บทที่ 33 บท 20

“ห้ามอุ้มแบบนี้ ไม่สิ… คุณต้องปล่อยผมต่างหาก” หลังจากที่แคลร์ถูกอุ้มห้อยหัวอยู่แบบนั้นพักใหญ่ เมื่อเขาถูกชายปริศนาพาเดินกลับเข้ามาในอควาเรียมแล้ว แคลร์ก็พยายามดิ้นพล่านไปมาและบอกอีกฝ่ายออกไปแบบนั้น ซึ่งเขาก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าตัวเองจะได้รับความร่วมมือจากอีกฝ่ายโดยเร็ว ก่อนที่เลือดของเขามันจะไหลลงหัวจนหมด

“เซอร์เรียส ฉันอุ้มเขาแบบนี้ไม่ได้เหรอ” ชายปริศนาถามเพื่อนของตัวเอง หลังแคลร์พยายามดิ้นไปมาอย่างต่อเนื่อง

“มานี่ เดี๋ยวฉันอุ้มเอง” ผู้ชายที่มีชื่อว่าเซอร์เรียสที่เป็นคนคอยดูลาดเลาและตอนนี้เจ้าตัวก็เป็นฝ่ายเดินนำไปก่อนหันมาตอบกัน จากนั้นแคลร์ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายที่เดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ก่อนที่ร่างเขาจะถูกโยกย้ายจากอีกคนไปหาอีกคน

“มันต้องอุ้มแบบนี้ใช่ไหม” ผู้ชายที่ชื่อว่าเซอร์เรียสไม่ถามเพียงอย่างเดียว แต่เจ้าตัวยังยกร่างแคลร์อุ้มเข้าเอวอย่างง่ายดาย ราวกับเขามีน้ำหนักเบาและพกพาสะดวกอะไรทำนองนั้น

“อุ้มแล้วก็ทำแบบนี้ด้วย ถ้าพวกเราทำท่าแบบนี้กับคุณ… คุณจะชอบหรือเปล่า?” อีกฝ่ายไม่พูดเปล่า แต่เจ้าตัวยังพยายามทำให้ช่วงกลางลำตัวของแคลร์สัมผัสโดนกับส่วนนั้นของเจ้าตัวอีกด้วย โดยในวินาทีเดียวกันแคลร์ที่มีอาการมึนงงในตอนแรกก็เริ่มดิ้นไปมาอีกครั้ง

“ปล่อยผม” เขาเอ่ยความต้องการของตัวเองพร้อมดิ้นขลุกขลัก ระหว่างที่แคลร์กำลังอยู่ในวงแขนแกร่ง

“พวกเราบอกแล้วไงว่าพวกเราจะไปส่งถึงที่เตียง คนเขาอุตส่าห์หวังดีแท้ ๆ แต่ทำไมถึงเอาแต่ผลักไสอยู่เรื่อย” ผู้ชายอีกคนที่แคลร์ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายชื่ออะไรพูดกับแคลร์ด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย จากนั้นเจ้าตัวก็เปลี่ยนเป็นฝ่ายเดินนำ โดยที่มีเซอร์เรียสอุ้มเขาแล้วเดินตามหลังอีกฝ่ายไปติด ๆ

และเพราะคราวนี้แคลร์ได้หันหน้าเข้าหาเซอร์เรียส นั่นจึงทำให้เขาสามารถมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน แคลร์จ้องหน้าผู้ชายคนที่กำลังอุ้มเขาเข้าเอวพร้อมเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันอีกครั้ง เมื่อเขารู้สึกคุ้นหน้าอีกฝ่ายกับผู้ชายอีกคนมากจริง ๆ

“นี่เราสองคนเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า” เพราะพยายามนึกแล้ว แต่ก็นึกไม่ออกจริง ๆ ด้วยความสงสัยที่มีแคลร์จึงตัดสินใจถามผู้ชายคนตรงหน้าเขาให้รู้เรื่องกันไปเลย

“แน่นอน พวกเราเจอหน้ากันทุกวัน”

“…”

“อ้อ ยกเว้นเมื่อเช้านี้” อีกฝ่ายตอบกลับมา ซึ่งคำตอบของอีกฝ่ายก็ทำให้แคลร์ออกอาการงงเป็นไก่ตาแตกยิ่งกว่าเดิม

         “เราเจอกันทุกวันเลยเหรอ” แคลร์ทวนคำพูดของอีกฝ่าย ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พูดอะไรกันต่อ ทันใดนั้นเสียงของผู้ชายอีกคนที่เดินนำไปก่อนก็พูดขึ้นมาเสียก่อน

         “ถึงแล้ว” อีกฝ่ายบอกกัน และเมื่อแคลร์ได้ยินแบบนั้น เขาก็ต้องหันไปมองตามต้นเสียงก่อนที่เขาจะรีบพูดขึ้น หลังแคลร์เพิ่งตระหนักได้ว่านี่มันไม่ใช่ทางไปห้องพักสำหรับเจ้าหน้าที่ของอควาเรียม

