บทที่ 4 บท 3

แม้โดยพื้นฐานแล้วแคลร์จะเป็นคนที่รักสัตว์มาก เขามีความชื่นชอบสัตว์มาตั้งแต่เด็กและอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในอควาเรียมของศาสตราจารย์หลุยส์มาตั้งแต่ที่เขายังเรียนไฮสกูลด้วยซ้ำ แต่การที่เขาต้องมาดูแลมาร์คัสกับเซอร์เรียสโลมาที่แสนรู้มากเกินไปแบบนี้ แคลร์ก็ต้องยอมรับเลยว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขา

ซึ่งวันนี้พอเขาได้ลองทำความรู้จักกับเจ้าสัตว์น้ำที่ฉลาดพวกนี้ โดยที่อยู่ภายใต้การดูแลของศาสตาจารย์หลุยส์ นั่นก็ทำให้แคลร์รู้เลยว่าตลอดระยะเวลาที่เขาทำงานอยู่ที่นี่ มันไม่สามารถทำให้เขาเข้ากับสัตว์น้ำทุกตัวของอควาเรียมได้โดยง่าย

แคลร์ต้องการคนให้คำปรึกษาแก่เขาและเขาก็ต้องการเวลาปรับตัวด้วย นั่นคือสิ่งที่เขาตระหนักได้ในใจ

“ฉันคิดว่าเซอร์เรียสมันน่าจะปรับตัวเข้ากับนายได้เร็วกว่ามาร์คัสนะ”

“...”

“ถึงสองตัวนี้จะเหมือนกันอย่างกับแกะก็เถอะ แต่มันก็มีบางจุดที่แตกต่าง” เวลาต่อมาหลังจากที่แคลร์เปลี่ยนเสื้อผ้าของเขาให้ไปอยู่ในชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว เขาก็ได้เดินมาหาศาสตราจารย์หลุยส์ที่ห้องทำงานของเจ้าตัวต่อ เมื่อทั้งคู่ยังคุยกันไม่จบ

“แล้วจุดไหนที่แตกต่างเหรอครับ” แคลร์ถามกลับไป เพราะจนถึงตอนนี้เขาก็ยังชอบจำมาร์คัสและเซอร์เรียสสลับกันอยู่เรื่อย

“นิสัยไง ถึงพวกมันจะชอบทำอะไรแผลง ๆ ด้วยกันก็เถอะ… แต่เซอร์เรียสจะใจดีกับมนุษย์มากกว่านิดหน่อย เพราะมันเคยได้รับความช่วยเหลือจากมนุษย์” ศาสตราจารย์หลุยส์บอกกัน จากนั้นเจ้าตัวก็รีบเอาแฟ้มบางอย่างที่ถูกวางระเกะระกะไว้บนโต๊ะทำงานของตัวเองยื่นมาให้แคลร์

“มันคือแฟ้มอะไรเหรอครับ” ขณะที่ปากของแคลร์กำลังถาม มือของเขาก็ได้ยื่นออกไปรับแฟ้มมาจากศาสตราจารย์หลุยส์ไปด้วย

“ข้อมูลของเจ้าพวกนั้นไง บางทีแฟ้มนั้นมันอาจจะมีประโยชน์ต่อนาย” ศาสตราจารย์หลุยส์อธิบายกลับมา ในวินาทีเดียวกันสายตาของแคลร์ก็เริ่มไล่อ่านข้อความที่อยู่ในแฟ้มอย่างละเอียด

โดยข้อมูลในแฟ้มมันก็ประกอบไปด้วยลักษณะภายนอกของทั้งคู่ จุดที่แตกต่าง อุปนิสัย รวมไปถึงพฤติกรรมยามที่มันอยู่เดี่ยว ๆ และตอนที่อยู่รวมกันเป็นคู่

“มันไม่เคยมีประวัติทำร้ายเจ้าหน้าที่ในอควาเรียมมาก่อน อย่างมากสุดก็แค่แง้บ”

“แง้บ? ฮ่า ๆ ศาสตราจารย์ครับ คุณอย่าทำเหมือนพวกมันเป็นแค่สุนัขตัวเล็ก ๆ ได้ไหม” แคลร์เอ่ยพร้อมหลุดเสียงหัวเราะออกมาด้วย หลังเขาไม่คิดว่าตัวเองจะได้ยินคำนี้จากชายแก่ตรงหน้า

