บทที่ 2 บท 1
“แคลร์”
“ครับ?”
“เดี๋ยวหลังจากที่นายเก็บของเสร็จแล้ว นายก็เดินไปที่ตู้วาฬเลยนะ เพราะศาสตราจารย์หลุยส์กำลังรอนายอยู่ที่นั่น”
“อ๋อ ได้ครับ” ตอนเช้าของวันต่อมาในวันที่แคลร์ไม่อยากทำงานมากที่สุด ระหว่างที่เขากำลังยืนเก็บของอยู่ที่ล็อกเกอร์ของตัวเองด้วยความอ้อยอิ่ง แคลร์ก็ต้องหันหน้าไปมองเพื่อนร่วมงานของเขาเล็กน้อย หลังอีกฝ่ายเดินเข้ามาแจ้งเรื่องสำคัญ
“ทำไมวันนี้หน้าตาของนายถึงดูไม่ค่อยสดชื่นเลยแฮะ นี่นายคงเครียดมากสินะ” วินาทีที่ทั้งสองสบตากัน อีกฝ่ายก็เอ่ยออกมาแบบนั้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง ซึ่งนั่นก็อาจเป็นเพราะแคลร์มีอาการนอนไม่หลับตั้งแต่เมื่อคืนนี้ก็เป็นได้ สภาพของเขาในตอนนี้มันถึงทำให้อีกฝ่ายรู้ได้ทันทีว่าเขาเครียดเรื่องงานมากแค่ไหน
“นิดหน่อยครับ เพราะผมไม่รู้ว่าตัวเองต้องรับมือกับเจ้าสองตัวนั้นยังไงดี” แคลร์ยอมรับกลับไปตามตรง เพราะเจ้าหน้าที่ในอควาเรียมแห่งนี้ต่างก็รู้กันดีว่ามาร์คัสกับเซอร์เรียสที่เป็นวาฬเพชฌฆาตทั้งสองตัวนี้มีนิสัยยังไง
ต่อให้มันจะเป็นดาวเด่นของอควาเรียม ดูน่ารักและดูจะรักเด็กเหมือนอย่างซีแอต ปลากระเบนน้ำเค็มรุ่นพี่ที่ลาพักร้อนขอไปพักผ่อนอยู่อย่างเงียบ ๆ ชั่วคราวก็เถอะ แต่เจ้าหน้าที่ในอควาเรียมด้วยกันต่างก็รู้ดีว่าพวกมันไม่ได้น่ารักอย่างที่พวกมันพยายามแสดงออกขนาดนั้น
“เฮ้อ ฉันหวังว่าหลังจากที่พวกมันได้ทำความรู้จักกับนายแล้ว พวกมันจะเป็นมิตรและเข้ากับนายได้นะ”
อีกฝ่ายที่เห็นความกังวลของแคลร์อวยพรให้กันพร้อมยื่นมือมาตบไหล่ของแคลร์เบา ๆ เชิงให้กำลังใจเขา ทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากกว่านั้น หลังจากที่เพื่อนร่วมงานของแคลร์เดินจากไปแล้ว แคลร์ก็ยืนอยู่ตรงหน้าตู้ล็อกเกอร์เพียงลำพังอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเขาจำเป็นต้องรวบรวมสมาธิและตั้งสติ หลังแคลร์ไม่อาจรู้ได้เลยว่าตลอดทั้งวันนี้เขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
“ขอให้วันนี้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี” แคลร์กล่าวอวยพรให้ตัวเองพร้อมสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อตั้งสติ จากนั้นเขาถึงค่อยเดินออกไปจากบริเวณหน้าล็อกเกอร์ เพื่อไปหาศาสตราจารย์หลุยส์ที่เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และเป็นผู้ก่อตั้งอควาเรียมขนาดใหญ่แห่งนี้
“นายมาช้ากว่าที่ฉันคิดอีกนะ”
“ขอโทษครับ พอดีผมกำลังง่วนอยู่กับการเก็บของใส่ล็อกเกอร์น่ะ” เวลาต่อมาหลังจากที่แคลร์เดินมาถึงตู้ขนาดใหญ่ที่มีวาฬเพชฌฆาตกำลังแหวกว่ายโชว์ความสวยงามของมันอยู่ใต้น้ำ เขาก็กล่าวขอโทษต่อศาสตราจารย์หลุยส์ไปด้วย เมื่ออีกฝ่ายเหมือนจะตำหนิเขา
“ฉันก็นึกว่ามันเป็นเพราะนายไม่อยากมาที่นี่เสียอีก”
“ม—ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ..” แคลร์อ้าปากเตรียมที่จะปฏิเสธกลับไป ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรมากกว่านั้น ศาสตราจารย์หลุยส์ก็โบกมือปัดกลับมาให้กันเสียก่อน คล้ายกับเจ้าตัวไม่อยากฟังคำแก้ตัวของแคลร์
“ช่างมัน เรื่องนั้นมันไม่สำคัญหรอก เพราะยังไงตอนนี้นายก็อยู่ที่นี่แล้ว” อีกฝ่ายบอกกลับมา และหลังจากที่แคลร์ได้ยินแบบนั้นเขาก็เลือกที่จะเงียบแทน
“นายแปลกใจหรือเปล่าว่าทำไมหวยมันถึงได้มาลงที่นายจนได้ ทั้งที่ในอควาเรียมแห่งนี้มีเจ้าหน้าที่เกินร้อยคน” ศาสตราจารย์หลุยส์ที่กำลังยืนมองสัตว์เลี้ยงของตัวเองอยู่ข้าง ๆ แคลร์ถามกัน คล้ายกับเจ้าตัวต้องการรู้ความคิดของเขา
“นิดหน่อยครับ” แคลร์ยอมรับกลับไปตามตรงพร้อมพูดเพิ่มเติม “แต่ผมคิดว่าศาสตราจารย์คงมีเหตุผล”
“แน่นอน ทุกการตัดสินใจของฉันมีเหตุผลเสมอ” อีกฝ่ายเอ่ยกลับมา นาทีเดียวกันบนใบหน้าของศาสตราจารย์หลุยส์ก็มีรอยยิ้มแต่งแต้มจาง ๆ คล้ายกับเจ้าตัวพอใจในคำตอบของแคลร์ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นมันก็ทำให้แคลร์รู้สึกใจชื้นอยู่ไม่น้อย ต่อให้สิ่งเหล่านั้นมันจะไม่สามารถเปลี่ยนความจริงที่ว่าเขาถูกมอบหมายให้มาดูแลเจ้าวาฬตัวป่วนทั้งสองตัวที่กำลังว่ายวนรอบ ๆ เขาในตอนนี้ก็ตาม
“เอาล่ะ แล้วนายอยากฟังเหตุผลของฉันหรือเปล่า” ศาสตราจารย์หลุยส์ถามกลับมา
“แน่นอนครับ ถ้าคุณกรุณา”
“พวกมันเลือกนาย”
“ครับ?”
