก็งงเหมือนกันว่าทำไมแคลร์ถึงถามอะไรในเรื่องที่เขาควรรู้เอาไว้อยู่แล้ว

“ตอนตรวจสุขภาพเพนกวิน นายเคยทำยังไง รอบนี้นายก็ทำแบบนั้นแหละ” อีกฝ่ายพูดเพิ่มเติม โดยนั่นก็ทำให้แคลร์แสดงสีหน้าลำบากใจออกมาทันที เมื่อเขายังไม่พร้อมที่จะลงแท็งก์ที่มีเจ้ามาร์คัสกับเซอร์เรียสอยู่ในนั้นจริง ๆ ต่อให้ตอนนี้แคลร์จะไม่มีอาการตัวสั่นเทิ้มหรือผวายามที่เขาเดินเข้าไปหาพวกมันก็ตาม

“นายทำไม่ได้เหรอ” อีกฝ่ายที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเอ่ยถามแคลร์ เมื่อเจ้าตัวเห็นสีหน้าที่บ่งบอกว่าเขาค่อนข้างลำบากใจกับสิ่งนี้มากแค่ไหน

“ทำได้ครับ แต่ผมก็แค่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่สนิทกับพวกมันขนาดนั้น”

“…”

“แต่ยังไงเดี๋ยวก่อนที่จะถึงวัน ผมจะพยายามสร้างความคุ้นเคยกับพวกมันให้มากขึ้นก็แล้วกันครับ” พูดจบ แคลร์ก็ผงกหัวให้คนที่มีตำแหน่งสูงกว่าตนเองเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะหมุนตัวแล้วเดินออกมาจากห้องทำงานของหัวหน้าโดยพลัน เมื่อแคลร์คิดว่าเขาควรจะเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับศาสตราจารย์หลุยส์น่าจะดีกว่า เพราะนอกจากศาสตราจารย์หลุยส์จะมีอำนาจสูงสุดแล้ว เจ้าตัวยังรู้จักมาร์คัสกับเซอร์เรียสดีกว่าทุกคนในนี้อีกด้วย

ดังนั้นมันคงจะดีหากแคลร์ให้ศาสตราจารย์หลุยส์ช่วยประเมินความเสี่ยงให้

โดยหลังจากที่แคลร์คิดได้แบบนั้น เขาก็ไม่รอช้า แคลร์ที่ทำงานในส่วนของตัวเองเสร็จหมดแล้วรีบเดินตรงดิ่งไปยังห้องทำงานของศาสตราจารย์หลุยส์ทันที ซึ่งศาสตราจารย์หลุยส์ก็มักจะขลุกตัวอยู่ในห้องทำงานของตัวเองเกือบทุกวันอยู่แล้ว

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!นั่นคือเสียงเคาะประตูห้องโดยแคลร์ เมื่อเขาได้เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของศาสตราจารย์หลุยส์เรียบร้อยแล้ว

“ใคร” คนในห้องตะโกนถามออกมาโดยพลัน

“แคลร์ เมอร์ตันครับ” แคลร์ให้คำตอบกลับไป และหลังจากนั้นศาสตราจารย์หลุยส์ก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะส่งเสียงตอบโต้กลับมา

“เข้ามาได้” สิ้นเสียงอนุญาตของศาสตราจารย์หลุยส์ แคลร์ก็ไม่รอช้า เขารีบเปิดประตูเข้าไปหาอีกฝ่ายในห้องทำงานทันที เพื่อที่แคลร์จะได้พบว่าศาสตราจารย์หลุยส์กำลังยุ่งกับงานของเจ้าตัวมากเพียงใด

“นี่ผมเข้ามารบกวนการทำงานของคุณหรือเปล่าครับ” ทั้งที่แคลร์ก็เห็นอยู่เต็มสองตาแท้ ๆ ว่าเขาได้เข้ามารบกวนการทำงานของศาสตราจารย์หลุยส์ แต่เขาก็ยังเลือกที่จะถามออกไปแบบนั้นอยู่ดี

“นิดหน่อย แต่ก็ยังคุยได้อยู่” อีกฝ่ายที่กำลังเพ่งความสนใจให้กับงานตรงหน้าตัวเองตาไม่กะพริบให้คำตอบกลับมา และเป็นฝ่ายถามเขาบ้าง

“ว่าแต่นายมีเรื่องอะไร ทำไมถึงได้รีบเร่งมาหาฉันแบบนี้”

“เอ่อ ผมมีเรื่องที่ต้องการปรึกษาศาสตราจารย์หลุยส์ครับ” แคลร์เกริ่นขึ้นก่อน ขณะเดียวกันเขาก็ค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปหาศาสตราจารย์หลุยส์ที่โต๊ะทำงานของอีกฝ่าย เพื่อที่แคลร์จะได้ทิ้งตัวนั่งฝั่งตรงข้ามเจ้าของห้องทำงานแห่งนี้

“เรื่องอะไร” อีกฝ่ายที่ผละสายตาออกจากกองงานตรงหน้าตัวเองแล้วเงยหน้าขึ้นมาถามแคลร์

“หัวหน้าของผมบอกว่าช่วงวันศุกร์หน้า จะมีตารางตรวจสุขภาพของเจ้ามาร์คัสกับเซอร์เรียส”

“…”

“ผมอยากรู้ว่าถ้าผมลงแท็งก์ของมัน มันจะเป็นอันตรายต่อตัวผมหรือเปล่า” สิ้นเสียงพูดของแคลร์ ศาสตราจารย์หลุยส์ก็หยิบเอาปฏิทินตั้งโต๊ะที่อยู่ใกล้มือของเจ้าตัวมากที่สุดขึ้นมาดู คล้ายเจ้าตัวต้องการนับจำนวนวัน

“นายมีเวลาเตรียมตัวตั้งหกวันแน่ะ เพราะงั้นมันไม่อันตรายหรอก” ทันทีที่อีกฝ่ายนับจำนวนวันเสร็จ ศาสตราจารย์หลุยส์ก็ให้คำตอบกลับมาแบบที่เจ้าตัวไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคิดนานด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้น… แม้คนที่รู้จักนิสัยเจ้ามาร์คัสกับเซอร์เรียสดีที่สุดจะให้คำตอบกลับมาเช่นนั้นแล้ว แต่แคลร์ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี

ซึ่งนั่นก็อาจเป็นเพราะความฉลาดปนเจ้าเล่ห์ของพวกมันก็เป็นได้ มันถึงทำให้แคลร์ที่ไม่สามารถคาดเดาความคิดของพวกมันได้ เกิดอาการไม่สบายใจเช่นนี้ พวกมันไม่เหมือนกับเพนกวินที่แก๊งนั้นมักจะทำอะไรเดิม ๆ ซ้ำ ๆ อยู่เป็นประจำ และมีแค่วันนั้นนี่แหละที่มันพากันแหกคอกจนเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น

“นายไม่มั่นใจเหรอ” ศาสตราจารย์หลุยส์ที่เห็นสีหน้าอมทุกข์ของแคลร์ถามเขา

“นิดหน่อยครับ เพราะพวกมันชอบทำตัวแปลก ๆ” แคลร์ยอมรับกลับไปตามตรง จากนั้นเขาก็ถือโอกาสเล่าความแปลก ๆ ของเจ้ามาร์คัสและเซอร์เรียสให้คนตรงหน้าของเขาฟัง เผื่อว่าศาสตราจารย์หลุยส์จะสามารถอธิบายได้ว่าพวกมันทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร

“วันนี้ผมพยายามจะทำความคุ้นเคยกับพวกมัน แต่…”

“…”

“พวกมันกลับพยายามจะถอดกางเกงผมครับ ศาสตราจารย์หลุยส์สามารถอธิบายได้ไหมครับว่าพวกมันทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร” สิ้นเสียงพูดของแคลร์ ความเงียบก็เข้าปกคลุมทั้งห้องทำงานของศาสตราจารย์หลุยส์แทบจะทันที ก่อนที่วินาทีต่อมาศาสตราจารย์หลุยส์จะใช้มือข้างหนึ่งตบเข้าที่หน้าผากของตัวเองเบา ๆ ราวกับเจ้าตัวเหนื่อยใจกับสัตว์ที่อยู่ในความดูแลของตนเองเป็นอย่างมาก

“ไอ้พวกนี้นี่” ศาสตราจารย์หลุยส์พึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว ก่อนที่เจ้าตัวจะถามกลับมา “พวกมันทำแบบนั้นกับนายเหรอ”

“ใช่ครับ” แคลร์พยักหน้ายืนยันกลับไปให้อีกฝ่าย

“ยังไงฉันก็ขอโทษแทนพวกมันด้วย”

“…”

“บางทีพวกมันก็ชอบทำตัวเหมือนเด็ก ๆ น่ะ ชอบแกล้งพี่เลี้ยงตัวเอง ชอบทำให้เขากลัวหรือตื่นตกใจอยู่เรื่อย เพราะแบบนั้นไง พวกมันถึงได้กลายเป็นสัตว์ที่ถูกเปลี่ยนตัวพี่เลี้ยงบ่อยมากที่สุดในอควาเรียม” ศาสตราจารย์หลุยส์บอกแคลร์ และก็ไม่รู้ทำไมในจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังพูดเช่นนั้น แคลร์ถึงรู้สึกว่าน้ำเสียงของศาสตราจารย์หลุยส์กำลังแสดงออกว่าเจ้าตัวสงสารพวกวาฬเพชฌฆาตที่เป็นทั้งตัวร้ายและเป็นดั่งดาวเด่นของอควาเรียมแห่งนี้เป็นอย่างมาก

“ดูเหมือนศาสตราจารย์หลุยส์จะสงสารพวกมันนะครับ” เพราะเขารู้สึกแบบนั้นจริง ๆ แคลร์จึงพูดในสิ่งที่เขาคิดออกมา

“แน่นอนสิ”

“…”