“ในสายตาคุณ พวกมันอาจจะเป็นแบบนั้น แต่สำหรับคนอื่น… มันไม่ใช่” แคลร์พูดเพิ่มเติม

“โอเค ก็ตามนั้น” ศาสตราจารย์หลุยส์ยอมรับกลับมาพร้อมชูมือทั้งสองข้างขึ้นกลางอากาศเหมือนคนยอมแพ้ เมื่อเจ้าตัวก็คงจะรู้ดีว่าสัตว์เลี้ยงแสนรักของเจ้าตัวไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน

พวกมันไม่เหมือนกับซีแอตที่รายนั้นแม้มันจะเป็นปลากระเบนน้ำเค็มตัวใหญ่ที่มีหน้าตาน่ากลัวแถมยังเป็นปลากระเบนน้ำเค็มที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก แต่ซีแอตก็ใจดีและรักเด็กมาก ๆ มันไม่เคยมีประวัติใช้หางพิษของมันแทงหรือทำร้ายสิ่งมีชีวิตอื่นด้วยซ้ำ จนบางทีแคลร์ก็อดคิดไม่ได้ว่าซีแอตอาจจะลืมวิธีการใช้หางพิษของมัน

ตรงข้ามกัน… ขณะที่ซีแอตมีนิสัยแบบนั้น มาร์คัสกับเซอร์เรียสที่มีหน้าตาน่ารัก พวกมันกลับไม่ได้มีนิสัยน่ารักเหมือนอย่างหน้าตาเลยสักนิด

“จริงด้วยสิ” ระหว่างที่แคลร์กำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง ทันใดนั้นเขาก็ต้องเอ่ยออกมาอีกครั้ง เมื่อแคลร์คิดอะไรดี ๆ ออกแล้ว

“อะไร?” ศาสตราจารย์หลุยส์ที่เห็นท่าทีเหล่านั้นของแคลร์ถามกลับมา

“ผมสามารถทักไปขอคำปรึกษาจากเยลได้ไหมครับ” แคลร์ถามกลับไป เมื่อเขาไม่ค่อยแน่ใจนักว่าการทักไปขอคำปรึกษากับเยลอดีตเจ้าหน้าที่ที่เพิ่งลาออกจากอควาเรียมไป เหตุเพราะเจ้าตัวได้ใช้ทุนครบหมดแล้ว มันจะเป็นการรบกวนเยลมากเกินไปหรือไม่ เนื่องจากเยลไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอควาเรียมแห่งนี้แล้ว

“…”

“ผมคิดว่าเขาคงสามารถให้คำปรึกษาผมได้ เพราะเขาเองก็คงเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเหมือนกับผม ตอนที่เขาถูกศาสตราจารย์มอบหมายให้ไปดูแลเจ้าซีแอต ศาสตราจารย์คิดว่ายังไงครับ?” แคลร์ถามกลับไป เมื่อเขาอยากรู้ว่ามันจะน่าเกลียดเกินไปหรือไม่

“แล้วนายมีช่องทางการติดต่อเยลหรือเปล่าล่ะ?” อีกฝ่ายถามกลับมาพร้อมพูดเพิ่มเติม “แต่ฉันไม่ค่อยแน่ใจนะว่าเยลจะยอมให้ความช่วยเหลือนายหรือเปล่า เพราะตอนนี้เขาย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดของเขาแล้ว บางทีหมอนั่นอาจจะเอียนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอควาเรียมแล้วก็เป็นได้”

ต่อมาหลังจากที่แคลร์ได้ช่องทางการติดต่ออดีตเจ้าหน้าที่ที่เคยทำงานกับซีแอตมาก่อนมาจากศาสตราจารย์หลุยส์เรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่ได้รีบติดต่อไปหาเยลในทันที เมื่อเขาอยากกลับไปนอนอ่านแฟ้มที่ตัวเองเพิ่งได้มาจากศาสตราจารย์หลุยส์ให้ละเอียดเสียก่อน เพื่อที่แคลร์จะได้เตรียมคำถามไปถามอดีตเจ้าหน้าที่คนนั้นแบบที่ไม่ต้องไปคอยรบกวนอีกฝ่ายพร่ำเพรื่อ