         “เดี๋ยวนะ นี่มันไม่ใช่ทางไปห้องพักสำหรับเจ้าหน้าที่นะ! ไหนพวกคุณบอกว่าพวกคุณจะพาผมไป…” ยังไม่ทันที่แคลร์จะได้พูดอะไรมากกว่านี้ เสียงของผู้ชายคนที่ให้สัญญากันไว้ก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

         “ดูเหมือนนายจะเข้าใจอะไรผิดไปนะ เราสัญญาว่าพวกเราจะพาไปส่งถึงที่เตียง แต่พวกเราไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะพาไปส่งไว้ที่เตียงในห้องไหน

         “…”

         “เซอร์เรียส เอาแคลร์เข้าห้องได้แล้ว” อีกฝ่ายออกคำสั่งกับคนที่กำลังอุ้มแคลร์เข้าเอว ซึ่งพอแคลร์ตั้งสติได้ นอกจากเขาจะพยายามดิ้นให้ตัวเองหลุดจากวงแขนของอีกฝ่ายแล้ว คราวนี้แคลร์ยังเริ่มส่งเสียงร้องโวยวายเพื่อขอความช่วยเหลือจากคนอื่นด้วย

         “ช่ว—!” ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตะโกนขอความช่วยเหลือ มือของผู้ชายคนที่เดินนำไปก่อนก็พุ่งเข้ามาปิดปากของเขาเอาไว้อย่างได้จังหวะ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเปิดปิดประตูห้อง เมื่อทั้งสองคนได้ช่วยกันลากแคลร์เข้าไปในห้องปริศนาได้สำเร็จแล้ว

         ตุ้บ! นั่นคือเสียงในวินาทีที่แคลร์ถูกโยนร่างลงบนเตียงใหญ่ในห้องที่เขาไม่คุ้นเคยและไม่คิดว่ามันจะมีห้องแบบนี้ในอควาเรียมมาก่อน ซึ่งนอกจากมันจะทำให้แคลร์จุกแล้ว การกระทำของผู้ชายทั้งสองคนยังทำให้เขามีอาการแตกตื่นอีกด้วย เมื่อเขาไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ ทั้งที่ตอนนี้เขากำลังอยู่ในอควาเรียมแท้ ๆ

         “พวกคุณจะทำอะไร?” แคลร์ที่ยังมีอาการมึนเมาจากแอลกอฮอล์อยู่บ้าง แต่ก็มีสติมากกว่าในตอนแรกชนิดที่ว่าเขาสามารถพูดคุยกับคนอื่นได้อย่างรู้เรื่อง เอ่ยปากถามผู้ชายทั้งสองคนด้วยความหวาดระแวง ก่อนที่แคลร์จะพูดต่อ เมื่อเขาเคยเห็นฉากแบบนี้ในหนังดังมาก่อน

         “จะทำมิดีมิร้ายผมเหรอ ผมต่อยนะ” เขาไม่ได้ทำแค่ขู่เพียงอย่างเดียว แต่แคลร์พร้อมที่จะต่อยหนึ่งในสองให้กลายเป็นคนฟันหลอ ดั้งหักกันไปข้าง ถ้าทั้งคู่คิดจะทำอะไรเขาจริง ๆ

         โดยในนาทีที่แคลร์กำลังจ้องมองผู้ชายทั้งสองคนสลับกันไปมาอย่างนึกระแวงอยู่นั้น คิ้วของเขาก็คอยขมวดเข้าหากันไปด้วย เมื่อแคลร์รู้สึกคุ้นหน้าทั้งคู่จริง ๆ เขาเพ่งสายตามองชายตรงหน้าของตัวเองอยู่พักใหญ่ ก่อนที่แคลร์จะลองเชื่อมโยงกับชื่อของผู้ชายหนึ่งในสองคนนี้ไปด้วย เมื่อแคลร์คิดว่าเขาน่าจะเดาอะไร ๆ ได้แล้ว

         “เดี๋ยวนะ… นี่พวกคุณเป็นลูกชายของศาสตราจารย์หลุยส์เหรอ?” แคลร์ถาม นาทีเดียวกันในหัวของเขาก็คอยปะติดปะต่อเรื่องราวทุกอย่างในหัวของตัวเองไปด้วย

         “ในเมื่อคนหนึ่งชื่อเซอร์เรียส ถ้างั้นอีกคนก็ต้องชื่อมาร์คัส… ใช่ไหม ผมเดาถูกหรือเปล่า” แคลร์ถามออกไป ซึ่งเวลาเดียวกันผู้ชายทั้งสองคนที่ทำท่าเหมือนจะคุกคามกันในตอนแรกก็ถึงกับต้องสะดุ้งโหยง ก่อนที่ทั้งคู่จะหันไปสบตากันด้วยอารมณ์ตกใจ

         “เอาล่ะ… ผมจะบอกเรื่องนี้กับพ่อของพวกคุณ” พอคิดว่าสิ่งที่ตัวเองคิดไว้ในหัวมันจะต้องถูกต้องแน่ ๆ แคลร์จึงบอกออกไปแบบนั้น เพราะเขาคิดว่าทั้งคู่น่าจะเกรงใจพ่อของตัวเองถึงได้ออกอาการทำตัวไม่ถูกแบบนี้

         “พ่อ? นี่พวกเรามีพ่อด้วยเหรอ” มาร์คัสหันไปถามเซอร์เรียสคล้ายกับเจ้าตัวไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน และก็เพิ่งจะมารู้เรื่องนี้ก็ตอนที่แคลร์พูดมันนี่แหละ

         “อาจจะมีมั้ง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน” เซอร์เรียสหันไปตอบมาร์คัส ขณะที่แคลรก็ได้แต่จ้องมองทั้งสองคนสลับกันไปมา เมื่อเขาเองก็รู้สึกสับสนไม่ต่างจากทั้งคู่

         ถ้าศาสตราจารย์หลุยส์ไม่ใช่พ่อของทั้งสอง แล้วทั้งสามคนนี้มีความสัมพันธ์ในรูปแบบไหนกัน ทำไมทั้งคู่ถึงสามารถเพ่นพ่านอยู่ในอควาเรียมได้? นั่นคือคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวของแคลร์ แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป

         “เรื่องนั้นช่างมันไปก่อนแล้วกัน แต่พวกเรามาคุยกันให้เข้าใจก่อนดีกว่า” เซอร์เรียสพูดปัดกลับมาคล้ายกับต้องการบอกกันว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่แคลร์ต้องให้ความสนใจ จากนั้นเจ้าตัวก็พูดต่อ

         “พวกเราก็แค่อยากจะพานายมานอนดี ๆ เท่านั้น พวกเราไม่ได้คิดจะทำอะไรสักหน่อย… ก็แค่หวังดี”

         “ใครเชื่อก็โง่แล้ว” แคลร์สวนกลับไปทันที หลังฉากที่อีกฝ่ายอุ้มเขาเข้าเอวและทำท่าเหมือนทั้งสองกำลังร่วมรักในท่วงท่าแบบนั้นมันยังคงติดตรึงในความทรงจำของเขาอยู่

         “ไม่อยากเชื่อก็ตามใจ แต่ตอนนี้ห้องพักสำหรับเจ้าหน้าที่มันเต็มแล้ว เพราะงั้นพวกเราก็เลยจำเป็นต้องพานายมานอนที่นี่… ห้องของพวกเรา” มาร์คัสพูดเสริมเซอร์เรียสทั้งหน้าตายราวกับอีกฝ่ายพูดเรื่องจริง ทว่าเหตุผลเหล่านั้นมันกลับดูไม่เข้าท่าแม้แต่นิด

         “ถ้าพวกคุณหวังดีกับผมจริง ๆ แล้วทำไมถึงต้องพามาที่ห้องด้วย ในเมื่อในห้องนี้มันมีแค่เตียงเดียว” แคลร์ถามกลับไป

         “…”

         “มันฟังดูแปลก ๆ นะ พวกคุณไม่คิดแบบนั้นเหรอ” แคลร์ไล่ต้อนผู้ชายทั้งสองคน ในนาทีเดียวกันช่วงที่มาร์คัสและเซอร์เรียสกำลังอยู่ในอาการมึนงง เขาก็ค่อย ๆ พาตัวเองลงมาจากเตียงแบบเนียน ๆ ตั้งใจจะรีบพาตัวเองออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

         “ถ้าไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ อย่าทำให้เรื่องมันยุ่งยาก” นั่นคือสิ่งที่แคลร์พูดขู่ หลังเขาเคลื่อนตัวไปถึงประตูห้องแล้ว โดยหลังจากที่เขาพูดจบ แคลร์ก็ไม่รอช้า เขารีบหมุนตัวไปเปิดประตูเตรียมจะพุ่งตัวออกไปจากห้องแห่งนี้

ปัง!

ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ทำแบบนั้น ประตูห้องก็ถูกปิดลงอีกครั้ง หลังหนึ่งในสองคนได้พยายามยื้อให้แคลร์อยู่ที่นี่ต่อ อีกฝ่ายใช้มือดึงประตูกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว ขณะที่เจ้าตัวกำลังยืนซ้อนหลังแคลร์เอาไว้อยู่ โดยตำแหน่งที่ทั้งสองกำลังยืนอยู่ มันก็ทำให้ลมหายใจร้อนกรุ่นของอีกฝ่ายรดรินตรงหลังซอกคอของแคลร์ จนทำให้ขนอ่อนที่ปกคลุมอยู่ทั่วร่างกายของเขาลุกชันขึ้นมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย

“นอนอยู่ที่นี่ด้วยกันเถอะ” อีกฝ่ายไม่พูดเปล่า แต่เจ้าตัวยังมีการช้อนร่างแคลร์ขึ้นจากพื้น เพื่อพาเขาเดินกลับไปยังเตียงใหญ่ที่มีขนาดกว้างมากกว่าหกฟุตอีกครั้ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป