บทที่ 29 บท 18.1
หลังจากที่แคลร์ทำการให้อาหารเหล่านกเพนกวินจนพวกมันเริ่มอิ่มและไม่มีความกระตือรือร้นที่อยากจะมาขออาหารจากเขาแล้ว เวลาต่อมาแคลร์ก็ได้ปล่อยให้พวกมันได้พักผ่อนกันตามอัธยาศัย ขณะที่เขาก็เดินไปหยิบอุปกรณ์ทำความสะอาดมาจัดการขัดถูพื้นให้พวกมันตามหน้าที่ของเขาที่ต้องทำแบบนี้ทุกวันอยู่แล้ว ซึ่งระหว่างนั้นมันก็จะมีเพนกวินบางตัวที่พยายามเดินตามหลังแคลร์ ราวกับลูกเป็ดที่ต้องการจะมีส่วนร่วมทุกกิจกรรมของเขา
ทำเอาแคลร์ที่เห็นแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะจินตนาการภาพที่ว่าหากพวกมันมีมือเหมือนอย่างมนุษย์ เห็นทีเขาคงจะได้เห็นภาพที่ฝูงเพนกวินลุกฮือขึ้นมาช่วยเขาทำความสะอาดที่อยู่ของมันเป็นแน่
“แกก็กระโดดลงสระไปสิ เดี๋ยวฉันก็เผลอเดินเหยียบพวกแกหรอก” แคลร์ที่กำลังง่วนอยู่กับการขัดพื้นให้พวกมันหันหน้ากลับไปบอกเจ้าเพนกวินตัวหนึ่ง เมื่อมันพยายามเดินเข้ามาใกล้เขามากเกินไป โดยเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงอยากเข้ามาใกล้ชิดเขาขนาดนี้
แอ้ก ๆๆ ~
“อะไรอีกล่ะ” เพราะแทนที่มันจะยอมหลีกทางให้แคลร์เหมือนอย่างทุกครั้ง เจ้านกอ้วนมันกลับพยายามกระพือปีกออกแล้วส่งเสียงร้องใส่กันเหมือนต้องการเรียกร้องความสนใจจากเขา แคลร์ที่คิดว่าเจ้านกตัวนี้คงมีปัญหาอะไรสักอย่างและอยากจะมาฟ้องกันจึงเอ่ยถามมันออกไป
แอ้ก ๆๆ ~
“จะเรียกฉันไปดูอะไรงั้นเหรอ” เนื่องจากเท่าที่สังเกต ดูเหมือนมันต้องการจะมาตามแคลร์ให้เดินไปดูบางอย่าง นั่นจึงทำให้แคลร์ต้องเอ่ยออกไปเช่นนั้น ก่อนที่เขาจะลองเป็นฝ่ายเดินตามมันบ้าง
ซึ่งพอเจ้าเพนกวินเห็นว่าแคลร์ยอมเดินตามมันมาแล้ว พวกมันก็รีบเดินอุ้ยอ้ายนำแคลร์ไปยังสิ่ง ๆ หนึ่งที่มันตกอยู่ตรงมุมห้องทันที โดยเจ้าสิ่ง ๆ นั้นมันก็กำลังถูกเหล่านกอ้วนตัวอื่น ๆ ยืนมุงดูอย่างให้ความสนใจ
แอ้ก ๆๆ ~
“มันคืออะไร?” นั่นคือสิ่งที่แคลร์พูด หลังจากที่เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าสิ่งแปลกปลอมที่กำลังเรียกความสนใจจากเหล่าเพนกวิน โดยแคลร์ก็ไม่ได้พูดเพียงอย่างเดียว แต่เขายังใช้มือที่มีการสวมถุงมือเอาไว้แล้ว หยิบมันขึ้นมาดูใกล้ ๆ อีกด้วย
“นี่มันคือซากหัวปลานี่” แคลร์เอ่ย วินาทีเดียวกันภาพของเจ้ามาร์คัสและเซอร์เรียสก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันที เนื่องจากก่อนหน้านี้เวลาที่แคลร์ไปหาพวกมัน เจ้าวาฬเพชฌฆาตทั้งสองตัวก็มักจะคาบสิ่งนี้มาให้แคลร์เสมอ
“โอเค ถ้างั้นฉันจะเก็บไปให้นะ” แคลร์บอกเหล่านกอ้วนแบบนั้น พร้อมหยิบเอาเศษซากนั้นมาใส่ถุงขยะที่เขาได้เตรียมมาด้วย โดยในขณะเดียวกันเขาก็คิดไปด้วยว่าทำไมในห้องของเจ้านกเพนกวินมันถึงได้มีซากหัวปลาเช่นนี้ ทั้งที่ตามปกติแล้วเหล่านกอ้วนมักจะกินปลาลงไปทั้งตัวต่างหาก ไม่ใช่มาเหลือเศษซากเอาไว้ให้ดูต่างหน้าแบบนี้
ซึ่งหลังจากที่แคลร์จัดการทำความสะอาดที่อยู่ของเจ้านกอ้วนเรียบร้อยแล้ว มันก็เป็นเวลาพักเที่ยงของเหล่าเจ้าหน้าที่พอดี แคลร์ที่รับผิดชอบหน้าที่ในส่วนของตัวเองเสร็จจึงเดินทางไปหาลูซี่เพื่อไปกินข้าวเที่ยงกับเธอ หลังทั้งสองมักจะมานั่งกินข้าวเที่ยงที่โรงอาหารของทางอควาเรียมที่มีเอาไว้ให้บริการเหล่านักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ด้วยกันเป็นประจำ
“วันนี้พวกเราต้องเผื่อพื้นที่ในท้องเอาไว้ด้วยนะ แล้วพวกเราค่อยไปจัดหนักจัดเต็มตอนเย็นเอา”
“ทำไมล่ะ”
“ก็เพราะวันนี้ศาสตราจารย์หลุยส์จะจัดงานเลี้ยงให้เจ้าหน้าที่น่ะสิ แต่มันไม่ใช่งานเลี้ยงที่ใหญ่อะไรหรอก ก็แค่การเลี้ยงข้าวเย็นเจ้าหน้าที่ อันที่จริงหัวหน้าเขาก็แจ้งเอาไว้ในกลุ่มตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วนะ นายไม่ได้เข้าไปเช็กเลยหรือไง”
“อ๋อ กลุ่มนั้น… ก็นาน ๆ ทีฉันถึงค่อยไปเช็กน่ะ เพราะชอบมีแต่อะไรก็ไม่รู้” แคลร์บอกเพื่อนกลับไปและถามลูซี่เพิ่มเติม เมื่อเขาคิดว่าเขาถามคนตรงหน้าน่าจะได้เรื่องเร็วกว่าการที่เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดอ่านข้อความในกลุ่มเอง
“ว่าแต่ศาสตราจารย์หลุยส์เขาจะจัดเลี้ยงเนื่องในโอกาสอะไรเหรอ เธอพอจะรู้หรือเปล่า?”
“เห็นจอห์นนี่บอกฉันว่า เพราะศาสตราจารย์หลุยส์เพิ่งได้เงินจากการที่มีช่องหนึ่งมาขอยืมสถานที่เพื่อถ่ายทำรายการนะ พอได้เงินมาแล้ว ศาสตราจารย์หลุยส์ก็เลยเอาเงินก้อนนั้นมาเลี้ยงอาหารให้เหล่าเจ้าหน้าที่ต่อ” ลูซี่บอกกลับมา
โดยหลังจากที่แคลร์ได้ยินแบบนั้น เขาก็ทำเพียงแค่พยักหน้ากลับไปให้เพื่อนเบา ๆ แต่ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม เนื่องจากเขาแค่สงสัยเท่านั้นว่าศาสตราจารย์หลุยส์ต้องการจัดเลี้ยงให้เจ้าหน้าที่ เนื่องในโอกาสอะไร
“ว่าแต่นายเถอะ… ตอนนี้นายได้กลับมาดูแลเพนกวินแล้ว คงจะดีใจใช่ไหม” คราวนี้ลูซี่เป็นคนถามแคลร์บ้าง
“ก็ดีใจอยู่นะ” แคลร์ให้คำตอบเพื่อนกลับไปอย่างไม่ค่อยเต็มเสียงนัก เพราะพอวันนี้เขาถูกย้ายให้กลับมาดูแลเพนกวินจริง ๆ แคลร์กลับพบว่าเขาไม่ได้ดีใจเหมือนอย่างที่คิดเอาไว้ ซึ่งนั่นก็อาจเป็นเพราะว่าเจ้าวาฬออร์ก้าทั้งสองตัวนั้นมันหายไปอย่างปริศนาก็ได้
“นายไม่ดีใจเหรอ” ลูซี่ที่สังเกตเห็นความผิดปกติของแคลร์เอ่ยถามกัน
“ดีใจสิ แต่ฉันก็แค่แปลกใจน่ะว่าศาสตราจารย์หลุยส์เอามาร์คัสกับเซอร์เรียสไปไว้ที่ไหน”
“…”
“พวกมันไม่ใช่สัตว์น้ำตัวเล็ก ๆ เลยนะ แถมยังมีกันถึงสองตัว ถ้ามันไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วพวกมันไปอยู่ที่ไหนกัน” สิ้นเสียงพูดของแคลร์ ลูซี่ก็นิ่งไปเล็กน้อยคล้ายกับเธอกำลังคิดตามคำพูดของเขา
“บางทีเขาอาจจะเอาไปไว้ที่บ้านของเขาก็ได้”
“บ้าน? นั่นไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน เว้นเสียแต่ว่าบ้านของศาสตราจารย์หลุยส์มีสระน้ำขนาดใหญ่ให้กับพวกมันน่ะนะ”
“…”
“และต่อให้มันจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ แต่การขนย้ายสัตว์น้ำขนาดใหญ่สองตัวแบบนั้น มันก็คงจะไม่สามารถทำเสร็จได้ภายในคืนเดียวหรอก”
“เท่าที่ฉันฟัง… ดูเหมือนนายจะมีข้อสันนิษฐานในใจเอาไว้อยู่แล้วนะแคลร์” นั่นคือสิ่งที่ลูซี่บอกกลับมา หลังจากที่เขาเอ่ยออกไปเช่นนั้น
“ข้อสันนิษฐานในใจงั้นเหรอ” แคลร์ทวนคำพูดของเพื่อน จากนั้นเขาก็นิ่งไปเล็กน้อยแล้วพยักหน้ายอมรับกลับไป “ก็ไม่เชิง”
“…”
“ฉันกำลังคิดว่าศาสตราจารย์หลุยส์กำลังทำบางอย่างที่ใจร้ายกับพวกมัน” แคลร์พูดในสิ่งที่คิดออกมา ต่อให้ก่อนหน้านี้ทั้งหัวหน้าและศาสตราจารย์หลุยส์จะต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันแล้วก็ตามว่าเจ้าวาฬเพชฌฆาตพวกนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ และอยู่ดีกินดีเช่นเดิม แต่เนื่องจากเขาพบพิรุธมากมาย นั่นจึงทำให้แคลร์อดไม่ได้ที่จะมองโลกในแง่ร้ายว่าศาสตราจารย์หลุยส์กำลังโกหกกัน
แน่นอน… อีกฝ่ายสั่งให้หัวหน้าของแคลร์บอกเขาแบบนั้นด้วย
“ทำไมนายถึงคิดแบบนั้น นายทำงานอยู่ที่นี่มาตั้งกี่ปีแล้ว สองสามปีแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“…”
“ถึงบางครั้งศาสตราจารย์หลุยส์เขาจะดูเพี้ยน ๆ หลุดโลกไปหน่อย แต่เขาก็รักสัตว์ในนี้ทุกตัวนะ เพราะงั้นฉันเลยไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำอะไรกับเจ้าวาฬพวกนั้นหรอก ยิ่งพวกนั้นเป็นลูกรักของเขาด้วย มันยิ่งเป็นไปไม่ได้”
หลังจากที่ลูซี่แสดงความคิดเห็นกลับมาแบบนั้น แคลร์กับเธอก็ไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้ด้วยกันอีก เขาเลือกที่จะเก็บคำถามมากมายเอาไว้ในใจแทน เนื่องจากแคลร์เองก็มองว่าข้อสันนิษฐานของเขามันดูใจร้ายกับศาสตราจารย์หลุยส์ไปเสียหน่อย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเองก็เห็นเหมือนกันกับทุกคนว่าศาสตราจารย์หลุยส์ได้อุทิศตนให้กับเหล่าสัตว์น้ำในนี้และเหล่าสัตว์ทะเลในมหาสมุทรมากเพียงใด
ดังนั้นมันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ หากแคลร์พยายามแปะป้ายความผิดให้ศาสตราจารย์หลุยส์ ทั้งที่เขายังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าศาสตราจารย์หลุยส์จะทำแบบนั้น