โดยหลังจากที่แคลร์เดินถือแฟ้มออกมาจากห้องทำงานของศาสตราจารย์หลุยส์แล้ว เขาก็ไม่ได้แวะเอาแฟ้มไปเก็บไว้ที่ล็อกเกอร์ของตัวเองในทันที แต่แคลร์เลือกที่จะเดินไปเยี่ยมเยียนลูกสมุนของเขาอย่างพวกนกเพนกวินเสียก่อน หลังวันนี้พวกมันเกาะกระจกยืนจ้องหน้าคอยเขามาตั้งแต่เช้าแล้ว

“มายืนเกาะกระจกแบบนี้กำลังคิดอะไรอยู่นะ” หลังแคลร์เดินมาถึงตู้โชว์นกเพนกวินที่อควาเรียมทำเอาไว้โชว์นักท่องเที่ยวแล้ว เขาก็ไม่ได้เดินเข้าไปในโซนด้านในที่มีไว้ให้เจ้าหน้าที่แต่อย่างใด เนื่องจากแคลร์ขี้เกียจเปลี่ยนชุด สุดท้ายเขาจึงต้องมายืนมองพวกมันอยู่ที่หน้าตู้กระจกแทน หลังจนถึงตอนนี้พวกมันก็ยังมายืนเรียงกันและเกาะกระจกตรงด้านที่มีทางเดินของมนุษย์ตาละห้อย

โดยในวินาทีที่เจ้านกอ้วนมองเห็นเขา พวกมันที่มีกันราว ๆ สามสิบถึงสี่สิบตัวก็รีบวิ่งกรูมามาเกาะอยู่ที่กระจกแล้วกระโดดโหยงเหยงไปมา ซึ่งท่าทางดีอกดีใจของพวกมันก็ทำให้แคลร์สามารถยิ้มออกมาได้อย่างง่ายดาย

“ให้ตายเถอะ… น่ารักจริง ๆ เลย” เขาพึมพำกับตัวเอง เมื่อในสายตาของแคลร์เจ้านกพวกนี้มันเหมือนกับตัวอะไรสักอย่างที่ตัวเล็กตัวน้อยมาก ๆ ต่อให้ความเป็นจริงพวกมันจะมีส่วนสูงเท่าเข่า บางตัวก็มีส่วนสูงถึงต้นขาของเขาเลยก็ตาม

แคลร์ยืนจ้องอดีตเพื่อนร่วมงานตัวจิ๋วของตัวเองทั้งรอยยิ้ม เขาดีใจมากที่เห็นพวกมันยังจำกันได้ และดูเหมือนพวกมันต้องการอยากเล่นกับเขามาก ๆ ด้วย ทว่าในระหว่างที่เขากำลังยืนจ้องเจ้านกอ้วนอย่างเพลินอารมณ์อยู่นั้น ทันใดนั้นรอยยิ้มที่เคยปรากฏอยู่บนใบหน้าของแคลร์ก็ค่อย ๆ จางลงไปอย่างช้า ๆ เมื่อเขาก็ลืมไปเสียสนิทว่าตู้กระจกของวาฬเพชฌฆาตมันอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน

แล้วพอแคลร์ตระหนักได้แบบนั้น เวลาต่อมาเขาที่เอาแต่ยืนหันหลังใส่ตู้วาฬและหันหน้าใส่ตู้นกเพนกวินก็ค่อย ๆ หันศีรษะมองกลับไปยังตู้วาฬออร์ก้าตัวใหญ่อย่างช้า ๆ เพื่อที่เขาจะได้พบว่าพวกมันในตอนนี้กำลังจ้องมองแคลร์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ

“โอ้…” เพียงแค่แคลร์ได้รับสายตาที่คุกรุ่นเต็มไปด้วยความไม่พอใจจากทั้งมาร์คัสและเซอร์เรียส เขาก็ถึงกับหลุดเสียงร้องออกมาเบา ๆ เมื่อพวกมันกำลังทำเหมือนเขาเป็นสมบัติของมันอย่างไรอย่างนั้น

สายตาของมันรุนแรงมากจนแคลร์นึกสงสัยว่าในสายตาของพวกมัน เขาเป็นตัวอะไรกันแน่ แคลร์รู้สึกอึดอัดต่อสายตาของพวกมันอย่างบอกไม่ถูก จนทำให้สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจหยุดให้ความสนใจเหล่านกเพนกวินและเดินออกมาจากตรงนั้นแทน เมื่อแคลร์ไม่อยากถูกดาวเด่นของอควาเรียมรุมจ้องเหมือนจะทึ้งร่างกันแบบนั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป