บทที่ 32 บท 19.2

“เดี๋ยวนะ… ทำไมยางรถเรามันดูแปลก ๆ แบบนั้นวะ” เวลาต่อมาเมื่อแคลร์เดินออกมาที่ลานจอดรถของทางอควาเรียมแล้ว ระหว่างที่เขากำลังเดินทอดน่องไปยังรถของตัวเองอย่างไม่รีบร้อนอยู่นั้น ทันใดนั้นแคลร์ก็ต้องเอ่ยออกมาเช่นนั้นด้วยอารมณ์ตกใจ เมื่อเขารู้สึกว่ายางรถของตัวเองมันดูผิดรูปร่างไปจากปกติ

คลับคล้ายคลับคลาว่าล้อรถทั้งสองของเขามันจะแบน

“โอ้ พระเจ้า! ไม่นะ ใครมาทำอะไรกับรถของฉัน!” ยิ่งแคลร์เดินเข้าไปใกล้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งเห็นสิ่งที่กลัวชัดมากขึ้นเท่านั้น นั่นจึงทำให้ในวินาทีที่แคลร์เดินมาถึงรถของตัวเอง เขาก็ต้องเอ่ยออกมาแบบนั้นด้วยอารมณ์ตกใจ เมื่อล้อรถทั้งสี่ของเขามันแบนจริง ๆ

แบนชนิดที่ว่าเขาไม่สามารถค่อย ๆ ขับมันเพื่อเข้าไปเปลี่ยนยางที่ศูนย์บริการได้ด้วยซ้ำ

“แล้วเราจะทำยังไงล่ะเนี่ย” แคลร์ที่เห็นแบบนั้นพูดโอดครวญกับตัวเองอย่างนึกอารมณ์เสีย เขาจ้องมองสภาพยางรถของตัวเองด้วยสีหน้าเจ็บปวดใจอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่วินาทีต่อมาแคลร์จะมีการสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อตั้งสติ และเปลี่ยนอารมณ์ของตัวเองอย่างรวดเร็ว

“เอาล่ะ ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ไปก่อนก็แล้วกัน” พอคิดได้แบบนั้นแทนที่แคลร์จะเอาแต่ให้ความสนใจกับยางรถของตัวเอง เขาที่อยากจะไปพักผ่อนแล้วก็เบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองไปยังประตูรถแทน เมื่อสาเหตุที่เขาเดินกลับมาที่รถแบบนี้ เพราะเขาก็แค่ต้องการจะมาหยิบของก็เท่านั้น และในตอนนี้แคลร์ก็อยากจะไปนอนพักที่ห้องของเจ้าหน้าที่เต็มแก่แล้วด้วย

ซึ่งหลังจากที่แคลร์หยิบเอาของในรถไม่ว่าจะเป็นสายชาร์จหรือปลั๊กเสียบเรียบร้อยแล้ว เขาก็ทำการล็อกรถเอาไว้อีกครั้ง แต่ก่อนที่แคลร์จะหมุนตัวเตรียมเดินกลับเข้าไปในอควาเรียมอีกครั้ง เขาก็ยังไม่วายหลุบสายตามองไปยังล้อรถของตัวเองด้วยท่าทีปวดใจอยู่ดี

“ช่างมัน ปล่อยให้เรื่องนี้เป็นปัญหาของเราในวันพรุ่งนี้ดีกว่า” เขาบอกตัวเองอย่างคนนึกปลง พร้อมหมุนตัวเตรียมจะเดินเข้าไปในอควาเรียมอีกครั้ง ทว่าในวินาทีที่แคลร์กำลังจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในนั้น ทันใดนั้นอุบัติเหตุก็เกิดขึ้นเล็กน้อย เมื่อจังหวะที่แคลร์กำลังจะหมุนตัว ความไม่ทันระวังของเขาก็ได้ทำให้หน้าของแคลร์ไปชนเข้ากับแผ่นอกของคนอื่นพอดี

“ขอโทษครับ” เพราะรู้ว่าตัวเองผิดแบบที่ไม่ต้องมีใครมาบอก แคลร์จึงรีบกล่าวขอโทษออกไปแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดนาน ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมองคนที่เขาเดินชนตามปกติ

ทว่าในวินาทีที่แคลร์ได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย เขาก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย เมื่อแคลร์รู้สึกเหมือนตัวเองคุ้นหน้าคุ้นตาผู้ชายคนนี้อย่างน่าประหลาด

ราวกับเขาเคยเห็นอีกฝ่ายมาก่อนอย่างไรอย่างนั้น แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าแคลร์กลับจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาเคยเจอหน้าอีกฝ่ายที่ไหน

“ไม่เป็นไร” ทันใดนั้นเสียงของผู้ชายตรงหน้าที่ทำให้แคลร์ชะงักไปก็ทำให้เขาได้สติอีกครั้ง ทั้งสองสบตากันไปมาอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่อีกฝ่ายที่แคลร์ยังจำไม่ได้ว่าเขาเคยเจอเจ้าตัวที่ไหนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“ว่าแต่นายจะกลับเข้าไปในอควาเรียมแล้วเหรอ”

“อ๋อ ใช่ครับ” แคลร์พยักหน้ากลับไปแบบงง ๆ

“แต่ตอนนี้นายดูเมาหนักมากเลยนะ แล้วจะเดินกลับไปไหวเหรอ” อีกฝ่ายถามกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง

“…”

“ฉันว่าเดี๋ยวฉันอุ้มนายไปส่งดีกว่า ฉันสัญญาว่าจะอุ้มนายไปส่งถึงที่เตียง” คนตรงหน้าแคลร์ไม่พูดเปล่า แต่อีกฝ่ายยังย่อตัวลงแล้วจับร่างของเขาขึ้นพาดบ่าอย่างง่ายดาย ทำเอาแคลร์ที่กำลังอยู่ในอาการมึนงง เมื่อแอลกอฮอล์ในร่างเขามันทำให้แคลร์สมองช้ามากกว่าปกติต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หลังเขากำลังถูกใครไม่รู้จับอุ้มพาดบ่า

“เฮ้! ปล่อยผมลงเดี๋ยวนี้นะ!!” ทันทีที่เขาตั้งสติได้ แคลร์ก็รีบส่งเสียงโวยวายและดิ้นพล่านไปมา เพื่อให้ตัวเองหลุดจากวงแขนของชายปริศนา ทว่านอกจากเขาจะสลัดตัวเองไม่หลุดแล้ว อีกฝ่ายยังมีการกระชับวงแขนที่กำลังโอบร่างของแคลร์เอาไว้ให้แน่นยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย ก่อนที่เจ้าตัวจะหมุนตัวเดินกลับไปยังเส้นทางเดิมที่แคลร์เพิ่งเดินผ่านมาหมาด ๆ

“พวกเราไปกันเถอะ เซอร์เรียส” อีกฝ่ายพูดกับผู้ชายอีกคน และในวินาทีเดียวกันแคลร์ถึงได้รู้ว่าชายปริศนาคนนี้ไม่ได้อยู่คนเดียว แต่เจ้าตัวยังมีเพื่อนที่ชื่อเหมือนกับสัตว์ที่อยู่ในความดูแลของเขาคอยดูต้นทางให้อีกด้วย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป