บทที่ 3 บท 2
“เจ้าพวกนี้มันสามารถดูแลตัวเองได้ เพราะงั้นหน้าที่ของนายก็คือแค่แวะมาเยี่ยม มาให้อาหารมันด้วยตัวเองและทำเหมือนจะดูแลใส่ใจพวกมันบ้างก็เท่านั้น”
“แค่นั้นจริง ๆ เหรอครับ” เพราะดูเหมือนการดูแลมาร์คัสกับเซอร์เรียสมันจะง่ายกว่าที่คิด ด้วยความที่แคลร์ไม่ค่อยอยากเชื่อในคำพูดเหล่านั้นเท่าไรนัก เขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามย้ำออกไปเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ได้ยินอะไรผิดไป
“ทำไม? มันผิดคาดเหรอ” ศาสตราจารย์หลุยส์ที่เห็นท่าทีประหลาดใจของแคลร์ถามกลับ
“ใช่ครับ เพราะศาสตราจารย์กำลังพูดเหมือนว่าการดูแลเจ้าพวกนี้มันง่ายกว่าการเลี้ยงพวกนกเพนกวินตู้ตรงข้ามเสียอีก” แคลร์เอ่ยพลางเหลือบสายตามองไปยังลูกสมุนตัวน้อยของเขาที่ยังคงเกาะกระจกมองกันตาละห้อยจากฝั่งตรงข้ามกัน
“ฉันก็คิดว่าอย่างนั้นนะ เพราะอย่างน้อย ๆ นายก็ไม่ต้องพาพวกมันไปเดินเล่นเหมือนเจ้านกอ้วนพวกนั้น” ศาสตราจารย์หลุยส์ว่า เมื่อหนึ่งในหน้าที่ของแคลร์ที่เขาต้องทำเกือบทุกวัน นั่นก็คือการพานกเพนกวินทั้งหลายออกไปเดินเล่น ให้มันสัมผัสกับแสงแดดและเจอผู้คนบ้างเป็นบางครั้ง
“…”
“เอาล่ะ ฉันว่าเรามาเริ่มทำความรู้จักเซอร์เรียสกับมาร์คัสอย่างเป็นทางการดีกว่า เพราะฉันคิดว่าพวกมันคงอยากทำความรู้จักกับนายแล้ว”
“ครับ? ตอนนี้เหรอครับ!?” แคลร์ถามศาสตราจารย์หลุยส์เสียงตกใจ เมื่อเขาไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาทำความรู้จักกับวาฬเพชฌฆาตทั้งสองตัวเร็วขนาดนี้
“ก็ใช่น่ะสิ ถ้านายไม่เริ่มทำความรู้จักกับพวกมันตอนนี้ แล้วนายจะไปทำความรู้จักกับมันตอนไหน?” ศาสตราจารย์หลุยส์ถามกลับมาเสียงสูง ราวกับว่าแคลร์เพิ่งถามอะไรสิ้นคิดออกมาอย่างไรอย่างนั้น
“…”
“แคลร์ ฉันไม่ได้มีเวลาว่างให้นายขนาดนั้นนะ อีกอย่าง… การที่นายได้ทำความรู้จักกับมาร์คัสและเซอร์เรียส ระหว่างที่อยู่ในสายตาของฉัน มันก็น่าจะเป็นอะไรที่ปลอดภัยที่สุดไม่ใช่เหรอ” อีกฝ่ายถามเพิ่มเติม เมื่อเจ้าตัวเห็นว่าแคลร์กำลังยืนทำหน้าลำบากใจ หลังเขาคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่จะทำความรู้จักกับสัตว์ที่กำลังจะตกอยู่ในความดูแลของตัวเองในอีกไม่ช้านี้
“นายอย่ากังวลไปเลยน่า มีฉันอยู่ด้วยทั้งคน พวกมันไม่กล้าทำอะไรหรอก” พูดจบ ศาสตราจารย์หลุยส์ก็ยื่นมือมาตบเข้าที่ไหล่ของแคลร์เบา ๆ คล้ายเจ้าตัวต้องการให้กำลังใจเขา เพื่อให้เขาก้าวข้ามความกลัวเหล่านี้ไปให้ได้
หลังจากนั้นศาสตราจารย์หลุยส์ถึงค่อยหันไปออกคำสั่งกับเจ้าหน้าที่คนอื่นให้นำเอาปลาแช่แข็งมาให้ เมื่อการทำความรู้จักกับมาร์คัสและเซอร์เรียสในครั้งนี้ พวกเขาจำเป็นต้องใช้อาหารเรียกความสนใจจากพวกมัน
เวลาต่อมาเมื่อปลาแช่แข็งจำนวนสองถังถูกนำมาวางไว้ตรงหน้าแคลร์แล้ว มาร์คัสและเซอร์เรียสที่น่าจะรู้ตัวว่ามีอาหารตรงนี้ก็คอยผลัดกันขึ้นมาว่ายอยู่ตรงผิวน้ำ เพื่อเช็กว่าพวกมันใกล้จะได้กินปลาแช่แข็งที่เพิ่งนำมาวางไว้หรือยัง
“เอาล่ะ… ตอนนี้นายพร้อมหรือยัง?” อาจเพราะศาสตราจารย์หลุยส์เพิ่งสังเกตเห็นว่าแคลร์ในเวลานี้กำลังยืนตัวแข็งทื่อเป็นหิน ไม่ยอมพูดจาก็เป็นได้ นั่นจึงทำให้อีกฝ่ายต้องถามกันแบบนั้น
“ค—ครับ” แคลร์ขานรับกลับไปเสียงสั่น ขณะเดียวกันเขาก็พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อลดอาการประหม่าของตัวเอง หลังตอนนี้แคลร์รู้สึกเหมือนหัวใจของเขามันกำลังเต้นแรงมาก ๆ ราวกับมันจะหลุดออกมาข้างนอกให้ได้
“มาร์คัส เซอร์เรียส!” พอศาสตราจารย์หลุยส์ได้รับคำตอบจากแคลร์แล้ว อีกฝ่ายก็หันสายตากลับไปยังผืนน้ำอีกครั้งแล้วตะโกนเรียกหาโลมาตัวใหญ่ทั้งสองตัวที่กำลังรอให้เจ้าของเรียกชื่อพวกมันอยู่แล้ว
โดยหลังจากที่วาฬเพชฌฆาตทั้งสองตัวได้ยินเสียงเรียกจากศาสตราจารย์หลุยส์ พวกมันก็รีบว่ายขึ้นมาอยู่ในระดับผิวน้ำทันที ก่อนที่มันจะว่ายตรงเข้ามาหาแคลร์กับศาสตราจารย์หลุยส์ด้วยความรวดเร็ว ราวกับพวกมันจะพุ่งมาจู่โจมกันอย่างไรอย่างนั้น
ซึ่งพอแคลร์เห็นแบบนั้น เขาที่มีอาการใจไม่ดีมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แถมยังมีความระแวงกลัวว่าเจ้าพวกนี้จะทำร้ายกันด้วยจึงเผลอแสดงท่าทีตกใจออกมาอย่างง่ายดาย
“ใจเย็นเข้าไว้ นายอย่าแสดงออกว่ากลัวพวกมันสิ!” ศาสตราจารย์หลุยส์พูดเตือนสติกันเสียงดัง เมื่อแคลร์กำลังแสดงท่าทีที่เจ้าตัวเพิ่งพูดเตือนไปหมาด ๆ ออกมา
ทว่าแคลร์ในวินาทีนั้นกลับไม่ได้เชื่อฟังศาสตราจารย์หลุยส์เท่าที่ควร ร่างกายของเขาแสดงความหวาดกลัวออกมาตามสัญชาตญาณ นั่นจึงทำให้นาทีต่อมามาร์คัสที่เคยพุ่งความสนใจไปยังศาสตราจารย์หลุยส์แต่เพียงผู้เดียวรีบหันหัวมาทางเขาและอ้าปากใส่กันทันที
“เหวอออออ! มาร์คัส” แคลร์เรียกชื่อมันเสียงตกใจ นาทีเดียวกันเขาก็เกิดอาการเข่าอ่อนและทรุดตัวลงไปกับพื้น
สถานการณ์ในตอนนั้นมันเข้าขั้นเลวร้ายจนแคลร์สติแตก เขาจินตนาการภาพที่ตัวเองโดนวาฬเพชฌฆาตทั้งสองตัวรุมทึ้งร่างของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว ต่อให้เจ้าสองตัวนี้มันจะไม่เคยมีประวัติทำร้ายคนก็ตาม อย่างมากสุดก็แค่แกล้งทำให้เสียขวัญเท่านั้น
แต่ใครจะรู้ บางที… แคลร์อาจจะเป็นรายแรกของพวกมันก็ได้
“เซอร์เรียสช่วยจัดการให้ฉันที” ศาสตราจารย์หลุยส์ออกคำสั่งกับวาฬเพชฌฆาตอีกตัว โดยแคลร์ก็ไม่รู้ว่าคำสั่งแบบนั้นมันหมายความว่ายังไง แต่หลังจากที่เซอร์เรียสได้ยินแบบนั้น มันที่เคยอ้าปากกว้าง เอาปลายหางตีตรงผิวน้ำเบา ๆ เพื่อรอปลาแช่แข็งอย่างสบายใจเฉิบในตอนแรกก็รีบหันหัวกลับไปยังมาร์คัสทันที จากนั้นมันก็พยายามใช้ส่วนหัวของตัวเองดันร่างของวาฬอีกตัวเบา ๆ เพื่อให้มาร์คัสกลับไปรักษาระยะห่างกับแคลร์ที่กำลังนั่งหมิ่นเหม่อยู่ตรงริมสระน้ำ
“นายไหวหรือเปล่า?” หลังมาร์คัสถูกเซอร์เรียสกันออกไปแล้ว ศาสตราจารย์หลุยส์ก็ย่อตัวลงมาถามอาการกัน เมื่อแคลร์เสียหลักหงายหลังล้มลงแบบก้นจ้ำเบ้า
“ว—ไหวครับ” แคลร์ให้คำตอบกลับไปแบบส่ง ๆ ทั้งที่ความจริงแล้วเขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองไหวเหมือนอย่างที่ปากพูดด้วยซ้ำ
“เมื่อกี้มันจะทำร้ายผมใช่ไหมครับ” พอเขาเริ่มตั้งสติได้ แคลร์ก็รีบหันหน้าไปถามศาสตราจารย์หลุยส์เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้เข้าใจอะไรผิดไป มาร์คัสคงจะทำร้ายเขาจริง ๆ
“ไม่ใช่สักหน่อย แต่มันก็แค่สนใจเสียงของนายต่างหาก มันก็เลยหันหัวมาทางนายเพื่อมองให้ชัด ๆ” ศาสตราจารย์หลุยส์แก้ไขความเข้าใจผิดให้แก่แคลร์ ทว่าในวินาทีนี้แคลร์กลับไม่ค่อยอยากเชื่อในคำพูดของศาสตราจารย์หลุยส์เท่าไรนัก ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นคนเดียวที่รู้จักนิสัยของมาร์คัสและเซอร์เรียสดีที่สุดก็ตาม
“…”
“อย่างที่ฉันเพิ่งบอกไป… นายอย่าทำเป็นกลัวมันสิ เพราะเสียงตอนที่นายกำลังแสดงท่าทีหวาดกลัวต่อพวกมัน นั่นไม่ต่างอะไรจากการพยายามเรียกร้องความสนใจจากมันเลยนะ”
“ผมไม่ได้แสร้งทำเป็นกลัวมันนะครับ แต่ผมกลัวมันจริง ๆ ต่างหาก” แคลร์เอ่ยกลับไป นาทีเดียวกันเขาก็ถึงกับน้ำตาร่วง เมื่อแคลร์ไม่สามารถจัดการความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้ได้
เขานั่งร้องไห้อยู่ที่ริมสระอย่างน่าอดสู มันเป็นอะไรที่สร้างความอับอายให้แคลร์จริง ๆ เนื่องจากเขาไม่ใช่ลูกค้าของอควาเรียม แต่เขาเป็นเจ้าหน้าที่ของที่นี่ต่างหาก ทว่าในตอนนี้แคลร์กลับมากลัวสัตว์น้ำที่อยู่ในความดูแลของตัวเองเสียอย่างนั้น
เอี๊ยดดดดดด~ ระหว่างที่แคลร์กำลังนั่งสะอื้นไห้อย่างคนสิ้นสภาพอยู่นั้น ทันใดนั้นเสียงร้องแหลม ๆ ของสัตว์ตัวใหญ่ที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็ได้ดังขึ้นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากแคลร์ ก่อนจะตามมาด้วยการปรากฏตัวของมาร์คัสพร้อมกับสิ่งของบางอย่างที่มันคาบติดปากมาด้วย
“อะไร…” แคลร์ที่เห็นแบบนั้นเอ่ยออกมาทั้งน้ำตา ก่อนที่เขาจะหลุบตามองตรงปลายเท้าของตัวเอง เมื่อมาร์คัสได้คาบเอาซากหัวปลามาวางไว้ให้กัน
ซึ่งมันทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรนั้น แคลร์ก็ไม่อาจทราบได้
“มาร์คัสมันทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรครับ” ด้วยความสงสัย แคลร์จึงหันหน้าไปสอบถามศาสตราจารย์หลุยส์ที่น่าจะรู้จักพวกมันดีที่สุดทั้งน้ำตาคลอเบ้า
“ไม่รู้สิ”
“…”
“สงสัยมันคงอยากขอโทษที่ทำให้นายตกใจแหละมั้ง” ศาสตราจารย์หลุยส์อธิบายอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