“ตอนนี้นายอาจจะไม่เชื่อฉัน แต่นั่นคือความจริง… พวกมันเลือกนาย”
“…”
“ฉันไม่รู้ว่านายไปทำอีท่าไหนพวกมันถึงสนใจนาย แต่บางทีมันอาจจะเป็นเพราะว่ามาร์คัสกับเซอร์เรียสเห็นนายดูแลพวกเพนกวินเป็นอย่างดีก็เป็นได้” ระหว่างที่ปากของศาสตราจารย์หลุยส์กำลังพูด อีกฝ่ายก็ชำเลืองสายตามองไปยังตู้กระจกฝั่งตรงข้ามกัน หลังตอนนี้เจ้านกพุงพลุ้ยทั้งหลายกำลังยืนเรียงหน้ากระดานและเกาะหน้ากระจกมองมายังแคลร์เป็นสายตาเดียว ราวกับพวกมันกำลังบอกกันว่าเขาอยู่ผิดตู้อย่างไรอย่างนั้น
“บางทีมาร์คัสกับเซอร์เรียสอาจจะตามหาเจ้าหน้าที่สักคนที่ใส่ใจพวกมัน และก็ไม่กลัวพวกมันด้วย” ศาสตราจารย์หลุยส์เอ่ย
“แต่นั่นเป็นเรื่องยากมากนะครับ ต่อให้พวกมันจะถูกเลี้ยงดูโดยมนุษย์ตั้งแต่เด็กก็เถอะ แต่ไม่ว่ายังไงพวกนี้มันก็เป็นนักล่าอยู่ดี และทุกวันนี้สัญชาตญาณตามธรรมชาติของพวกมันก็เริ่มชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วด้วย” แคลร์พูดตามที่คิด “และผมก็เหมือนกับคนอื่น ๆ”
“…”
“ผมกลัวพวกมันครับ”
สิ้นเสียงพูดของแคลร์ ความเงียบก็เข้าปกคลุมระหว่างเขากับศาสตราจารย์หลุยส์อยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งก็อาจเป็นเพราะว่าแคลร์ที่เคยทำตามหน้าที่ของตัวเองอย่างเชื่อฟังมาโดยตลอดกำลังแสดงท่าทีต่อต้านศาสตราจารย์หลุยส์ก็เป็นได้ อีกฝ่ายที่ไม่เคยเจอความดื้อรั้นของเขาจึงค่อนข้างตกใจในสิ่งนี้
“ฉันก็พอจะเข้าใจได้ เพราะพวกมันฉลาดเกินไป” นานเกือบนาทีกว่าที่ศาสตราจารย์หลุยส์จะพูดอะไรออกมา โดยอีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดเปล่า แต่ยังมีการย่อตัวลงเล็กน้อยแล้วยื่นมือออกไป เพื่อให้มาร์คัสกระโดดขึ้นจากผืนน้ำแล้วให้มันเอาหัวมาแตะที่มือของเจ้าตัวเบา ๆ ราวกับมันเป็นลูกหมา
“ฉันจะบอกความลับของพวกมันให้หนึ่งข้อ ไม่สิ… สองข้อดีกว่า” ศาสตราจารย์หลุยส์เอ่ยและเงียบไปอีกครั้ง คล้ายกับเจ้าตัวกำลังคิดหนักว่าควรบอกความลับของพวกมันให้แคลร์รับรู้ดีหรือไม่
“ข้อแรก… ถ้านายอยากคุมพวกมันอยู่ นายต้องห้ามแสดงออกว่านายกลัวพวกมันเด็ดขาด เพราะพวกมันจะพยายามข่มนายทันที”
“…”
“ข้อสอง… ห้ามให้พวกมันเห็นน้ำตาของนาย เพราะยิ่งพวกมันเห็นว่าผู้ดูแลร้องไห้ มันจะยิ่งชอบใจและแกล้งแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ” ศาสตราจารย์หลุยส์เอ่ยเสียงจริงจัง ทว่าในวินาทีเดียวกันแคลร์ก็ต้องเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยอารมณ์ตกใจ เมื่อจู่ ๆ เซอร์เรียสก็โผล่พรวดขึ้นมาจากใต้น้ำพร้อมอ้าปากกว้างโชว์ฟันแหลมคมให้แคลร์ดู
