บทที่ 28 บท 17.2
นายถามทำไม” ทว่าแทนที่ศาสตราจารย์หลุยส์จะให้คำตอบแก่เขาอย่างตรงไปตรงมา เจ้าตัวกลับเป็นฝ่ายถามกลับมาเสียอย่างนั้น
“ผมก็แค่อยากรู้ว่าศาสตราจารย์หลุยส์คิดจะทำอะไรกับพวกมัน”
“…”
“คุณคงไม่ได้ทำโทษหรือทำอะไรที่โหดร้ายกับพวกมันใช่ไหมครับ” เขาถามในสิ่งที่กลัวที่สุดออกมา ต่อให้ก่อนหน้านี้หัวหน้าของแคลร์จะบอกกันแล้วก็ตามว่าศาสตราจารย์หลุยส์ไม่ได้ปลิดชีพพวกมัน
“มันไม่ได้เข้าข่ายอะไรแบบนั้นหรอก ฉันก็แค่ให้พวกมันไปสงบสติอารมณ์น่ะ” ศาสตราจารย์หลุยส์บอกแคลร์ จากนั้นเจ้าตัวก็ได้อธิบายเพิ่มเติม เพื่อที่แคลร์จะได้ไม่ต้องคิดมาก
“พวกมันยังมีชีวิตอยู่ ยังพากันอยู่ดีกินดีเหมือนเดิม แต่ฉันก็แค่ไม่ให้พวกมันได้เจอนายก็เท่านั้น”
“ครับ?”
“อันที่จริงมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าอายสำหรับฉันอยู่นะ ที่สัตว์ในความดูแลของตัวเองจ้องจะผสมพันธุ์นายน่ะ” สิ้นเสียงของศาสตราจารย์หลุยส์ ความเงียบก็เข้าปกคลุมทั้งห้องทำงานของอีกฝ่ายทันที เมื่อแคลร์เองก็ค่อนข้างตกใจอยู่พอสมควรที่จู่ ๆ อีกฝ่ายก็พูดเช่นนี้
“อาจเป็นเพราะว่าพวกมันทั้งคู่ต้องการวาฬตัวเมียครับ อย่างที่ผมเคยบอกศาสตราจารย์… ถ้าเกิดที่นี่มีวาฬออร์ก้าเพศเมียสักตัวสองตัว พวกมันก็คงไม่มีพฤติกรรมแบบนี้” แคลร์ยังคงยืนกรานความคิดของตัวเองเช่นเดิม
“นั่นมันก็เป็นแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้นแหละ”
“…”
“เพราะพวกมันจ้องจะผสมพันธุ์กับนาย ไม่ใช่ออร์ก้าตัวเมีย” ศาสตราจารย์หลุยส์บอกเขา และในวินาทีเดียวกันแคลร์ก็ย่นคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย เมื่อเขาไม่เคยได้ยินพฤติกรรมที่สัตว์อยากผสมพันธุ์กับมนุษย์แบบนี้มาก่อน
อันที่จริงนี่น่าจะเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำที่เขาได้ยินอะไรแบบนี้
“หรือพวกมันคิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์อย่างเรา ๆ ครับ?” แคลร์ตั้งข้อสันนิษฐานขึ้นมา เมื่อเขาคิดว่าสิ่งนี้มันมีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากเจ้ามาร์คัสกับเซอร์เรียสถูกเลี้ยงดูโดยมนุษย์ตั้งแต่ยังเด็ก มันเลยมีความเป็นไปได้ที่พวกมันจะเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์
“ถ้านายคิดจะพูดเรื่องนี้กับฉันจริง ๆ มันจะยาวนะ” ศาสตราจารย์หลุยส์ที่ได้ยินข้อสันนิษฐานของแคลร์เอ่ยออกมาเช่นนั้น พลางใช้มือข้างหนึ่งเกาที่ข้างขมับของตัวเองไปด้วย จากนั้นเจ้าตัวก็พูดไล่แคลร์ทางอ้อม คล้ายกับทั้งสองไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องมานั่งสนทนากันแล้ว
“เอาเป็นว่าตอนนี้เราสองคนเคลียร์กันแล้วนะ เจ้ามาร์คัสกับเซอร์เรียสพวกมันยังคงสบายดี ฉันไม่ได้ทำอะไรพวกมัน แต่ก็แค่พยายามกันมันออกจากนายก็เท่านั้น”
“…”
“ส่วนวันนี้นายกลับไปดูแลเหล่าเพนกวินของนายเถอะ ฉันหวังว่านายจะมีความสุขที่ได้กลับไปทำงานกับพวกมันอีกครั้ง” สิ้นเสียงพูดของศาสตราจารย์หลุยส์ อีกฝ่ายก็หยิบเอาแฟ้มเอกสารที่อยู่ใกล้มือเจ้าตัวมากที่สุดขึ้นมาเปิดเหมือนอีกฝ่ายไม่ต้องการที่จะสนทนากับแคลร์อีกต่อไป และเพราะแบบนั้นแคลร์จึงจำเป็นต้องลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกมาจากห้องทำงานของศาสตราจารย์หลุยส์อย่างไม่มีทางเลือก
“แปลกจังแฮะ ทำไมศาสตราจารย์หลุยส์ถึงดูไม่ค่อยอยากคุยเรื่องเจ้าพวกนั้นขนาดนี้” หลังจากที่แคลร์เดินออกมาจากห้องทำงานของอีกฝ่ายและจัดการปิดประตูห้องให้ศาสตราจารย์หลุยส์เรียบร้อยแล้ว เขาก็เอ่ยออกมาเช่นนั้น เมื่อเขารู้สึกว่าศาสตราจารย์หลุยส์มักจะพูดตัดบทเสมอ เวลาที่แคลร์นำเรื่องมาร์คัสกับเซอร์เรียสไปคุยกับอีกฝ่าย
“เฮ้อ… งั้นเราก็ช่างมันแล้วกัน คิดไปก็หนักหัวตัวเองเปล่า ๆ” เพราะต่อให้เขาพยายามเป็นคนช่างสังเกต มันก็คงไม่ได้ทำให้ตัวเองได้รับความกระจ่างขึ้น สุดท้ายแคลร์จึงเลือกที่จะสลัดความคิดเหล่านั้นออกไป และเตรียมจะเดินเท้าไปหาเพนกวินที่รอเจอเขาอยู่แทน
แต่เนื่องจากทางเดินไปยังห้องของเพนกวิน แคลร์จะต้องเดินผ่านแท็งก์ของเจ้ามาร์คัสกับเซอร์เรียสอยู่แล้ว นั่นจึงทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะหันไปมองแท็งก์ของพวกมันที่ตอนนี้เหลือแต่น้ำเปล่า ๆ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ในนั้นเลย
“พอไม่มีพวกมันอยู่ในแท็งก์ มันก็แอบโหวง ๆ อยู่นะเนี่ย” แคลร์ที่เดินมาหยุดปลายเท้าของตัวเองอยู่ที่หน้าแท็งก์ของวาฬเพชฌฆาตเอ่ยออกมาเช่นนั้น เมื่อการที่ไม่มีพวกมันอยู่ในนั้นมันดูแปลกตามากจริง ๆ ต่อให้ตอนที่พวกมันอยู่ในแท็งก์ มันจะไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสบายใจก็ตาม
แคลร์เสียเวลายืนจ้องมองแท็งก์ร้างอย่างใช้ความคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่เขาจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรงแล้วก้าวเท้าเดินต่อไป เพื่อไปหาเพนกวินที่น่าจะตีปีกไปมาด้วยความดีใจ เมื่อพวกมันได้เจอกับเขาอีกครั้ง
แอ้ก ๆ ~
“ใจเย็น ๆ นะเด็ก ๆ พวกแกอย่าเพิ่งรีบสิ”
เวลาต่อมาหลังจากที่แคลร์เดินทางมาถึงห้องของเพนกวินพร้อมกับถังอาหารของพวกมันที่ด้านในเต็มไปด้วยปลาแช่แข็ง ความโกลาหลก็แทบจะเกิดขึ้นทันที เมื่อเจ้าเพนกวินหลายสิบชีวิตต่างพร้อมใจวิ่งกรูเข้ามาหาเขา ซึ่งแคลร์ก็ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าที่พวกมันเดินมาหากันแบบนี้ มันเป็นเพราะพวกมันดีใจที่ได้เจอเขาหรือเป็นเพราะมันเห็นว่าแคลร์ถือถังอาหารของพวกมันเข้ามาในนี้กันแน่
“เดี๋ยวก่อนสิ พวกแกต้องต่อแถวนะ ไม่งั้นฉันไม่ให้นะ” เขาบอกพวกมันเสียงดุ หลังมีเจ้านกอ้วนตัวหนึ่งพยายามกระโดดโหยงเหยงไปมาเพื่อขออาหารจากแคลร์
โดยเขาก็ไม่ได้บอกพวกมันเพียงแค่อย่างเดียว แต่แคลร์ยังรีบเดินไปลากอุปกรณ์ให้อาหารของพวกมันออกมาใช้งานอีกด้วย ซึ่งอุปกรณ์ที่ว่านั้น มันก็คือรางอะลูมิเนียมที่ยาวประมาณเมตรครึ่งและมีล้อเลื่อนสะดวกต่อการเคลื่อนย้าย เพื่อให้เหล่านกเพนกวินทั้งหลายต่อแถวเรียงกันขึ้นมาข้างบนนี้ แล้วมารับอาหารจากแคลร์ที่จะเป็นปลาคนละตัว โดยพวกมันก็จะต้องต่อแถววนกันแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าพวกมันทั้งหมดจะอิ่มจนพุงกาง
แปล้ง ๆๆ
“เอาล่ะ… ทุกตัวต่อแถวกันมาเอาอาหารน้า เรียงแถวกันมาได้เลย” เขาบอกพวกมันพร้อมใช้ถังเคาะที่รางอะลูมิเนียมเบา ๆ ตั้งใจจะให้มันเกิดเสียงดัง เพื่อส่งสัญญาณให้พวกมันต่อแถวขึ้นรางแล้วมารับอาหารจากเขา ไม่ใช่มากระโดดโหยงเหยงไปมาแล้วทำหน้าอ้อนขออาหารเช่นนี้
และเพราะพวกมันมีจำนวนสมาชิกที่ค่อนข้างเยอะมากกว่าสัตว์ตัวอื่น ๆ ที่อยู่ในอควาเรียมเดียวกัน นั่นจึงทำให้แคลร์ต้องพยายามจัดระเบียบของพวกมันมากเป็นพิเศษ โดยเจ้าเพนกวินพวกนี้ก็จะรู้จักการต่อแถวที่ถูกสอนโดยเขามาตั้งแต่ที่พวกมันยังเป็นเบบี๋ด้วยซ้ำ
