บทที่ 22 บท 14.2
พอเขาคิดได้แบบนั้นแคลร์ก็ไม่รอช้า เขาค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินผ่านแท็งก์ของมันด้วยท่าทีที่นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาพยายามไม่หันสายตามองไปยังพวกมัน ดวงตากลมโตของแคลร์จ้องไปยังเส้นทางตรงหน้าของตนเองเพียงอย่างเดียว
แต่ถึงแม้เขาจะพยายามไม่สนใจพวกมันมากแค่ไหนก็ตาม แต่แคลร์ก็สัมผัสได้ถึงสายตาของพวกมันที่กำลังจ้องมองมาทางเขาอย่างเปิดเผยอยู่ดี
“น่ากลัวชะมัด” แคลร์เอ่ย เมื่อเขามักจะรู้สึกเหมือนตัวเองถูกคุกคามจากพวกมันเสมอ ทั้งที่เจ้ามาร์คัสกับเซอร์เรียสก็แค่จ้องมองกันตามประสาสัตว์เท่านั้น
ต่อมาหลังจากที่แคลร์สามารถเดินผ่านแท็งก์วาฬเพชฌฆาตมาได้แล้ว เขาก็รีบเร่งฝีเท้าเดินไปหาลูกสมุนตัวจ้อยของตัวเองทันที ซึ่งในตอนแรกหลังจากที่เกิดเหตุการณ์กระจกแตกขึ้น แคลร์ก็กลัวเหลือเกินว่าเขาจะถูกสั่งห้ามไม่ให้ไปเจอเหล่านกอ้วนที่เคยอยู่ในความดูแลของตัวเองอีก
ทว่าสิ่งที่เขากลัวมันกลับไม่ได้เกิดขึ้น หัวหน้าไม่ได้สั่งห้ามเขา ศาสตราจารย์หลุยส์เองก็เช่นกัน นั่นจึงทำให้เขายังคงสามารถเข้าออกห้องของเพนกวินได้ ต่อให้เขาจะไม่ได้มีบทบาทหรือหน้าที่อะไรในนั้นแล้วก็ตาม
“ใจเย็น ๆ ก่อนสิ” ทันทีที่แคลร์สวมใส่ชุดคลุมและจัดการแต่งกายเปลี่ยนไปใส่รองเท้าบูทตามกฎของอควาเรียมเรียบร้อยแล้ว ในวินาทีที่เขาเดินเข้าไปในห้องเพนกวิน ความวุ่นวายก็แทบจะเกิดขึ้นในทันที เมื่อเจ้านกอ้วนต่างวิ่งกรูมาหาแคลร์ หลังเขากับพวกมันไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์หนีตายขึ้น
แอ้ก ๆ~ อั้ก แอ้กกก
“พูดช้า ๆ สิ ฉันฟังไม่รู้เรื่องนะ” แคลร์บอกพวกมันพร้อมหลุดเสียงหัวเราะออกมาด้วย เมื่อเหล่านกอ้วนทั้งหลายต่างส่งเสียงใส่แคลร์ราวกับพวกมันมีเรื่องมากมายที่ต้องการจะสนทนากับเขา
“อะไรนะ… วันนี้ยังไม่มีใครเข้ามาทำความสะอาดเหรอ” แคลร์ทำทีเข้าใจคำพูดของพวกมัน เมื่อมีนกเพนกวินตัวหนึ่งได้เดินไปยืนอยู่ตรงจุดที่มีของเสียของพวกมันกองเอาไว้อยู่ จากนั้นมันก็ส่งเสียงร้องออกมาดัง ๆ เหมือนต้องการฟ้องแคลร์อย่างไรอย่างนั้น
“โอเค ๆ เดี๋ยวฉันจัดการให้นะ” เพราะคิดว่าเจ้านกพวกนี้คงโวยวายเรื่องนี้ แคลร์จึงเอ่ยออกมาเช่นนั้น นาทีเดียวกันบนใบหน้าของเขาก็มีรอยยิ้มจาง ๆ แต่งแต้มอยู่ ก่อนที่วินาทีต่อมาแคลร์จะเดินไปหยิบเอาสายยางและไม้กวาดพื้นมาจัดการทำความสะอาดให้พวกมัน เมื่องานพวกนี้มันไม่ใช่งานที่ยากเกินไปและเขาก็ทำสิ่งนี้จนชินแล้ว
ซึ่งพอเขาหยิบอุปกรณ์ทำความสะอาดมาได้แล้ว แคลร์ก็ไม่รอช้า เขาจัดการขัดพื้นซีเมนต์ที่มีคราบต่าง ๆ เปื้อนเต็มไปหมดอย่างขยันขันแข็ง โดยตลอดทั้งการทำความสะอาดที่อยู่อาศัยของเหล่าสัตว์ที่เคยอยู่ในความดูแลของตนเอง เหล่าเพนกวินตัวอ้วนทั้งหมดก็คอยมายืนสังเกตการณ์เขาอย่างใกล้ชิด ราวกับพวกมันเป็นเจ้านายของเขา
หลังจากที่แคลร์ออกแรงและเสียเวลาง่วนอยู่กับการทำความสะอาดที่อยู่ให้พวกมันพักใหญ่ ในที่สุดมันก็ถึงเวลาที่แคลร์จะได้ทักทายและเล่นกับลูกกระจ๊อกของตัวเองเสียที โดยจุดประสงค์ที่ทำให้แคลร์ต้องมาที่นี่ นั่นก็ไม่ได้เป็นเพราะเขาคิดถึงพวกมันเพียงอย่างเดียว แต่แคลร์ยังมีจุดประสงค์อื่นด้วย
“ตัวนี้เป็นยังไงบ้าง ตอนนั้นเจ็บหรือเปล่า” หลังแคลร์เสียเวลายืนมองหาเพนกวินตัวที่เขาต้องการเจอตัวมากที่สุดอยู่พักใหญ่ และในที่สุดเขาก็เจอมันเสียที เขาก็รีบเดินเข้าไปหามันแล้วอุ้มมันขึ้นจากพื้นเพื่อดูเท้าของมันทันที เมื่อเขาจำได้ว่าตอนนั้นที่มาร์คัสกับเซอร์เรียสพยายามจะพังแท็งก์ออกมา เจ้าเพนกวินที่กำลังวิ่งหนีตายดันเดินไปเหยียบเศษกระจกเข้าพอดี
แอ้ก ๆ~ แอ้กกก มันพยายามส่งเสียงโต้ตอบแคลร์ ระหว่างที่เขากำลังใช้มือยกปลายเท้าเล็ก ๆ ของมันขึ้นมาเพื่อมองหาบาดแผล
“แกไม่ได้บาดเจ็บใช่ไหม?” เขาถามมัน
แอ้ก ๆ~
“ไหน ลองเดินให้ฉันดูหน่อยซิ” แคลร์บอกมันพลางวางร่างมันไว้ที่พื้นเช่นเดิม ตั้งใจจะตรวจสอบว่ามันเดินผิดปกติหรือไม่ เพราะถ้าหากมันผิดปกติบางทีแคลร์อาจจะต้องแจ้งสัตวแพทย์ให้ช่วยมาตรวจดูอาการมันอีกที
“โอเค แกยังปกติดีอยู่สินะ” เพราะเขาเห็นว่าเจ้าเพนกวินตัวที่ว่ายังคงเดินปกติเหมือนไม่ได้มีอะไรทิ่มแทงเท้าของมัน เขาจึงเอ่ยออกมาแบบนั้นด้วยความโล่งอก ก่อนจะย่อตัวลงไปจุ๊บที่หัวของมันเบา ๆ เมื่อเขาต้องการมอบความรักให้แก่มัน ถือเสียว่าเป็นรางวัลที่มันยอมเดินย่ำไปมาเพื่อให้แคลร์ตรวจสอบอาการ
ทว่าการกระทำเหล่านั้นของเขา มันกลับเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างผิดมหันต์
“อะไรเนี่ย พวกแกจะเอาแบบนี้เลยเหรอ” หลังจากที่แคลร์จุ๊บหัวเพนกวินตรงหน้า ตัวที่หนึ่งและสองที่เห็นภาพนั้นก็รีบเดินตีปีกเข้ามาหาแคลร์ พร้อมกะพริบตาปริบ ๆ เหมือนพวกมันเองก็ต้องการจุ๊บจากเขาเช่นกัน
ซึ่งแคลร์ก็ได้จุ๊บหัวพวกมันทั้งสองตัวอย่างไม่คิดอะไร แต่แทนที่ทุกอย่างจะจบลงแค่เท่านั้น นกเพนกวินตัวที่สามและสี่รวมไปถึงห้าก็เริ่มต่อแถวกันเข้ามา ทำเอาแคลร์ต้องโวยวายออกมาแทน เมื่อดูเหมือนเขาจะต้องจุ๊บหัวพวกมันที่มีอยู่เกือบสี่สิบชีวิตเป็นแน่
“ไม่ได้นะ ฉันจุ๊บพวกแกทั้งหมดไม่ได้” แคลร์บอกพวกมันเสียงจริงจัง หลังเขาคิดว่าหากเขาทำแบบนั้น ริมฝีปากของเขาคงจะกลายเป็นอย่างอื่นเสียก่อน
โดยหลังจากที่แคลร์บอกพวกมันแบบนั้น ลูกสมุนตัวจ้อยของแคลร์ที่ยืนเข้าแถวรอให้แคลร์จุ๊บหัวเหมือนกับตัวก่อนหน้านี้ก็ส่งเสียงร้องโวยวายออกมาอย่างไม่เข้าใจ ซึ่งเสียงของพวกมันทั้งหมดก็ได้เรียกร้องความสนใจจากเหล่านักท่องเที่ยวที่แวะมาเที่ยวชมอควาเรียมแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี ทำเอาแคลร์ต้องรีบเดินออกมาจากตรงนั้น เนื่องจากเขาไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของนักท่องเที่ยว