“เผื่อนายจะยังไม่รู้…เหล่าวาฬเพชฌฆาตพวกนี้ตามธรรมชาติแล้ว พวกมันจะต้องอาศัยอยู่กับแม่จนถึงช่วงที่พวกมันต้องผสมพันธุ์ด้วยซ้ำ แต่เจ้าพวกนี้กลับขาดแม่ทั้งคู่ ถ้าเกิดมันไม่ได้มนุษย์เข้าไปช่วยเหลือ มันก็เป็นเรื่องยากที่เจ้าพวกนี้จะมีชีวิตรอดตามธรรมชาติของมัน” อีกฝ่ายเอ่ยเสียงจริงจัง และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นแคลร์ก็สัมผัสได้เลยว่าศาสตราจารย์หลุยส์รักสัตว์ที่อยู่ในความดูแลของเจ้าตัวมากเพียงใด

“แล้ว… ก่อนที่ผมจะลงแท็งก์ พาสัตวแพทย์ไปตรวจร่างกายของมัน ผมจำเป็นต้องเตรียมตัวอะไรไหมครับ” แคลร์ถามอีกฝ่าย เผื่อว่าศาสตราจารย์หลุยส์จะสามารถชี้แนะแนวทางให้แก่เขาได้

“ระหว่างนี้ถ้าเป็นไปได้นายพยายามไปเจอพวกมันบ่อย ๆ ให้เวลากับพวกมันหน่อย เพราะเวลาที่นายทำงานจริง ๆ พวกมันจะได้ไม่ต้องแตกตื่นและมีอาการเครียด”

นั่นคือสิ่งที่ศาสตราจารย์หลุยส์บอกแคลร์เป็นอย่างสุดท้าย ก่อนที่เขาจะเดินออกมาจากห้องทำงานของอีกฝ่าย หลังแคลร์ไม่อยากรบกวนการทำงานของศาสตราจารย์หลุยส์มากกว่านี้ อีกทั้งตัวเขาเองก็ไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องไปขอคำปรึกษาจากศาสตราจารย์หลุยส์แล้วด้วย

“เดี๋ยวนะ… ทำไมลูซี่ถึงได้ไปยืนด้อม ๆ มอง ๆ อยู่แถวแท็งก์พวกนั้นล่ะ” หลังแคลร์เดินออกมาจากห้องทำงานของศาสตราจารย์หลุยส์แล้ว ระหว่างที่เขากำลังเดินเท้าตั้งใจจะแวะไปดูเพนกวินเสียหน่อย เพราะเขาไม่ได้เจอพวกมันตั้งแต่เหตุการณ์ในคราวนั้น ทันใดนั้นแคลร์ก็ต้องเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว เมื่อแคลร์เพิ่งเห็นว่าลูซี่กำลังยืนด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ตรงขอบแท็งก์ของวาฬเพชฌฆาตที่อยู่ในความดูแลของเขาพอดี

ซึ่งพอแคลร์เห็นแบบนั้น เขาก็ไม่รอช้า เขารีบผลักประตูเข้าไปในพื้นที่ที่อนุญาตให้แค่เจ้าหน้าที่เดินเข้ามาในนี้เท่านั้น เพื่อที่เขาจะได้เดินไปหาเพื่อนร่วมงานของตัวเองโดยพลัน เมื่อแคลร์คิดว่าเธอน่าจะประสบปัญหาบางอย่าง

“มีอะไรหรือเปล่า?” ทันทีที่เขาเดินไปถึงตัวของลูซี่ แคลร์ก็รีบถามเธอทันที

“นายมาพอดีเลย ช่วยฉันหน่อยสิ… ฉันทำที่วัดความเค็มตกลงไปในแท็งก์พวกนี้น่ะ”

“ว—ว่าไงนะ” เพียงแค่แคลร์ได้ยินแบบนั้น เขาก็ถึงกับต้องเอ่ยออกมาด้วยอารมณ์ตกใจ หลังแคลร์มองเห็นความหายนะมาตั้งแต่ไกล

“ฉันสะเพร่าเองแหละ เพราะจู่ ๆ หนึ่งในสองตัวนนี้ก็ดันโผล่พรวดขึ้นมาจากน้ำเหมือนต้องการแกล้งกันเลย ฉันก็เลยมือไม้อ่อนทำของที่ถือติดมือมาด้วยตกลงไปในแท็งก์ของพวกมันน่ะ” ลูซี่เอ่ยเสียงเครียด วินาทีเดียวกันแคลร์ก็รู้สึกได้เลยว่าในอีกไม่ช้าเพื่อนของเขาจะต้องหลั่งน้ำตาออกมาแน่

“ไม่เป็นไร ๆ ไม่ต้องเครียดนะ เดี๋ยวฉันลงไปเอามาให้” เพื่อไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายมากกว่านี้ แคลร์จึงรีบบอกเพื่อนของเขาออกไปแบบนั้นพลางเลื่อนสายตาหันไปมองมาร์คัสกับเซอร์เรียสที่กำลังว่ายอยู่แถว ๆ ผิวน้ำ โดยพวกมันก็มีการส่ายปลายหางไปมาอย่างนึกอารมณ์ดี พร้อมมองมาทางเขาอยู่เป็นระยะ ราวกับพวกมันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าแคลร์จะทำยังไงต่อ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป